
เลขาฯกรธ.แจงถูกมองไม่ตอบโจทย์ปราบคอร์รัปชั่น
“เลขาฯ กรธ.” แจง 3 ประเด็นถูกฝ่ายการเมืองมองเนื้อหาไม่ตอบโจทย์ปมปราบคอร์รัปชั่น
28 ก.ค.59 -- หลังจากที่แกนนำพรรคการเมือง อาทินายอสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ , นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล แกนนำพรรคชาติไทย, พรรคเพื่อไทยแถลงจุดยืนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติโดยให้เหตุผลว่าเนื้อหาไม่ตอบโจทย์ประเทศนั้น ล่าสุด นายปกรณ์ นิลประพันธุ์ เลขานุการคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้ชี้แจงรายละเอียดต่อประเด็นร่างรัฐธรรมนูญที่ถูกวิจารณ์ ว่า ประเด็นที่ระบุว่ากรธ. ยกเลิกกระบวนการถอดถอนนักการเมืองทุจริตที่เขาว่ามีประสิทธิภาพมากถือเป็นความผิดพลาดนั้น โดยข้อเท็จจริง กรธ.ได้ยกเลิกบทบัญญัติว่าด้วยกระบวนการถอดถอนนักการเมืองทุจริตด้วยกลไกนิติบัญญัติจริง เพราะกลไกถอดถอนกันเองโดยนักการเมืองไม่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นกรธ. จึงปรับให้กลไกตรวจสอบเป็นอำนาจของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และการชี้มูลนักการเมืองที่ทุจริตเป็นอำนาจฝ่ายตุลาการเพื่ไม่ให้เกี้ยเซี้ยะกัน ทั้งนี้ตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติมาตรา 235 วรรคสามและวรรคสี่ กำหนดว่าหากศาลพิพากษาว่านักการเมืองผู้ใดทุจริต ต้องถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต และไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ อีก
นายปกรณ์ ชี้แจงด้วยว่า ส่วนกรณีที่มองว่าร่างรัฐธรรมนูญเปิดโอกาสให้ฝ่ายการเมืองและ ป.ป.ช.ต่อรองกันได้กรณีมีเรื่องฟ้องร้อง เพราะต้องยื่นผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร จากเดิมกำหนดให้ประชาชนร้องเรื่องไปยัง ป.ป.ช. ได้โดยตรงนั้น ขอชี้แจงว่าการฟ้อง ป.ป.ช. ทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางปกครอง แล้วแต่กรณี เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนตามมาตรา 25 ของร่างรัฐธรรมนูญที่จะลงประชามติ สำหรับการให้ ส.ส. ส.ว. หรือประชาชน 20,000 คน เข้าชื่อกล่าวหาว่า ป.ป.ช. มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง เป็นการดำเนินการเพื่อให้ ป.ป.ช. พ้นจากตำแหน่งซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการดำเนินคดีแพ่ง คดีอาญา หรือคดีปกครอง กับ ป.ป.ช. ทั้งนี้การเข้าชื่อกล่าวหาโดยประชาชนนั้นมาตรา 236 ของร่างรัฐธรรมนูญที่จะลงประชามติ กำหนดให้ยื่นต่อประธานรัฐสภา ที่มีข้อกำหนดให้ประธานรัฐสภาต้องวางตนเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ หากปล่อยให้ต่อรองกันก็เป็นการไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ
นายปกรณ์ กล่าวด้วยว่า ส่วนกรณีที่ระบุว่าการสามารถเปิดทางให้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาได้โดยง่ายนั้น ข้อเท็จจริงการอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสามารถทำได้มาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 กรณีมีพยานหลักฐานใหม่ โดยช่วงที่เนื้อหาดังกล่าวถูกท้กท้วงจากหลายฝ่ายว่าไม่สอดคล้องกับพันธกรณีตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ที่ประเทศไทยเป็นภาคี ข้อ 14 (5) ที่ระบุว่าบุคคลซึ่งต้องคำพิพากษาลงโทษในความผิดอาญา ย่อมมีสิทธิที่จะให้คณะตุลาการเหนือขึ้นไปพิจารณาทบทวนการลงโทษและคำพิพากษาตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งหมายความกว้างทั้งการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ดังนั้นร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติมาตรา 195 จึงแก้ไขให้สอดคล้องกับหลักการสากลดังกล่าว โดยไม่ได้คิดจิตอกุศลเพื่อเข่มฆ่าผู้ใด



