ข่าว

เปิด'ศูนย์ร่วมด้วยช่วยกัน'สกัดนักเรียนตีกัน

เปิด'ศูนย์ร่วมด้วยช่วยกัน'สกัดนักเรียนตีกัน

01 ก.ค. 2559

รอง ผบ.ตร. เปิดศูนย์ร่วมด้วยช่วยกัน สร้างโครงข่ายสกัดนักเรียนตีกัน

               เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 1 ก.ค.2559 ที่ศูนย์ปฏิบัติการใหญ่ร่วมด้วยช่วยกัน แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กทม.  พล.ต.อ.ปัญญา มาเม่น ที่ปรึกษา (สบ10) พล.ต.ต.สมชาย นิตยบวรกุล รอง ผบช.น  พร้อมด้วย พ.ต.อ.ศราวุธ จิตระเบียบ รอง ผบก.น.1 พล.ต.ต.เจริญ ศรีศศลักษณ์ ผบก.น.2 พล.ต.ต.ชัยพร พานิชอัตรา ผบก.น.3 พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ผบก.น.4 พล.ต.ต.ธรรมนูญ ไตรทิพยพงศ์ ผบก.จ.สมุทรปราการ และ นายบุญชัย เบญจรงคกุล ประธานมูลนิธิร่วมด้วยช่วยกันสำนึกรักบ้านเกิด ร่วมกันแถลงข่าว ผนึกกำลังความร่วมมือโครงการสายตรวจประชาชนร่วมด้วยช่วยกัน นำอาสาร่วมด้วยช่วยกัน ทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑลกว่า 4,500 คน ช่วยสนับสนุนภารกิจงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
               โดยมุ่งหวังให้ภาคประชาชนได้มีส่วนร่วมในการดูแลสังคม ส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชน และเกิดการรวมกลุ่มกันเพื่อสร้างความมั่นคง ความเข้มแข็ง ในการดูแลและปกป้องชุมชน เพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยในชุมชนเมือง โดยเฉพาะปัญหาเร่งด่วน “นักเรียนยกพวกตีกัน” ที่ต้องเร่งแก้ไข แม้ว่าจะมีการประกาศใช้กฎหมายมาตรา 44 และเอาผิดต่อผู้ปกครองด้วยแล้วก็ตาม
               พล.ต.อ.ปัญญา กล่าวว่า สำหรับภารกิจแรกที่จะขอความร่วมมือเครือข่ายภาคประชาชนร่วมด้วยช่วยกัน  คือการแก้ไขปัญหา และยับยั้งไม่ให้นักเรียนนักศึกษาและเยาวชน ทะเลาะวิวาทหรือตีกัน ตามประกาศคำสั่งของ คสช.ที่ 30/2559 และเพื่อให้คำสั่งเหล่านี้มีผลอย่างมีประสิทธิภาพ จึงได้ร่วมกับอาสาสมัครช่วยแจ้งเหตุระงับยับยั้งตรวจค้นอาวุธ ยึดอาวุธ ทำให้ปัญหาเบาบางและยุติลงได้ พร้อมขอให้สายตรวจเหล่านี้ทำงานร่วมกับตำรวจ ซึ่งวันนี้ได้เชิญผู้บังคับบัญชาในพื้นที่เสี่ยง มาร่วมประชุมและแถลงข่าวด้วย  ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นในการใช้จิตอาสาของสายตรวจมาระงับยับยั้งได้ โดยหลังจากนี้ก็จะมีการประเมินผลและติดตามการทำงานร่วมกันเป็นระยะ
               นอกจากนี้ ในอนาคตก็จะฝึกอบรมอาสาสมัครเครือข่ายภาคประชาชนร่วมกัน โดยจะมีการเชิญสายตรวจเครือข่ายอื่นๆ ที่มีอาสาสมัคร มาร่วมกันทำงานให้สังคมปลอดจากอาชญากรรม ยาเสพติด อุบัติเหตุ และอบายมุขอื่นๆ ด้วย พร้อมยืนยันว่า คำสั่งตามมาตรา 44 ไม่ได้กดดันการทำงานของเจ้าหน้าที่ แต่เพื่อให้ปัญหาแก้ไขได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น
               พล.ต.ต.ธรรมนูญ กล่าวว่า ได้ฝากประชาสัมพันธ์ไปถึงผู้ที่ยุยงปลุกปั่นให้เกิดการทะเลาะวิวาท โดยเฉพาะรุ่นพี่ในสถาบันที่มีปัญหา หากพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง ก็จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายด้วย
               ขณะที่ นายบุญชัย กล่าวว่า ร่วมด้วยช่วยกัน ก่อตั้งเมื่อ 1 พฤษภาคม 2540 ด้วยวัตถุประสงค์เป็นองค์กรที่เป็นสื่อกลางในการประสานงานให้ความช่วยเหลือประชาชน ทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน มูลนิธิที่ให้บริการสาธารณะ และหน่วยงานอื่นๆ ภายใต้การบริหารของ มูลนิธิร่วมด้วยช่วยกันสำนึกรักบ้านเกิด มุ่งเน้นให้บริการสาธารณะด้วยใจรักที่เหนือมาตรฐาน สำนึกในความรับผิดชอบต่อสังคม ปฏิบัติต่อประชาชนผู้รับบริการดุจบุคคลในครอบครัว และนำระบบเทคโนโลยีการสื่อสารที่ทันสมัย สื่อสังคมออนไลน์ นำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ร่วมด้วยช่วยกัน ได้จัดอบรมอาสาสมาชิกในโครงการสายตรวจประชาชน เพื่อให้ได้รับความรู้ด้านการปฐมพยาบาลเบื้องต้น การสังเกตุสิ่งผิดปกติพฤติกรรมคนร้าย วัตถุและบุคคลต้องสงสัย เพื่อเพิ่มศักยภาพในการทำงานให้กับอาสาร่วมด้วยช่วยกัน ทั้งในกรุงเทพและปริมณฑล ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 4,500 คน ประสานงานผ่านวิทยุสื่อสารเครื่องดำ และ วิทยุ CB 245 ที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องจาก กสทช. พร้อมหมายเลขสายด่วน 1677 ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง
               ทั้งนี้ ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  มีเป้าหมายชัดเจนที่จะลดปัญหาอาชญากรรมที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากในสังคม โดยจะต้องบูรณาการและผนึกกำลังความร่วมมือ นำภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนช่วยเหลือภารกิจกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยเฉพาะการสอดส่อง ดูแล เฝ้าระวังภัย ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน