ข่าว

รอลงอาญา 1 ปี!  "บก.ลายจุด"

รอลงอาญา 1 ปี! "บก.ลายจุด"

30 มิ.ย. 2559

ศาลอุทธรณ์ พิพากษา รอลงอาญา1ปี “บก.ลายจุด หรือ สมบัติ บุญงามอนงค์” ฝ่าฝืนคำสั่งคสช.

 

          ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดี ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีแขวงดุสิต เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด นักเคลื่อนไหวทางการเมือง เป็นจำเลย ในความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) 3/2557จากกรณีเมื่อวันที่ 23 พ.ค.57 คสช. ได้แจ้งให้นายสมบัติ จำเลย เข้ารายงานตัวต่อ คสช. ที่หอประชุมกองทัพบก แต่นายสมบัติ ไม่ยอมมารายงานตัวตามคำสั่งและเมื่อได้มีประกาศ คสช.ฉบับที่ 29/2557 ลงวันที่24 พ.ค.57 ให้นายสมบัติ มารายงานตัว ซึ่งจำเลยได้รับทราบประกาศคำสั่งดังกล่าว แต่ก็ยังไม่มารายงานตัวตามคำสั่งโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องกระทั่งวันที่ 5 มิ.ย.57 เจ้าหน้าที่ได้ร่วมกันจับกุมตัว นายสมบัติ จากบ้านพักที่ อ.พานทอง จ.ชลบุรี จำเลยให้การปฏิเสธ 

          โดยศาลชั้นต้น พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 วรรคหนึ่ง ให้ปรับ 500 บาท แต่ไม่ได้พิพากษาจำคุก   

          ต่อมา โจทก์และจำเลยยื่นอุทธรณ์  

          ขณะที่วันนี้นายสมบัติ เดินทางมาฟังคำพิพากษา พร้อม น.ส.ภาวิณี ชุมศรี ทนายความ     

          ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.(ขณะนั้น) และหัวหน้าคสช. มีคำสั่งเรียกบุคคลมารายงานตัวโดยจำเลยเป็นบุคคลตามรายชื่อในลำดับที่ 60 แต่จำเลยไม่มารายงานตัวตามคำสั่งดังกล่าว 

          ที่จำเลยยื่นอุทธรณ์อ้างเหตุผลว่าไม่ได้กระทำผิดตามฟ้องหลายประการ โดยอ้างว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากไม่มีการสอบสวนในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 นั้น ศาลเห็นว่า พนักงานสอบสวนยืนยันว่ามีการสอบสวนและแจ้งข้อกล่าวหาจำเลย จึงถือว่ามีการแจ้งข้อกล่าวหาและสอบสวนจำเลยแล้ว 

           ส่วนที่จำเลยอ้างว่า คำฟ้องโจทก์ขาดองค์ประกอบความผิดและเป็นการฟ้องไม่ชอบเนื่องจากไม่ได้บรรยายข้อเท็จจริง ศาลเห็นว่า ฟ้องโจทก์ได้บรรยายชัดเจนแล้วว่าจำเลยทราบคำสั่งให้มา 

           รายงานตัวแล้ว แต่จำเลยไม่มาโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง จึงเป็นฟ้องที่ทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีอยู่แล้ว และเป็นการฟ้องครบองค์ประกอบความผิดตามกฎหมาย 

          ที่จำเลยอ้างว่า คสช.ยึดอำนาจการปกครองประเทศโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งข้อเท็จจริงก็ปรากฏว่าเป็นการยึดอำนาจโดยสำเร็จ คสช.มีฐานะเป็นรัฏฐาธิปัตย์    

          และที่จำเลยอ้างว่าเป็นเรื่องทฤษฎี แต่ในข้อเท็จจริงอาจนับได้ว่าการทำรัฐประการเป็นผลสำเร็จเมื่อมีการแสดงออกผ่านการมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งหัวหน้าคณะรัฐประหารให้เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองประเทศ ศาลเห็นว่าข้ออ้างดังกล่าวเป็นเพียงความเห็นของพยานจำเลยเท่านั้น ข้ออ้างจำเลยจึงไม่สามารถที่จะแก้ตัวได้ อุทธรณ์จำเลยฟังไม่ขึ้น 

          อีกทั้ง ประกาศ คสช.ฉบับที่25/2557 และ ประกาศ คสช.ฉบับที่ 29/2557 เป็นการกล่าวย้ำให้ผู้ที่ไม่ได้มารายงานตัว ตามคำสั่งคสช.ที่ 3/2557 ให้มารายงานตัว ซึ่งหากจำเลย ปฎิบัติตามตาม  

         จำเลยย่อมไม่มีความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงาน แต่เมื่อจำเลยไม่ปฎิบัติตาม จึงมีความผิดตามประกาศ คสช.ฉบับที่ 25/2557 และประกาศ คสช.ฉบับที่ 29/2557 ซึ่งกรณีนี้หาใช่บทลงโทษที่บัญญัติเพิ่มเติมย้อนหลังจากที่เจ้าพนักงานมีคำสั่ง คสช.ที่ 3/2557 โดยคำสั่งดังกล่าวมีผลมุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่บุคคลโดยเฉพาะเจาะจง ไม่ได้เป็นการใช้บังคับแก่บุคคลทั่วไปดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยแต่อย่างใดกรณีที่กำหนดให้จำเลยรายงานตัววันที่ 24 พ.ค.57 และเมื่อจำเลยไม่มาจึงมีความผิด อุทธรณ์ของโจทก์จึงฟังขึ้น 

          พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประกาศ คสช.เฉพาะที่ประกาศ คสช.ฉบับที่ิ 25/2557 และประกาศ คสช.ฉบับที่ 29/2557 อีกบทหนึ่งเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานไม่มารายงานตัวตามคำสั่งและประกาศของ คสช.อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนังที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 2 เดือน และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษ 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น 

          ภายหลังฟังคำพิพากษา น.ส.ภาวิณี ชุมศรีทนายความ กล่าวว่า หลังจากนี้จะยื่นฎีกาเพื่อต่อสู้คดีต่อไป โดยจะใช้แนวทางการต่อสู้คดีในลักษณะเดิมที่ต่อสู้มาตั้งแต่ศาลชั้นต้น ซึ่งศาลชั้นต้น ลงโทษปรับ500 ฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงาน แต่ศาลอุทธรณ์มองว่าเป็นการขัดประกาศ คสช.ทั้ง 2 ฉบับตามที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์มา