
บิ๊กตู่ฮึ่มใส่นปช.เปิดศูนย์ปราบโกงฯผิดจับ
นายกฯ เมินขยายความประโยค รู้แล้วจะหนาว หวั่นขัดแย้งลาม เปิดช่องอีกฝ่ายโจมตี ฮึ่มนปช.เปิดศูนย์ปราบโกงฯ หากชี้นำ-ทำผิด พ.ร.บ.ประชามติ โดนจับแน่
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ปฏิเสธที่จะขยายความกรณีที่พูดผ่านการรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” ที่มีประโยคตอนหนึ่งว่า “มีคนวางแผนทำประเทศไม่สงบ และถ้าทุกคนรู้อย่างที่ผมรู้ แล้วจะหนาว” หมายความว่าอย่างไร
“อากาศจะเย็นกว่าเดิมมั้ง เปิดแอร์ให้มันเบาๆ หน่อย ไฟฟ้ามันจะเปลือง วันนี้ยังไม่หนาวหรอก วันนี้ยังไม่รู้หรอกประเทศมีปัญหาอะไร รู้ไหม" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวเลี่ยง
ผู้สื่อข่าวถามว่า อยากจะรู้ว่ามีอะไรที่จะหนาวกว่านี้ไหม นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยน้ำเสียงดังว่า “ไม่มี แค่นี้ก็หนาวพอแล้ว แต่ถ้าเรื่องที่หนาวกว่านี้ ก็เรื่องของผม ไม่ต้องไปแปลโน่นแปลนี่ให้เกิดความขัดแย้งต่อไปเรื่อยๆ แล้วมันจะอยู่กันยังไง ผมถามว่ารับผิดชอบไหม ผมพูดได้ไหมเล่า ผมพูดไอ้ความเลวทั้งหมดได้ไหมเล่า ท่านก็ไปขยายผมให้ไอ้คนอีกพวกมาด่าผม มันถูกไหม แล้วท่านจะเอาอะไรกับผม ท่านอยากอยู่แบบนั้นก็เอา ผมไม่ได้ว่าอะไรท่านอยู่แล้ว ประชามติก็เลือกไป เลือกตั้งได้ก็เลือกไป ก็แค่นั้นมันเกี่ยวอะไรกับผมล่ะ วิเคราะห์วิจารณ์กันไปเรื่อยเปื่อย” นายกฯ กล่าว
ชี้หากแต่งตั้ง ตร.ไม่ได้จะจัดการให้
นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงปัญหาการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจว่า ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กำลังทำอยู่ เขาเป็นผู้รับผิดชอบ แล้วทำไมตนต้องเป็นผู้มาตอบ เขาชี้แจงก็ฟังเขา จะเอายังไงก็ว่ามา ไม่ได้มาแก้ให้เขา ต้องแก้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่ตนต้องไปสั่งแก้ ทำไม่ได้ก็แก้ไข
“แต่ถ้าแก้เองไม่ได้ผมก็จะแก้ให้ ก็แค่นั้น ทำไมต้องเอาปัญหาทั้งหมดรุมขึ้นไปข้างบน อะไรที่ใครรับผิดชอบคนนั้นต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ถ้ามันไม่ชัดเจนอย่างนี้ต้องไปชี้แจงกันออกมา เขาตั้งคณะกรรมการสอบสวนกันแล้ว จะเอาอะไรอีก” นายกฯ กล่าว
ส่วนเรื่องรายชื่อโยกย้ายตำรวจที่หลุดออกมา แต่กลับมีชื่อบุคคลที่เสียชีวิตไปแล้วมาด้วย จะดำเนินการอย่างไร นายกฯ ยอมรับว่ายังมีความบกพร่องอยู่ เพราะไม่เคยมีการปรับย้ายมากขนาดนี้ และผู้เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการแก้ไขอยู่ ไม่ได้โทษใครและพร้อมจะรับผิดชอบ
เมินศูนย์ปราบโกงชี้ไม่มีก.ม.รองรับ
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงกรณีกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เปิดศูนย์ปราบโกงประชามติ เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ที่ผ่านมาว่า “ก็ให้เปิดไป แต่ผมไม่รับ ถ้าสื่อไม่ปลุกระดมก็ไม่มีผลอะไร ใครอยากจะตั้งก็ตั้งไป ไม่มีสิทธิตามกฎหมาย และศูนย์นี้ก็อย่าทำความผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติด้วย ถ้าผิดก็โดนจับหมด อย่าเข้าไปเกี่ยวข้อง เข้าไปแหลมในคูหา อย่าเข้าไปพูดว่าล้ม-ไม่ล้ม ผิด พ.ร.บ.ประชามติทั้งหมด ไอ้ตัวศูนย์น่ะระวังให้ดี ทำไมก่อนหน้านี้ถึงไม่ตั้ง จำนำข้าวทำไมไม่ตั้ง ทุจริตทำไมไม่ตั้ง” นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
นปช.โต้บิ๊กตู่ศูนย์ปราบโกงไม่ก่อปัญหา
