
“กลุ่มนิติราษฎร์”ชี้"เผด็จการไม่สร้างปชต.
“กลุ่มนิติราษฎร์”ขยายประเด็นรำลึก"100 ปีชาตกาลป๋วย"ย้ำความเท่าเทียมของจริงต้องคู่กับการพัฒนาประชาธิปไตย เผยผลวิจัย“รัฐประหาร”ทำธรรมาภิบาล-การพัฒนาประเทศถอยหลัง
ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กลุ่มคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดประชุมวิชาการประจำปี 2559 เนื่องในโอกาส 100 ปีชาตกาล ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ “พาสังคมไทยไปให้ถึง: ปฏิทินแห่งความหวัง จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” โดยงานในช่วงบ่ายเป็นการจัดเสวนา หัวข้อ “พาสังคมไทยไปให้ถึง ความเท่าเทียมแห่งชีวิต” ซึ่งมีนักวิชาการของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ซึ่งอยู่ในกลุ่มของนิติราษฎร์เข้าร่วม
โดยนายประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวตอนหนึ่งในประเด็นถึงกรณีที่รัฐบาลทหารไม่สามารถส่งมอบความเท่าเทียมให้กับสังคมไทย ว่า ตนเชื่อว่า ดร.ป๋วย มองโจทย์การสร้างความเท่าเทียมในสังคมควบคู่ไปกับการพัฒนาประชาธิปไตย การมีสิทธิเสรีภาพและความเป็นธรรมในสังคม ซึ่งประเด็นที่ดร.ป๋วยพยายามทำในสมัยก่อนนั้นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ ดร.ป๋วยมีจุดจบทางการเมืองในที่สุด ทั้งนี้เหตุผลที่ดร.ป๋วย พยายามต่อสู้เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ และความไม่เท่าเทียมในสังคม เพราะหากไม่พยายามจัดการปัญหาดังกล่าวแล้ว จะทำให้เกิดวังวนของความขัดแย้ง ความวุ่นวาย การชุมนุม และมีปัญหาทางการเมืองที่วนมาสู่ปัญหาทางเศรษฐกิจได้ สำหรับสาระของประชาธิปไตยที่เป็นองค์ประกอบของความเท่าเทียม อาจต้องถามว่า จะกลับไปสู่สังคมประชาธิปไตยได้อย่างไร เพราะหากไม่ออกจากระบอบทหาร การทำรัฐธรรมนูญจะไม่สามารถตอบโจทย์สังคมประชาธิปไตยได้ ทั้งนี้ตนมองว่าการกลับไปสู่สังคมประชาธิปไตยหรือเอาทหารออกจากการเมืองไทยไม่ใช่ของง่าย ดังนั้นการสร้างสังคมที่เท่าเทียมได้ ต้องปฏิรูประบบเศรษฐกิจให้แข่งขันมากขึ้น ลดการผูกขาด, กระจายอำนาจสู้ท้องถิ่น, ให้เสรีภาพกับสื่อมวลชนและประชาชนเพื่อลดการผูกขาดของชนชั้นนำ และสร้างระบบการเมืองที่สมดุลเป็นธรรม ทั้งนี้มีต่างประเทศที่ทำวิจัยและศึกษาเกี่ยวกับกรณีที่ทหารเข้ายึดอำนาจเพื่อแทรกแซงทางการเมือง และได้สัญญาว่าจะคืนอำนาจให้ประชาชนโดยเร็ว ผลวิจัยพบว่าการคืนอำนาจจะไม่เกิดขึ้นได้ในเวลาที่รวดเร็ว ขณะเดียวกันคุณภาพของธรรมาภิบาลและความเป็นประชาธิปไตยจะถดถอย
