ข่าว

100 ปีชาตกาล"ป๋วย"

100 ปีชาตกาล"ป๋วย"

28 ก.ค. 2559

รำลึก100ปีชาตกาลดร.ป๋วย-นักวิชาการยกเป็นผู้กล้าขวางอำนาจรัฎฐาธิปัตย์ มองไทยไร้หวังต่อยอดพัฒนาคุณภาพ เหตุรัฐบาลทหารจมกับประชานิยม 

 

          28 ก.ค. 59  กลุ่มคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดประชุมวิชาการประจำปี 2559 เนื่องในโอกาส 100 ปีชาตกาล ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ "พาสังคมไทยไปให้ถึง : ปฏิทินแห่งความหวัง จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน" โดยมีนักวิชาการที่เกี่ยวข้องร่วมงานและปาฐกถาต่อเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง 
    
         โดยนายชัยวัฒน์ สถาอานันท์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ กล่าวในหัวข้อ "ขวานฟ้า: ว่าด้วยการเมืองแห่งการตั้งชื่อ" ตอนหนึ่งว่า ประเด็นของขวานฟ้า เปรียบเหมือนกับอำนาจของผู้ปกครองสูงสุดที่สามารถสั่งการใดๆ ตามที่ตนเองต้องการ ทั้งนี้มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ดร.ป๋วยเข้ารับตำแหน่งทางราชการ และจอมพลป. พิบูลย์สงคราม นายกฯ ร้องขอให้เปลี่ยนชื่อให้เป็นภาษาไทย แต่ดร.ป๋วยตอบปัดองค์รัฎฐาธิปัตย์ ดังนั้นกรณีที่ดร.ป๋วยรักษาชื่อที่บิดาตั้งให้และไม่เปลี่ยนตามตามใจองค์รัฎฐาธิปัตย์ หรืออำนาจเผด็จการนั้นเปรียบได้เหมือนกับการแข็งขืนไม่ยอมต่อระบอบเผด็จการ ในฐานะสุภาพชนที่มีเสรีและมีสันติธรรมในใจ ดังนั้นการเมืองแห่งการตั้งชื่อจึงต้องหมายรวมถึงพลังของการขัดขืน อำนาจแห่งการกำหนดชื่อเหมือนขวานฟ้าที่มีอันมีฤทธิ์ไว้ด้วย

           ขณะที่ ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์  กล่าวหัวข้อ "จากครรภ์มารดาสู่เชิงตะกอน: หวังได้แค่ไหน?" ตอนหนึ่งว่าการเผยแพร่ปฎิทินจากครรภ์มารดา สู่เชิงตะกอน ถูกเผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ.2516 หลังการต่อสู้ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 เพียง 4 วันซึ่งตนมองว่าเพื่อต้องการให้ชีวิตคนไทยพัฒนาตามการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ซึ่งถือเป็นการวางรากฐานและจุดเริ่มต้น แม้ว่าช่วง 40 ปีของการเมืองไทยถอยหลังไปสู่จุดเดิม และมีร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งและมีนายกฯ ซึ่งนายกฯ คนใหม่มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นคนเดียวกับนายกฯ​คนปัจจุบันได้ 

          ทั้งนี้ในข้อเขียนของดร.ป๋วย จำนวน 2 หน้ากระดาษระบุถึงคุณภาพชีวิตของคนตลอดชีวิต แต่มีสิ่งที่ตนมองว่าเป็นของใหม่ คือ คุณภาพชีวิตในด้านสุขภาพ ด้วยการได้รับการเลี้ยงดูที่ดีด้วยความรัก โดยรัฐบาลต้องให้บริการป้องกันโรคอันตรายฟรี และการรักษาพยาบาลต้องมีมาตรฐานคุณภาพและไม่แพง ขณะที่วัยชราต้องได้รับการดูแลและประโยชน์จากระบบประกันสังคม ขณะที่ในภาวะปัจจุบันการดูแลด้านสุขภาพมีผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นต่อประเด็นการมีหลักประกันสุขภาพว่าทำให้ประชาชนเข้าถึงการบริการได้มากขึ้น เป็นธรรมและประชาชนมีสุภาพที่ดี แต่จากระบบหลักประกันดังกล่าวที่ต้องอาศัยงบประมาณจากภาครรัฐ ซึ่งแบ่งเป็น 3 กองทุน ทำให้มีปัญหาและเกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างการบริการด้านสุขภาพระหว่างคนเมืองและชนบท อย่างไรก็ตามตนมองว่าภาพรวมของด้านสุขภาพนั้นเป็นที่น่าพอใจ แต่ภาวะที่ประเทศไทยต้องเจอคือสังคมสูงอายุ เพราะอัตราการเกิดลดลง และบุคคลมีอายุยืนยาวมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้ระเทศไทยเป็นประเทศที่แก่เร็วที่สุดในอาเซียนและจะเกิดปัญหาแก่ก่อนรวย ซึ่งประเด็นดังกล่าวเชื่อว่า ดร.ป๋วย คงไม่ทันได้คิด หากทันคิดคงปรับให้ครอบครัวมีบุตรมากขึ้นกว่าค่าเฉลี่ย 1 คนต่อครอบครัว