ด้าน นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. กล่าวถึงข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่กลุ่ม นปช.ตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติว่า การตั้งศูนย์ดังกล่าวก็เพื่อช่วยในการทำประชามติให้เป็นไปอย่างโปร่งใส ไม่ได้สร้างปัญหาตามที่ได้กังวลกัน หากไม่มีการโกงเกิดขึ้นพวกตนจะไปบอกว่ามีการโกงก็ไม่ได้ พล.อ.ประยุทธ์ควรที่จะขอบคุณพวกตนด้วยซ้ำ ที่ช่วยทำให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์มากขึ้นไม่ให้อายพม่า และการที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นฉบับปราบโกงก็จะต้องไม่ผ่านประชามติด้วยการโกง อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ปากกับใจตรงกัน หากเกลียดการโกงก็ต้องทำทั้งกายวาจาใจ อย่าปากว่าตาขยิบ
ส่วนกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์บอกว่าทำไม นปช.ไม่ตั้งศูนย์ปราบโกง ตอนโครงการรับจำนำข้าวบ้าง นายจตุพรกล่าวว่า เรื่องดังกล่าวมีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ทั้ง ป.ป.ช. และฝ่ายค้าน หากมีการตั้งศูนย์ปราบโกงในตอนนั้นก็จะถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกเดียวกัน เข้าข้างกัน ก็จะไม่เป็นประโยชน์ใดๆ ขณะนี้เรื่องดังกล่าวก็อยู่ในการพิจารณาคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้ว
“เต้น”จวกคนวิจารณ์พวกลิเกหลงโรง
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ กล่าวว่า การที่บรรดาโฆษก คสช.หรือโฆษกกรรมร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ออกมาตอบโต้ที่ นปช.ตั้งศูนย์ปราบโกงนั้น เหมือนเป็นการเล่นลิเกหลงโรง มัดมือชกประชาชน ยัดเยียดให้ประชาชนต้องเลือก ยืนยันว่าจะไม่ดูลิเกหลงโรงนี้แน่นอน เพราะถ้าไม่มีมาตรา 61 วรรคสอง การทำประชามติจะเป็นที่ยอมรับของคนทั่วโลก เราต้องการแค่สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ส่วนขั้นตอนที่จะบอกว่ารับหรือไม่รับเป็นเรื่องของประชาชน
“นายกรัฐมนตรีควรระวังเรื่องอารมณ์ของตนเอง เพราะถ้าแสดงอะไรออกมาจะส่งถึงวุฒิภาวะ และจะทำให้ประชาชนอึดอัด ลูกน้องก็พลอยที่จะโมโหตามไปด้วย ก็จะเข้ากับคำขวัญที่ว่า ลงเรือแป๊ะตามใจแป๊ะ ถ้าแป๊ะยิ้มก็ยิ้มตาม ถ้าแป๊ะโมโหก็ต้องโมโหตามไปด้วย” นายณัฐวุฒิกล่าวและว่า ยืนยัน การตรวจสอบของ นปช.เป็นสิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยตรง การที่นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ในทำนองว่า นปช.อยากตั้งศูนย์ปราบโกงก็ตั้งไป อย่าทำผิดกฎหมาย แต่ทำไมตอนคดีจำนำข้าว นปช.ไม่ตั้งศูนย์ปราบโกงบ้าง แล้วถ้าผมถามกลับว่า ทำไมตอน กปปส.ขัดขวางการเลือกตั้งทำไมไม่เห็นจัดการ" นายณัฐวุฒิ กล่าว
วัชระเชื่อศูนย์ปราบโกงแฝงเคลื่อนแดง
นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช.ตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติว่า คนพวกนี้คุ้นชินกับการจัดอีเวนท์การเมือง เมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ห้ามชุมนุมทางการเมืองจึงได้หันมาจัดตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติ เพื่อแอบแฝงเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยอ้างประชามติบังหน้าเพื่อให้ดูเป็นนักประชาธิปไตยและอาจจะใช้ศูนย์นี้ขยายและพลิกฟื้นมวลชนเสื้อแดงไปในตัว ดังนั้น คสช.ต้องทันเกม
นายวัชระกล่าวอีกว่า ยิ่งนายจตุพรระบุจะส่งคนเข้าไปในหน่วยออกเสียงทุกหน่วย 3-5 คน ทาง กกต.จะอนุญาตไม่ได้โดยเด็ดขาด เรื่องนี้ไม่ต้องถึงนายกฯ แค่ กกต.ต้องกล้าชน ด้วยการไม่ยอมรับและไม่ให้ความร่วมมือใดๆ เพราะไม่มีกฎหมายรองรับ
ผู้ตรวจฯยื่นตีความ ม.61 วรรคสองแล้ว
เมื่อเวลา 11.15 น. ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน นายรักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เปิดเผยว่า วันนี้ (6 มิ.ย.) ผู้ตรวจการแผ่นดินได้มอบหมายให้ นายปรีดา เวทยาวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักสอบสวน 3 และนายสนธยา ทองดี นิติกรสำนักกฎหมาย เป็นผู้ดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้วินิจฉัยว่า มาตรา 61 วรรคสอง ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 หรือไม่ โดยในช่วงเช้าวันนี้ได้มีการหารือครั้งสุดท้ายหลังจากที่มีการปรับแก้ถ้อยคำเพื่อให้เกิดความรอบคอบ เนื่องจากคำพูดกับภาษาเขียนมีความแตกต่างกัน เป็นการเขียนให้โน้มน้าวใจ เพื่อให้ศาลได้เห็นว่ามาตราดังกล่าวมีปัญหาอย่างไร ซึ่งการพิจารณาของผู้ตรวจการแผ่นดินได้มีการอ้างอิงข้อกฎหมาย โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านๆ มา และหลักการต่างๆ
ทั้งนี้ยืนยันไม่ได้มีปัญหาในเรื่องข้อกฎหมาย และยังคงยืนยันที่จะให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณามาตรา 61 วรรคสองทั้งวรรค ไม่ใช่เพียงแค่คำสามคำ “ก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย” ที่บรรจุอยู่ในวรรคดังกล่าว ซึ่งหลังจากยื่นแล้วก็เป็นดุลพินิจของศาลรัฐธรรมนูญที่เชื่อว่าจะพิจารณาโดยเร็ว
ศาลรธน.ยันจะเร่งพิจารณาโดยเร็ว
นายพิมล ธรรมพิทักษ์พงษ์ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า สำหรับการพิจารณาคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน เบื้องต้นทางสำนักงานไม่ได้มีการกำหนดกรอบระยะเวลาในการพิจารณาไว้ แต่จะเสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญโดยเร็วที่สุด ส่วนตุลาการจะนำมาพิจารณาเมื่อใดขึ้นอยู่กับตัวคำร้องว่ามีรายละเอียดที่ชัดเจน สามารถพิจารณาได้ทันทีเลยหรือไม่ หรือหากคำร้องยังไม่ชัดเจนอาจจะต้องขอเอกสารเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรืออาจจะต้องมีการเชิญบุคคลเข้าชี้แจง ซึ่งทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของตุลาการ
“เบื้องต้นตุลาการฯ ได้รับทราบแล้วว่ามีการยื่นร้องในเรื่องดังกล่าว แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าจะเสนอเรื่องเข้าที่ประชุมในสัปดาห์นี้เลยหรือไม่ ต้องดูรายละเอียดของคำร้องก่อน ไม่อยากไปกำหนดว่าต้องเข้าที่ประชุมสัปดาห์นี้ แต่จะทำโดยเร็ว” นายพิมล กล่าว
นปช.ยื่นขอศาลรธน.ชี้ขาดใน 7 วัน
เวลา 13.00 น. ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ นายจตุพร พรหมพันธ์ุ ประธาน นปช. พร้อมด้วยนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นพ.เหวง โตจิราการ นางธิดา โตจิราการ แกนนำ นปช. ได้เข้ายื่นหนังสือถึงตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้วินิจฉัยคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน กรณี พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2559 มาตรา 61 วรรคสอง ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ภายใน 7 วัน และขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการทำประชามติ ชะลอการทำจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย เนื่องจากเห็นว่าเกรงจะสิ้นเปลืองงบประมาณจำนวนมาก