"ร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติในทางรัฐศาสตร์มองว่าไม่ได้แก้ปัญหาของความไม่โปร่งใส หรือสร้างสำนึกของชนชั้นนำในเรื่องความรับผิดต่อสังคม โดยเนื้อหาทั้งเล่มมีความไม่ชัดเจนในสิ่งที่กล่าวไป แต่สิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือการย้ายอำนาจรัฐรวมศูนย์ ให้ไปอยู่กับอีกอำนาจหนึ่ง ทั้งนี้การให้อำนาจกับราชการ ซึ่งเป็นบ่อเกิดของการคอร์รัปชั่นจึงเป็นสิ่งที่น่ากลัวมากกว่านักการเมือง เพราะอำนาจรัฐที่ให้กับอำนาจอื่น ทั้ง ส.ว.สรรหา, ทหาร, องค์กรอิสระที่จะมาใช้อำนาจมหาศาลและไม่ถูกตรวจสอบ จึงเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุด ทั้งนี้ผมมองว่า 2 ปีที่ผ่านมาเราเดินหลงทางมาไกล จนถึงวันนี้ก็ยังหลงทางจนหาทางกลับไม่เจอ ดังนั้นทางออกคือ ต้องมีฉันทามติใหม่ระหว่างกลุ่มต่างๆ ไม่ต้องหันมาเห็นด้วยกัน แต่ต้องมีฉันทามติร่วมกันว่าจะร่วมต่อรองให้เกิดพื้นที่ต่อสู้ร่วมกัน โดยไม่อยู่ภายใต้ระบบเผด็จการอำนาจนิยม ผมมองว่าหากเรารักกองทัพ ต้องเอากองทัพออกจากการเมือง เพื่อให้เขากลับไปทำหน้าที่ของตนเอง และทำกองทัพให้เป็นมืออาชีพ ขณะที่พรรคการเมืองต้องปฏิรูปด้วยเช่นกัน" นายประจักษ์ กล่าว
ทางด้านนายยุกติ มุกดาวิจิตร อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา กล่าวว่า จากกรณีที่มีการแถลงจุดยืนของหัวหน้าพรรคการเมืองพรรคหนึ่งซึ่งตนไม่อยากเอ่ยชื่ ทำให้โจทย์ที่เคยถามว่าจะโหวตร่างรัฐธรรมนูญอย่างไร กลายเป็นทำไมกระแสโหวตโนถึงแรง และแรงอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีการปิดกั้นการแสดงออกต่างๆ ส่วนหนึ่งตนมองว่าเพราะเนื้อหาไม่ตอบโจทย์ 4 ประเด็นคือ 1.ความสถาบันกษัตริย์กับประชาชนที่ขาดความชัดเจน 2.การถ่วงดุลระหว่างการปราบโกงและการดำเนินนโยบายที่สนองความต้องการของประชาชน ทำให้เกิดการแผ่ขยายอำนาจขององค์กรอิสระ ซึ่งเน้นกลไกควบคุมนักการเมืองและการเมือง ทั้งทางด้านการวางนโยบายระยะยาว 20 ปี ซึ่งอาจขาดความทันสมัย และสอดคล้องกับการแก้ปัญหา ดังนั้นหากนโยบายระยะยาวเกิดขึ้น แต่หากผู้นำเสียชีวิตไปก่อนคงไม่สามารถออกมารับผิดชอบใดๆ ได้ 3.การถ่วงดุลสิทธิเสรีภาพของประชาชนและความมั่นคงของรัฐ หมายถึงหลักการของการวางกรอบความสำคัญระหว่างพลเมืองกับรัฐ ควรมีสัดส่วนที่เหมาะสม โดยสาระสำคัญที่ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญถูกวิจารณ์คือหลักสิทธิเสรีภาพหายไปและถูกจำกัดตามกรอบของศีลธรรมและกฎหมายอื่นๆ และ4.ความยุติธรรมกับความปรองดอง ประเด็นสำคัญคือระยะ 10ปี ที่ผ่านมาสังคมไทยบอกช้ำ จากการภาวะของความเป็นเหยื่อของความรุนแรง และผู้ใช้อำนาจรัฐที่รุกคามประชาชน ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติไม่มีเนื้อหาประเด็นดังกล่าว รวมถึงการเยียวยาเหยื่อทางการเมืองไม่ว่าฝ่ายใด รวมถึงการให้ความยุติธรรม หรือการนิรโทษกรรมอย่างไร ทั้งนี้ตนมองว่าโจทย์ทั้ง 4 ไม่ถูกตอบวังวนของความขัดแย้งจะเกิดขึ้นต่อไปอีก
