ข่าว

กกต.กำชับเร่งรณรงค์ปชช.ออกมาใช้สิทธิมากที่สุด

กกต.กำชับเร่งรณรงค์ปชช.ออกมาใช้สิทธิมากที่สุด

17 มิ.ย. 2559

กกต.อบรมครู ก.รุ่นที่ 5 กำชับ เร่งรณรงค์ปชช.ออกมาใช้สิทธิมากที่สุด ระบุลงทะเบียนนอกเขตจังหวัดหมดเขต 30 มิ.ย.นี้

          เมื่อ 9.00 น. ที่โรงแรมเซ็นทราฯ ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ นายประวิช รัตนเพียร กกต.ด้านการมีส่วนร่วม เป็นประธานเปิดการประชุมอบรมวิทยากร ครู ก. เพื่อเสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับการออกเสียงประชามติ รุ่นที่ 5 โดยนายประวิช กล่าวว่า ครู ก.คือทัพหน้าของ กกต. ขณะนี้มีอยู่ประมาณ 1 แสนคน แม้จะไม่มีการเลือกตั้งมา 2 ปี  แต่เราทำงานอย่างแข็งขันในการสร้างเครือข่าย ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา การทำประชามติจึงไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับทุกคน หน้าที่ของเรา 2 ส่วน คือ 1.การเตรียมการออกเสียงลงคะแนน ซึ่งอยู่ในฝีมือของทุกคนและเป็นที่ยอมรับ และ 2.การสื่อสาร ที่ต้องการให้มีการออกเสียงคุณภาพโดยพลเมืองคุณภาพ ซึ่งเราตั้งเป้าไว้ร้อยละ 80 เป็นการตั้งเป้าสูงเพื่อให้คุ้มแรงเหนื่อย นอกจากนี้ยังขอให้ช่วยกันเร่งรณรงค์ เพราะการออกเสียงประชามติครั้งนี้ไม่มีการออกเสียงล่วงหน้าและนอกราชอาณาจักร ประชาชนสามารถลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงนอกเขตจังหวัดได้ทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งจะหมดเขตในวันที่ 30 มิ.ย.นี้ และวิธีนี้จะเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มจำนวนคนออกมาใช้สิทธิ ส่งผลทำให้จำนวนของบัตรเสียลดลงด้วย

          "การรณรงค์ ไม่ต้องสนใจว่าประชาชนจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ แต่ขอให้ออกมาใช้สิทธิให้มากที่สุด และลดจำนวนบัตรเสียให้มีไม่เกินร้อยละ 3  และการรณรงค์จะต้องไม่ชี้นำ ไม่ต้องอธิบายสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นหน้าที่ของ กรธ." นายประวิช กล่าว
 
          นายประวิช กล่าวต่อว่า สำหรับกรณีมาตรา 61 วรรคสองของพ.ร.บ.ประชามติ ที่มีการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยนั้น ขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล  แต่เชื่อว่าไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร จะไม่กระทบต่อการทำประชามติ ทั้งนี้ตัวกฎหมายมีโทษทางอาญา กกต.ไม่ได้ไปตัดสิน  แต่ประชาชนที่เห็นการกระทำผิดไปแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษได้ ดังนั้นอะไรที่สุ่มเสี่ยงอย่าไปทำ 
 
"ประวิช" ชี้ บิ๊กเพื่อไทย โพสต์FB ไม่รับร่างฯรธน. ต้องรับผิดชอบความเห็นตนเอง หากบิดเบือนข้อเท็จจริง ปัดตอบ นปช. ดึง ยูเอ็นร่วมสังเกตการณ์ตั้งศูนย์ปราบโกงจับตาประชามติ บอก ไม่ใช่หน้าที่กกต.วินิจฉัย

          ทั้งนี้ นายประวิช ยังให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่แกนนำพรรคเพื่อไทยโพสต์เฟซบุ๊กไม่รับร่างฯรธน.นั้น ว่า ตนวินิจฉัยไมได้ เพราะ พ.ร.บ.ประชามติ รองรับการแสดงความคิดเห็นที่สุจริตบนข้อกฎหมาย ซึ่งยังไงก็ไม่ผิด แต่ผู้แสดงความคิดเห็นต้องรับผิดชอบว่าไม่ได้บิดเบือน หลอกลวง และอยู่บนข้อเท็จจริง และสนช. ก็อธิบายมาตลอดว่าต้องการเห็นความสงบเรียบร้อย การทำประชามติในครั้งนี้มีระยะเวลายาวนานกว่าการทำประชามติปี 50 ต้องค่อยๆทำความเข้าใจ และในช่วงนั้นไม่มีไลน์ ไม่มีเฟซบุ๊ก ที่เปิดกว้างมากเหมือนทุกวันนี้ ดังนั้นคนที่แสดงความคิดเห็นใดๆ ต้องรับผิดชอบและแสดงความเห็นบนความเป็นจริง  

          "ทุกคนมีสิทธิแสดงความเห็นได้ ไม่มีความผิด แต่ต้องอยู่บนข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และความสุจริต การรับผิดชอบมีความสำคัญว่าเรากำลังพูดจริง และที่ผ่านมาก็แสดงความเห็นได้เรียบร้อยดี" นายประวิช กล่าว

          นายประวิช กล่าวต่อว่า สำหรับกรณีกลุ่ม นปช. จะยื่นให้ยูเอ็นเข้ามาสังเกตการณ์การจัดตั้งศูนย์ปราบโกงประชามตินั้น ตนไม่ขอออกความเห็น เนื่องจาก กกต.มีหน้าที่เพียงรักษาการตาม พ.ร.บ.ประชามติเท่านั้น ดังนั้นจะพยายามทำหน้าที่ตรงนี้ให้ดีที่สุด ส่วนกฎหมายอื่นก็มีผู้รักษาการอยู่ กกต.ต้องไม่วินิจฉัยอะไรที่นอกเหนือจาก พ.ร.บ.ประชามติ หรือในเรื่องความผิดอื่นนอกเหนืออำนาจกกต. เพราะไม่ใช่หน้าที่ของ กกต.จะไปวินิจฉัย.