นายจตุพรกล่าวว่า หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยก่อนวันออกเสียงประชามติเพียงไม่กี่วันก็ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติ เสียงบประมาณไม่ต่ำกว่าหมื่นล้าน นปช.จึงมาเรียกร้องศาลรัฐธรรมนูญให้เร่งพิจารณาวินิจฉัย ใช้ความสามารถเหมือนตอนพิจารณายุบพรรคพลังประชาชน ที่เขียนคำวินิจฉัยส่วนตัวนับร้อยหน้าโดยใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง อย่าให้ประเทศไทยจ่ายค่าโง่การทำประชามติ เพราะถ้าหากไปวินิจฉัยหลังวันที่ 7 สิงหาคม อาจทำให้การทำประชามติเป็นโมฆะได้ แต่ยืนยันว่าไม่ได้เป็นการกดดันการทำงานของศาลแต่อย่างใด
กกต.พร้อมชี้แจงหากศาลรับคำร้อง
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความมาตรา 61 วรรคสอง ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติขัดรัฐธรรมนูญชั่วคราว ว่า เบื้องต้นต้องรอศาลรัฐธรรมนูญว่าจะรับหรือไม่รับคำร้อง ถ้าศาลรับพิจารณาก็ต้องดูว่าจะเรียกให้ใครไปชี้แจง ซึ่งอาจจะเชิญผู้เกี่ยวข้องไปชี้แจง เช่น สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งทราบว่า สนช.ได้มอบหมายบุคคลที่จะเข้าชี้แจงไว้แล้ว ส่วน กกต.ถ้าขอให้ไปชี้แจงก็พร้อมจะส่งตัวแทนไป กระบวนการร่างกฎหมายมีหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็ต้องให้คนที่เข้าใจดีที่สุดเป็นฝ่ายไปชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ
ส่วนที่ นปช.เรียกร้องให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทำประชามติยุติปฏิบัติหน้าที่เพื่อรอศาลวินิจฉัยก่อนนั้น นายสมชัยกล่าวยืนยันว่า ไม่สามารถทำได้ ตราบใดที่กฎหมายบังคับใช้อยู่ก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ไป ไม่เช่นนั้นจะถูกร้องฟ้องละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้
"ถ้าศาลวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญชั่วคราว ฝ่ายที่มีบทบาทในการยกร่างฯต้องเป็นผู้เสนอแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติใหม่ โดยอาจจะให้รัฐบาล สนช.หรือกกต.เป็นผู้ยกร่างฯแก้ไข หรือจะตัดเอาวรรคดังกล่าวออก รวมถึงอาจเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงแล้วส่งให้ สนช.พิจารณาให้ความเห็นชอบ จากนั้นก็ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาเพื่อประกาศใช้ต่อไป นอกจากนี้ กกต.จะมาดูว่าระเบียบหรือประกาศของ กกต.ขัดแย้งกับ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติฯ หรือไม่ ถ้าขัดแย้งก็จะแก้ไขให้สอดคล้อง” นายสมชัย กล่าว
เมื่อถามว่า ศาลจะพิจารณาแล้วเสร็จก่อนวันที่ 7 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันลงประชามติหรือไม่ นายสมชัยกล่าวว่า ไม่มีใครตอบได้ หรือเร่งรัดใครได้ ควรให้เวลาศาลพิจารณาอย่างเพียงพอ และยืนยันอีกครั้งว่า กกต.ไม่มีอำนาจเลื่อนวันออกเสียงประชามติได้ แต่สามารถขยับให้อยู่ให้อยู่กรอบ 120 วัน ซึ่งขยับไปอีกได้แค่ 4 วัน และจะทำให้การลงมติจะไม่ตรงกับวันหยุด ยกเว้นจะแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวจึงจะเลื่อนได้
สนช.ให้รอศาลรธน.ชี้ขาดก่อนแก้ไข
นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่หนึ่ง กล่าวถึงกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งมาตรา 61 วรรคสองของ พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ขณะนี้จะต้องรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อนว่าจะออกมาอย่างไร ตรงไหนขัดหรือไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ โดยหากวินิจฉัยว่าข้อความใดขัดอาจจะใช้วิธีการตัดออกหรือปรับปรุงแก้ไข โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งจะต้องพิจารณาส่งให้คณะรัฐมนตรีเสนอเป็นร่างแก้ไข พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติฯ เพื่อให้เกิดความชัดเจน แต่หากศาลวินิจฉัยว่าไม่ขัดก็จะได้เดินหน้าต่อไป ทั้งนี้เห็นว่าเป็นหน้าที่ของ กกต.