             ดร.พรายพล กล่าวด้วยว่า คุณภาพชีวิตด้านการศึกษา ดร.ป๋วยเคยระบุว่าต้องให้เด็กเรียนระดับที่สูงที่สุด และภาวะปัจจุบันพบว่าโอกาสการศึกษาของเด็กไทยดีขึ้น อัตราการเข้าเรียน การอ่านออกเขียนได้  ซึ่งรัฐมีนโยบายสนับสนุนการเรียนฟรี 12 ปี ทั้งนี้รัฐบาลถือว่าใช้งบประมาณจำนวนมาก คือ 3 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีในเรื่องการศึกษา แต่คุณภาพการศึกษาต่ำกว่ามาตรฐานสากลอย่างมาก โดยเฉพาะในชนบท ขณะที่การดูแลคนไทยยามชราตามที่ดร.ป๋วยระบุว่าต้องมีการประกันสังคมนั้น ยังไม่เป็นจริงสำหรับคนไทยจำนวนมาก แนวทางที่จะแก้ไขต้องให้รัฐต้องเป็นเจ้าภาพหลักและให้ภาคเอกชนสนับสนุน ด้วยระบบสวัสดิการสังคม แต่ระบบดังกล่าวอาจมีปัญหาเรื่องคุณภาพสำหรับคนจำนวนมากในประเทศ สิ่งที่จะปรับปรุงให้ดีขึ้นได้คือรัฐต้องลงทุนเพิ่มมากขึ้น และต้องคำนึงด้วยว่าหากคนจนที่เข้าสู่ระบบของรัฐ ทำให้คนอื่น ๆ ต้องแบกภาระมากขึ้น  อาจจำเป็นต่อเก็บภาษีเพิ่มมากขึ้น ด้วยการเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม  เพื่อให้รัฐมีรายได้ที่เพียงพอต่อการดูแลประชาชนอย่างทั่วถึงและมีรายได้ที่เพียงพอต่อการการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคของประเทศ

          "ผมไม่เห็นมีรัฐบาลใดที่กล้าหาญต่อการปรับภาษี เพื่อให้ระบบคุณภาพประกันสังคมดีขึ้น แม้แต่รัฐบาลทหารยังไม่กล้าที่จะทำ ทุกวันนี้เห็นแต่การทำนโยบายประชานิยมบางลักษณะ ที่มีลด แลก แจก แถม รวมถึงจดทะเบียนคนจน ที่ให้สิทธิคนอายุ 18 ปี ซึ่งมีรายได้ต่ำกว่าแสนบาทมาลงทะเบียน ซึ่งเชื่อว่าอนาคตจะหาทางช่วยเหลืออีก" ดร.พรายพล กล่าว

          ดร.พรายพล กล่าวตอนท้ายด้วยว่าสำหรับประเด็นทางการเมือง ตามข้อเขียนของ ดร.ป๋วย ระบุเพียงว่าอยากให้ประชาชนมีสิทธิร่วมตัดสินใจโชคชะตา แต่ในทางปฏิบัติดร.ป๋วย เคยเขียนจดหมายไปถึงผู้มีอำนาจ ภายใต้ชื่อ นายเข้ม เย็นยิ่ง ถึงผู้ใหญ่บ้านชื่อ ทำนุ เกียรติก้อง เพื่อให้เร่งมีกติกาหมู่บ้าน และสมัชชาหมู่บ้าน ซึ่งในยุคของดร.ป๋วยนั้นสามารถนำกลับมาใช้ในปัจจุบันได้ ซึ่งอาจเปลี่ยนชื่อผู้ใหญ่บ้าน เป็น นายประยศ จันทร์อร่อยก็ได้ เพราะสถานการณ์ในอดีตกับปัจจุบันมีความคล้ายกัน