ขณะที่นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่าหลักนิติรัฐกับหลักการประชาธิปไตยตนมองว่าการหาความเท่าเทียมเป็นปัจจัยที่นำไปสู่การเรียกร้องการปกครองให้เป็นระบอบประชาธิปไตย โดยความเท่าเทียมกับประชาธิปไตยมีส่วนที่สัมพันธ์กัน ขณะที่ประเด็นว่าด้วยความเสมอภาคในระบอบประชาธิปไตยทางกฎหมาย ไม่ใช่การทำให้ทุกคนมีทุกอย่างเท่ากัน แต่คือการสร้างโอกาสให้คนเข้าถึงทรัพยากรและการแข่งขันที่เท่าเทียมกันโดยรัฐ สำหรับกติกาทางกฎหมายที่จะสร้างความเสมอภาคได้ ต้องทำโดยคนทั่วไปที่มีสิทธิทางการปกครอง หรือความเท่าเทียมในทางกฎหมาย ขณะที่ทางออกของการสร้างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย สิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือความชอบธรรมที่มาจากเจ้าของอำนาจ คือ มาจากประชาชน โดยการออกแบบกลไกของรัฐต้องตอบคำถามด้วยว่าคนที่จะใช้อำนาจของรัฐที่เป็นสาธารณะจะยึดโยงกับประชาชนอย่างไร องค์กรที่ใกล้ชิดกับประชาชน คือ สภาผู้แทนราษฎร ถือว่ามีความเป็นประชาธิปไตย และจะมีความรับผิดชอบกับประชาชน ขณะที่ระบบหรือองค์กรที่ไม่ยึดโยงกับประชาชนต้องถูกปฏิเสธ แม้จะระบุว่าเพื่อถ่วงดุลอำนาจก็ตาม ขณะที่การจัดโครงสร้างองค์กรของรัฐต้องยึดโยงกับประชาชน ส่วนองค์กรที่มีอำนาจต้องสร้างการตรวจสอบ เช่น องค์กรทหารที่ต้องมีสภาตรวจการกำกับ เป็นต้น
“ปัญหาโครงสร้างทางการเมืองยังไม่ยุติ เมื่อพูดถึงความเสมอภาค ความเท่าเทียม ทำให้พูดได้ไม่เต็มที่ ขณะนี้ประเด็นทางกฎหมาย หรือกลไกทางกฎหมายไม่ได้สนับสนุนความเสมอภาค และเท่าเทียม แม้รัฐธรรมนูญจะรับรองความเสมอภาคของบุคคลทางกฎหมาย และต้องได้รับความคุ้มครอง แต่หลายกรณีของประเทศไทยยังห่างจากหลักความเสมอภาคที่ควรจะเป็น แม้จะมีคนบอกว่าให้เคารพกฎหมาย แต่ไม่ได้พูดถึงกฎหมายว่าต้องมีเนื้อหาอย่างไร หรือมีความยุติธรรมในกฎหมายตามการปกครองรัฐโดยกฎหมายที่ยุติธรรมหรือไม่ ผมขอตอบคำถามด้วยว่า เผด็จการไม่มีทางส่งมอบความเท่าเทียมได้ เพราะธรรมชาติของระบอบเผด็จการที่จะรวมศูนย์อำนาจ ดังนั้นการออกกฎเกณฑ์ต่างๆ จึงไม่ได้เกิดจากการต่อรอง จึงขาดความชอบธรรม ดังนั้นทุกครั้งที่มีระบอบเผด็จการเราจึงต้องเรียกร้องประชาธิปไตย เพื่อให้เกิดการต่อรอง และสร้างกติกาที่สร้างโอกาสสำหรับคนทุกคน” นายวรเจตน์ กล่าว



