ข่าว

มอง“อำนาจรัฐสภา” ผ่าน ร่างรธน. ฉบับประชามติ

มอง“อำนาจรัฐสภา” ผ่าน ร่างรธน. ฉบับประชามติ

01 ส.ค. 2559

ขอหยิบเอาประเด็นหนึ่งขึ้นมากล่าวถึง ซึ่งก็คือ “อำนาจรัฐสภา” ซึ่งตามร่างรัฐธรรมนูญได้ให้อำนาจกับ”รัฐสภา” ไว้อย่างมาก เพื่อประกอบการตัดสินใจในการลงประชามติ

 

           ใกล้วันลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ วันที่ 7 สิงหาคม เข้าไปทุกที แต่ยังมีผู้คนไม่น้อย ที่ยังไม่รู้ว่าเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชามติ  มีเนื้อหาสำคัญในเรื่องอะไรบ้าง

           วันนี้ จึงขอหยิบเอาประเด็นที่น่าสนใจ ประเด็นหนึ่งขึ้นมากล่าวถึง ซึ่งก็คือ “อำนาจรัฐสภา” ซึ่งตามร่างรัฐธรรมนูญได้ให้อำนาจกับ”รัฐสภา” ไว้อย่างมาก

            ทั้งนี้ ในบทเฉพาะกาล มาตรา 272 ได้ให้อำนาจกับ “รัฐสภา” (ซึ่งก็คือให้อำนาจกับ ส.ส. ในการประชุมร่วมกับ ส.ว. ) มีมติยกเว้นหลักที่ว่า “นายกรัฐมนตรีจะต้องมาจากคนที่มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองที่พรรคการเมืองได้แจ้งต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในกรณีที่สภาผู้แทนราษฎร ไม่สามารถเลือกบุคคลที่มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองเป็น “นายกรัฐมนตรี” ได้

            ซึ่งเมื่อ ”รัฐสภา” มิมติให้เลือก”คนนอกบัญชีพรรคการเมือง”เป็นนายกรัฐมนตรีได้  ก็จะทำให้สภาผู้แทนราษฎร สามารถลงมติเลือก”คนนอกบัญชีพรรคการเมือง” เป็นนายกรัฐมนตรีได้

            ทั้งนี้ตามมาตรา 272 ได้บัญญัติ ดังนี้

            ..“ในวาระเริ่มแรกที่มีการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ เมื่อมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว หากมีกรณีที่ไม่อาจแต่งตั้ง “นายกรัฐมนตรี” จากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ไม่ว่าด้วยเหตุใด และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดเท่าที่มีอยู่เข้าชื่อเสนอต่อประธานรัฐสภา ขอให้ “รัฐสภา” มีมติยกเว้นเพื่อไม่ต้องเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ ในกรณีเช่นนั้นให้ประธานรัฐสภา จัดให้มีการประชุมร่วมกันของ “รัฐสภา” โดยพลัน และในกรณีที่ “รัฐสภา” มีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาให้ยกเว้นได้ ให้สภาผู้แทนราษฎรดำเนินการต่อไป โดยจะเสนอชื่อผู้อยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้หรือไม่ก็ได้”

            และไปไกลกว่านี้อีก เมื่อการลงประชามติในครั้งนี้ นอกจากการลงประชามติเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญว่า “รับ” หรือ”ไม่รับ“ แล้ว ยังให้มีการลงประชามติ”คำถามพ่วง” ด้วยซึ่ง”คำถามพ่วง” ที่นำมาถามประชาชน ก็คือ  “ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่า เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ สมควรกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลว่าในระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี”
            ซึ่งตาม “คำถามพ่วง” แปลความได้ว่า ให้ “รัฐสภา” มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรีได้

            ที่ผ่านมา อำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรี เป็นอำนาจของ “สภาผู้แทนราษฎร”  เท่านั้น

             ดังนั้น การที่ให้”รัฐสภา” เลือกนายกรัฐมนตรีได้ ก็เท่ากับให้อำนาจสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) ร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีได้ด้วย ไม่ใช่เป็นอำนาจของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ( ส.ส.) เพียงฝ่ายเดียว

             หาก”คำถามพ่วง”ผ่านประชามติ ก็ต้องมีการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญเพื่อบรรจุหลักการนี้ลงไป

            นอกจากนี้ “รัฐสภา”  ตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชามติ  ยังมีอำนาจอื่นๆอีก

          อาทิ-  มาตรา 132   มีอำนาจพิจารณากฎหมายลูก คือ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ

          -มาตรา 146  อำนาจในการยืนยัน ร่าง พ.ร.บ. กรณีพระมหากษัตริย์ ไม่ทรงเห็นชอบด้วย หรือ มิได้พระราชทานคืนมา

         - มาตรา 155  อำนาจพิจารณากรณีที่มีปัญหาสำคัญเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยหรือเศรษฐกิจของประเทศ

         - มาตรา  162  คณะรัฐมนตรี ที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดิน ต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา

          -มาตรา 165  มีอำนาจพิจารณากรณีที่มีปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน

          - มาตรา 177  การให้ความเห็นชอบในการประกาศสงคราม

          - มาตรา 178  ให้ความเห็นชอบหนังสือสัญญาที่เปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขต หรือหนังสือสัญญาที่อาจมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม หรือการค้า หรือการลงทุนของประเทศ

          - มาตรา 256 แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ

            ในประเด็นที่เกี่ยวกับอำนาจของ” รัฐสภา”( รัฐสภา ประกอบด้วย ส.ส.และส.ว ) จะมีการเพ่งเล็งไปที่ ส.ว. โดย “ฝ่ายไม่เห็นด้วย”  กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เห็นว่า การที่ให้อำนาจกับ ส.ว ค่อนข้างมาก ขัดต่อหลักการของประชาธิปไตย เพราะ ส.ว. ตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน

            แต่ “ฝ่ายที่เห็นด้วย” เห็นว่า ช่วงการเปลี่ยนผ่านประเทศสู่ประชาธิปไตย จะใช้กลไกปกติไม่ได้ จำเป็นต้องมีกลไกพิเศษมาประคับประคอง เพื่อให้การส่งต่อไม้ให้รัฐบาลจากการเลือกตั้งเดินต่อไปได้ และการไม่มีกลไกไว้เป็นทางออกในยามฉุกเฉิน อาจเกิดปัญหาวิกฤติซ้ำรอยเหมือนช่วงที่ผ่านมาได้ ดังนั้น จำเป็นต้องมี “กลไกพิเศษ” คอยช่วยแก้ปัญหา ถ้าไม่ใช้ “กลไกพิเศษ” มาช่วยเปลี่ยนผ่าน อาจจะ “เสียของ” ได้

            ส่วนเหตุผลของฝ่ายไหนจะดีกว่ากัน ประชาชนจะเป็นคนตัดสินในการลงประชามติวันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม นี้