ที่จะต้องดูแลให้เกิดการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งประเด็นหลักของกฎหมายนี้คือ การให้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็น แต่เมื่อมีผู้เห็นว่าถ้อยคำ “ก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย” ส่อขัดรัฐธรรมนูญและส่งให้ศาลวินิจฉัย เมื่อผลการวินิจฉัยออกมาอย่างไรก็ต้องยอมรับ
สื่อดิจิทัลจับมือกกต.รณรงค์ประชามติ
เมื่อเวลา 14.45 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง แถลงภายหลังการประชุมผู้บริหารสถานีดิจิทัลทีวี 19 ช่อง ว่า สถานีดิจิทัลทีวีทั้งหมด พร้อมให้ความร่วมมือ กกต.ในการเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญและการออกเสียงประชามติ โดยจะเชื่อมต่อสัญญาณถ่ายทอดตั้งแต่เวลา 17.30-18.00 น. หรือสามารถนำไปออกอากาศซ้ำภายในวันเดียวกัน ตั้งแต่เวลา 18.30-21.30 น. รวมทั้งสามารถนำไปออกอากาศในวันถัดไป ในช่วงเวลาตั้งแต่เวลา 22.00-24.00 น. หรือตั้งแต่ 06.00-24.00 น. และขอให้สถานีดิจิทัลแจ้งผังรายการให้ กกต.รับทราบภายในวันที่ 10 มิถุนายนนี้
ด้าน นายสุภาพ คลี่ขจาย นายกสมาคมผู้ประกอบการทีวีดิจิตอล กล่าวว่า เรายินดีสนับสนุนราชการและ กกต.ในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ เพื่อให้คนมาออกเสียงประชามติเป็นจำนวนมาก และได้เสนอ กกต.ว่า หากให้ทุกช่องออกอากาศรายการพร้อมกันจะทำให้เกิดประโยชน์น้อย ดังนั้นเสนอให้ออกอากาศคนละเวลา ซึ่งเชื่อว่าจะดักคนดูได้มากกว่าการออกอากาศพร้อมกัน
กรธ.ทำ“ถาม-ตอบ”วัดผลครูข.-ครูค.
นายศุภชัย ยาวะประภาษ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ฐานะประธานคณะอนุกรรมการพิจารณาจัดทำเนื้อหาในการรณรงค์ร่างรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า กรธ.มีมติให้จัดทำเอกสารเพื่อเผยแพร่และเพื่อทดสอบความเข้าใจในการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ร่างรัฐธรรมนูญของเครือข่ายและวิทยากรระดับต่างๆ โดยล่าสุดได้เผยแพร่เอกสาร 5 คำถาม ที่วิทยากรระดับอำเภอ (ครู ข.) วิทยากรระดับหมู่บ้าน (ครู ค.) ควรทำความเข้าใจร่วมกันเพื่อให้ตอบประชาชนได้เข้าใจโดยง่าย ทั้งนี้เพื่อให้เป็นการทดสอบความคิดและประเมินผลหลังจากที่เข้ากระบวนการอบรมและให้ความรู้เกี่ยวกับสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญมาแล้วว่าร่างรัฐธรรมนูญให้อะไรบ้างแก่ประชาชน โดยแนวทางคำถามทั้ง 5 คำถามนั้น กรธ.มุ่งหวังให้เครือข่ายและวิทยากรระดับต่างๆ นำไปขบคิด หาคำตอบด้วยตนเอง อย่างไรก็ตามในแนวทางคำตอบที่ให้ไว้นั้น ยังไม่เห็นรายละเอียดที่ครบถ้วน จึงตอบไม่ได้ว่าเป็นการชี้นำหรือไม่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับเนื้อหาของ 5 คำถามที่วิทยากรระดับอำเภอ (ครู ข.) วิทยากรระดับหมู่บ้าน (ครู ค.) ควรทำความเข้าใจร่วมกันเพื่อให้ตอบประชาชนได้เข้าใจโดยง่าย ประกอบด้วย 1.รัฐธรรมนูญนี้เกี่ยวกับประชาชนอย่างไร 2.ประชาชนจะได้อะไรจากรัฐธรรมนูญใหม่ 3.สิทธิเลือกตั้งเป็นอย่างไร 4.จะปฏิรูปอะไรกันบ้าง ปฏิรูปแล้วชาวบ้านได้อะไร และ 5.การมีรัฐธรรมนูญนี้ประชาชนจะกินดีอยู่ดีไหม โดยแนวทางคำตอบของคำถามดังกล่าวได้ยกเนื้อหาที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.ได้ชี้แจงและตอบคำถามของสื่อมวลชนช่วงที่ผ่านมา ซึ่งได้เน้นถึงสาระสำคัญของการทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อให้ประเทศและบ้านเมืองมีขื่อมีแป เพื่อคุ้มครองประชาชนไม่ให้ถูกรังแก พร้อมกับคาดหวังว่า หากทุกอย่างเป็นไปตามแนวทางของรัฐธรรมนูญ ประชาชนจะได้รับความยุติธรรม ทำมาหากินได้ตามขีดความสามารถของตนเอง ลูกหลานได้รับการศึกษาอย่างทัดเทียม ประเทศจะสุขสงบ และพัฒนาไปได้
