ข่าว

“สุริยะใส”แนะกองทัพส่องผลประชามติ3จว.ใต้หลังโหวตคว่ำ

“สุริยะใส”แนะกองทัพส่องผลประชามติ3จว.ใต้หลังโหวตคว่ำ

08 ส.ค. 2559

“สุริยะใส”แนะกองทัพส่องผลประชามติ 3 จว.ใต้ หลังผลโหวตคว่ำ 2 ประเด็น เหตุสะท้อนความรู้สึกคนพื้นที่

 

         เมื่อวันที่ 8 ส.ค. นายสุริยะใส กตะศิลา อาจารย์คณะนวัตกรรมสังคมมหาวิทยาลัยรังสิต ให้สัมภาษณ์“สำนักข่าวเนชั่น” ถึงผลประชามติ ว่า ผลประชามติในภาคเหนือและอีสานที่ออกมาไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ เข้าใจได้ว่ายังมีแรงบวกจากอำนาจเก่าของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แต่การโหวตไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ และคำถามพ่วงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถือว่าเป็นปฏิกิริยาที่ออกมาชัดเจนว่าคนในพื้นที่ไม่อยากรับรัฐบาลทหาร      ถึงแม้ก่อนหน้านี้มีการบอกว่าอิทธิพลของทหารจะทำให้ประชามติผ่าน แต่ในครั้งนี้อาจยังเกิดความรู้สึกบางอย่างที่ถูกสะสมจากสภาพในพื้นที่ ที่ต้องการบอกไปยังกองทัพว่าไม่พอใจกับสภาพที่เป็นอยู่ ซึ่งอิทธิพลของทหารไม่สามารถชี้นำได้นั้น ก็จะส่งต่อการแก้ปัญหาในพื้นที่ ดังนั้นกองทัพต้องดูผลประชามติที่สะท้อนออกมา เพื่อนำไปปรับกลยุทธว่าควรเป็นอย่างไร เพราะหากไม่มีการวิเคราะห์ถึงผลประชามติที่ออกมา สถานการณ์อาจพัฒนาไปไกลถึงขั้นต่อต้านบทบาททหารในพื้นที่มากขึ้น

          นายสุริยะใส กล่าวต่อว่า ส่วนผลประชามติที่ออกมาทั้งประเทศนั้น ถือการโหวตผ่านทั้ง 2 ประเด็นเกินความคาดหมาย ถึงแม้ช่องว่าระหว่างการโหวตรับกับไม่รับร่างรัฐธรรมนูญของปี 2559 จะมีถึง 6 ล้านคน ซึ่งมากกว่าช่องว่างการโหวตร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งอยู่ที่ 4 ล้านคน แต่น่าคิดว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังมีความพอใจบางระดับกับสภาวะบ้านเมืองที่มีอยู่ เพราะเชื่อประชาชนบางส่วนคิดว่าหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน ความขัดแย้งก็จะยังมีอยู่ ทำให้ผลโหวตรับที่ออกมาก็มีความชัดเจนว่าฝ่ายทหารจะอยู่ต่อไปตามโร้ดแมพที่ประกาศไว้ ซึ่งมีผลทางจิตวิทยา โดยแรงบวกส่วนหนึ่งก็มาจากที่พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจพูดรับร่างรัฐธรรมนูญ ทำให้ผู้ที่ตัดสินใจไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ หรือคนที่กลางๆที่ยังไม่ตัดสินใจก็กลับมาตัดสินใจมารับร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งรวมกับสิ่งที่พ.ต.ท.ทักษิณพูดออกมา จึงเป็นแรงบวกที่ออกมาให้เห็นถึงผลประชามติตรงนี้

           นายสุริยะใส กล่าวด้วยว่า ขณะที่การโหวตประเด็นคำถามพ่วงมีคะแนนน้อยกว่าการโหวตร่างรัฐธรรมนูญนั้น มองได้ว่าถึงแม้ประชาชนอาจจะเห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ค่อยเห็นด้วยกับคำถามพ่วง เพราะมองถึงบทบาทในเรื่องอำนาจของกองทัพอาจไม่เป็นที่น่าประทับใจ โดยเฉพาะกลุ่ม 41 เปอร์เซ็นต์ที่ไม่รับคำถามพ่วง อาจจะขยายออกไปได้ ทั้งนี้ ตัวเลขที่สะท้อนออกมามีความชัดเจนที่สุด ว่าประชาชนอยากให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไป แต่ยังเป็นห่วงบทบาทของกองทัพที่จะอยู่หลังจากนี้ อย่างไรก็ตามถือว่าภาพรวมการปิดกั้นการรณรงค์มากกว่าปี 2550 แต่ในครั้งนี้ถือว่าการรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในโซเชียลมีเดียมีมากกว่ามหาศาล แต่สุดท้ายผลการโหวตก็ยังออกมาแบบนี้ได้