คสช.ขู่ใช้ก.ม.ฟันนักการเมืองบิดเบือน
พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก คสช.กล่าวถึงการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยของ คสช.ในขณะนี้ ว่า โรดแม็พ คสช.ยังดำเนินการไปตามกรอบเดิม การทำงานของ คสช.ยังคงมีการดูแลอยู่ 3 ส่วน คือ ดูแลความปลอดภัยความสงบเรียบร้อยโดยส่วนรวม สนับสนุนการทำงานของรัฐบาล และช่วยเหลือประชาชนในการแก้ไขปัญหาต่างๆ สร้างสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมในการเดินทางสู่โรดแม็พ ซึ่งมาตรการต่างๆ ของ คสช.ได้ขอความร่วมมือทุกส่วนเพื่อให้เกิดความเรียบร้อยในทุกๆ เรื่อง อะไรที่เป็นส่วนที่จะทำให้เกิดความไม่เรียบร้อย ทั้งการไม่เคารพกฎหมาย หรือการสร้างให้เกิดความวุ่นวายในเรื่องอื่นใดก็แล้วแต่ คสช.ยังคงใช้มาตรการเดิมที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นคำสั่ง การขอความร่วมมือ อาจจะมีการปรับเปลี่ยนบ้างตามที่มีการแจ้งให้รับทราบในบางมาตรการและวิธีการบางอย่าง
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการแสดงความคิดเห็นของบุคคลเดิมๆ อาทิ นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย จะดำเนินการอย่างไร พ.อ.หญิงศิริจันทร์กล่าวว่า การแสดงความคิดเห็นในสิ่งที่ คสช.อยากให้เป็น คือ ต้องอยู่บนพื้นฐานของความจริงใจ ของความเป็นไปได้ และเป็นไปในทางที่ไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น และไม่ทำให้ผู้อื่นเสียหาย เป็นสิ่งที่ คสช.แจ้งและบอกต่อสาธารณะมาอย่างต่อเนื่อง หากมีอะไรที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อองค์กร ต่อบุคคล ก็ย่อมเป็นสิทธิโดยชอบธรรม ที่บุคคลหรือองค์กรนั้นจะใช้สิทธิตามกฎหมายในการดำเนินการ ต่อการลงโทษกล่าวร้าย หรือการบิดเบือนข้อมูล ซึ่งการดำเนินการต่อไปคงจะออกไปในทิศทางนั้น
ส่วนที่ คสช.อนุญาตให้บุคคลทางการเมืองที่ไม่มีคดีความเดินทางไปต่างประเทศได้มีการติดตามความเคลื่อนไหวหรือไม่ พ.อ.หญิงศิริจันทร์กล่าวว่า เรื่องการเดินทางไปต่างประเทศของบุคคลใดก็แล้วแต่เป็นสิทธิอันชอบธรรมของบุคคลนั้น จะไปทำอะไร จะไปเรื่องอะไร คสช.คงไม่ไปก้าวล่วง เราคงดูอยู่ห่างๆ ถ้าไม่มีอะไรที่ปรากฏต่อสาธารณะอย่างชัดเจนว่ามีการกระทำอันใดที่ส่งผลต่อความเรียบร้อยของบ้านเมือง คสช.ก็เคารพในกิจวัตรของทุกท่าน ไม่ได้ติดตามอะไรเป็นสำคัญ
เมื่อถามว่าในส่วนของนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีต รมว.ศึกษาธิการ พรรคเพื่อไทย ที่ถูกยกเลิกพาสปอร์ตไปนั้น คสช.จะมีการคืนให้หรือไม่ พ.อ.หญิงศิริจันทร์กล่าวว่า ต้องเป็นไปตามกระบวนการออกหรือการให้พาสปอร์ตของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นอำนาจหน้าที่ของกระทรวงที่รับผิดชอบโดยตรง คสช.คงไม่ไปก้าวล่วงตรงนั้น ส่วนเรื่องการอายัดบัญชีนักการเมืองบางคนก็ต้องดูที่มาที่ไปว่าสาเหตุการระงับธุรกรรมการเงินเป็นอย่างไร ถ้าสามารถชี้แจงทำให้สังคมหรือกระบวนการตรวจสอบได้มั่นใจว่า ได้ดำเนินการทุกอย่างบนความถูกต้อง ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องไปยึดทรัพย์
ยันไม่ยอมให้ใครทำลายความสุขปท.
ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก คสช. แถลงภายหลังการประชุมสำนักงานเลขาธิการ คสช. โดยมีพล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะเลขาธิการ คสช.เป็นประธานการประชุมว่า พล.อ.ธีรชัยได้ระบุถึงภาพรวมสถานการณ์ต่างๆ ของบ้านเมืองในขณะนี้ ดำเนินไปอย่างเรียบร้อย โดยเฉพาะในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีความคืบหน้าในการคลี่คลายคดีความสำคัญ และคดีที่สังคมสนใจ แสดงถึงความทุ่มเทของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำให้ประชาชนเชื่อมั่นศรัทธา ส่วนเรื่องการปราบปรามผู้มีอิทธิพล บ่อนการพนัน ยาเสพติด และสิ่งผิดกฎหมายต่างๆ ได้สั่งการให้ กกล.รส.ประสานการปฏิบัติกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างใกล้ชิด หากพื้นที่ใดมีการกระทำผิดให้เข้าดำเนินการทันที ไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน และให้ผู้กระทำผิดมีความเกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง รวมทั้งในเรื่องสถานบริการและร้านอาหาร ก็ต้องดูแลให้ปฏิบัติตามกฎหมายด้วย
พ.อ.หญิงศิริจันทร์ กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา คสช.ได้รับเสียงสะท้อนจากประชาชนว่า ต้องการให้สถานการณ์บ้านเมืองสงบเรียบร้อยเหมือนที่เป็นอยู่ในขณะนี้ เพราะสามารถประกอบอาชีพและดำเนินชีวิตได้ตามวิถีของตน ซึ่ง คสช.น้อมรับในเสียงสะท้อนดังกล่าว และเจ้าหน้าที่ทุกคนจะยังคงปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าที่ในเรื่องการดูแลความปลอดภัย สนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐ รวบรวมและรับทราบปัญหาของประชาชนอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันจะยังติดตามและมีมาตรการในการป้องกันไม่ให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมาทำลายบรรยากาศความสงบสุขของประเทศ หรือไม่เคารพกฎหมาย ตลอดช่วงเวลาของการดำเนินตามโรดแม็พที่วางไว้
“นายกฯ”ลั่นใช้ประชารัฐแก้ค้ามนุษย์
เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. เป็นประธานเปิดงานวันต่อต้านการค้ามนุษย์ประจำปี 2559 ภายใต้แนวคิดหลัก “ประชารัฐร่วมใจ ต้านภัยการค้ามนุษย์” และมอบรางวัลด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์
นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดงานวันต่อต้านการค้ามนุษย์ว่า วันนี้เป็นการขับเคลื่อนการต่อต้านการค้ามนุษย์อย่างเป็นระบบ โดยอาศัยกลไกประชารัฐ ซึ่งวันนี้เราเอาประชารัฐไปใส่ในทุกกิจกรรม เพราะไม่มีอะไรที่รัฐบาล หรือข้าราชการ จะทำได้โดยลำพัง ต้องอาศัยภาคีเครือข่ายทั้งหมด ดังนั้นต้องใช้ประชารัฐ ปัญหาวันนี้ตนสั่งคนเดียวก็ไม่ได้ ดังนั้นต้องช่วยกัน และสื่อต้องอยู่ในกระบวนการเหล่านี้ จะเรียกว่าสำคัญที่สุดก็ได้ เพราะต้องสร้างความเข้าใจกับคนทั่วไป ไม่ให้เกิดความขัดแย้งในการทำงาน ซึ่งวันนี้ทุกกระทรวงร่วมมือกันในการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ แบบบูรณาการ และใช้อำนาจมาตรา 44 ให้เกิดประโยชน์ แต่ถ้าเอามาตรา 44 ไปใช้ให้เกิดความสงบ คิดว่าไม่มีประโยชน์ แต่ก็ต้องใช้ แม้ไม่มีอะไรดีขึ้น คงไม่มียกเลิกอะไรทั้งสิ้น ขอกำลังใจให้ทุกคนร่วมมือกันทำให้ประเทศไทยเดินไปข้างหน้า โดยเฉพาะการต่อต้านการค้ามนุษย์ ที่ปล่อยปละละเลยกันมานาน ขออย่าต่อต้านขัดขวางรัฐบาลมากนัก เพราะจะทำในภาพใหญ่ไม่ได้
เล็งเพิ่มโทษคนทำผิดให้มากขึ้น
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในตอนหนึ่งระหว่างเปิดงานวันต่อต้านการค้ามนุษย์นั้น นายกรัฐมนตรีระบุว่า วันนี้ประชารัฐโดนอีก หาว่าจะเอื้อประโยชน์ ถามว่าตนจะไปเอื้อให้ใคร ไม่มี มีแต่ให้คำขอบคุณชื่นชม รางวัล เพราะให้อะไรไม่ได้อยู่แล้ว แต่ให้ด้วยใจที่มาร่วมมือ มาแก้ปัญหาสร้างความเข้าใจ ในมุมกว้างในความคิดของพวกท่าน เพราะบางทีรัฐพูดอะไรมากไม่ได้ เพราะรัฐบาลพูดโกหกไม่ได้ ทุกรัฐบาลต้องไม่พูดโกหก แต่ถ้าพูดแล้วไม่ทำใครๆ ก็พูดได้ สิ่งที่ตนพูดนั้นทำทุกวันทุกอย่าง ทุกคนเหนื่อยแสนสาหัส อย่าปล่อยให้คนไม่ทำมาพูด
นายกฯกล่าวอีกว่า วันนี้มีเจ้าหน้าที่รัฐที่ถูกดำเนินการทางวินัยและอาญา 34 ราย ตนขอให้ปลัดกระทรวงยุติธรรมพิจารณากรณีของผู้ที่รับสารภาพ และห้ามใช้หลักทรัพย์หรือตำแหน่งทางราชการประกันตัว แต่ให้สิทธิต่อสู้ตามกระบวนการ ขณะเดียวกันได้ขยายเวลาให้แก่ผู้เสียหายหรือพยานในคดีค้ามนุษย์ก่อนส่งตัวกลับประเทศ จากเดิม 6 เดือน เป็นไม่เกิน 1 ปี ซึ่งให้โอกาสทุกคนต่อสู้คดีตามกฎหมาย เว้นแต่คดีที่ผลกระทบต่อคนทั้งประเทศ คดีอุกฉกรรจ์ ซึ่งมอบหมายให้กระทรวงยุติธรรมปรับบทลงโทษให้เหมาะสมกับการกระทำความผิด เชื่อว่าประเทศไทยทำได้ ขณะเดียวกันขอให้ทุกภาคส่วนช่วยกันคิดอย่าให้ตนต้องสั่ง เพราะเดี๋ยวจะไปขัดแย้งกันอีก ขอขอบคุณสำนักงานศาลยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกระทรวงยุติธรรม ที่ได้จัดตั้งหน่วยงานเป็นการเฉพาะ ก็ขอให้ดำเนินด้วยความรวดเร็ว ใช้ผู้เชี่ยวชาญ มีความโปร่งใส ให้ผู้ถูกกล่าวหามีโอกาสต่อสู้คดี แต่คดีใดก็ตามที่เป็นคดีอุกฉกรรจ์ที่มีผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง เราลองทบทวนว่าควรมีมาตรการอย่างไร แล้วบวกเรื่องการประกันตัวเข้าไปด้วย รวมถึงการเพิ่มโทษ เราจะสามารถเพิ่มได้หรือไม่ ต้องไปดูว่าทำอย่างไรให้คนกลัว อันไหนให้ ไม่ให้ ควรระบุให้ชัดเจน แล้วก็ไปดูต่างประเทศด้วยว่าเขาทำอย่างไร เราอย่าไปคิดเองทั้งหมด
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เราต้องเป็นผู้นำที่มีความแตกต่าง ถ้าเป็นแล้วไม่ได้คิดอะไรใหม่อย่าเป็น เพราะผู้นำแบบนั้นใครก็เป็นได้ ตรงนี้จะทำให้เรามีความก้าวหน้าทั้งทางราชการและส่วนตัว ซึ่งทุกอย่างต้องดูในกรอบความยุติธรรม จะทำอะไรจะต้องอยู่ในกฎหมาย
“ปู”โพสต์อวดเสื้อแม้วซื้อฝากจากดูไบ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ภาพสวมเสื้อแขนยาวสีฟ้าพร้อมข้อความว่า “ของฝากจากดูไบ ใส่ได้พอดีเลย ขอบคุณค่ะพี่”
น.ส.ยิ่งลักษณ์ระบุว่า อดีตนายกฯ ทักษิณได้ฝากข้อความมาถึงตนว่า การได้ซื้อเสื้อผ้าของใช้ให้น้อง ถือเป็นการแสดงความรักจากพี่ให้น้อง หลังจากที่น้องก็ได้แสดงความรักด้วยการหาของอร่อยๆ จากเมืองไทยฝากไปให้พี่ชายที่ต่างประเทศอยู่เสมอเช่นกัน และวันนี้ท่านทักษิณก็ได้ฝากกางเกงยีนมาให้ เพื่อใส่กับม่อฮ่อม ตอนจะลงพื้นที่ไปเยี่ยมชาว จ.แพร่ ด้วย



