‘บิ๊กจิ๋ว’เปิดบ้านทำบุญวันเกิดครบ84ปี

‘พล.อ.ชวลิต’ เปิดบ้านทำบุญวันคล้ายวันเกิด ครบ 84 ปี ลั่นอยากเห็นรบ.แก้ปัญหายากจนสำเร็จ เชื่อมือ ‘บิ๊กตู่’ บอกอย่าได้แคร์ต่างชาติ กล่าวหาลิดรอนสิทธิ

 
        13 พ.ค.59 เมื่อเวลา 09.00 น. ที่บ้านพัก พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคุณหญิงพันธุ์เครือ ยงใจยุทธ ภริยา เปิดบ้านบุญถวายสังฆทาน เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดครบ 84 ปี ในวันที่ 15 พ.ค.2559 ทั้งนี้ พล.อ ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ)ได้มอบหมายให้ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้ช่วย ผบ.ทบ. เป็นตัวเเทนมอบกระเช้าดอกไม้และอวยพร
 
        โดย พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า สิ่งที่ตนอยากเห็นมานานแล้ว แต่จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่จบ จึงได้บอกกับประชาชนว่า ภารกิจสุดท้ายยังมีอยู่ ไม่ว่าทุกคนจะทำงานในด้านไหนก็ตาม แต่สิ่งสำคัญ ก็คือทำให้ประชาชนมีความสุข อยู่ดีกินดี ซึ่งการแก้ไขปัญหาของประเทศที่ยังไม่เสร็จสิ้นอาจจะเป็นเพราะเราแก้ไม่ถูกต้องหรือตามสถานการณ์ไม่ทัน เพราะฉะนั้นจะต้องให้โอกาสผู้บริหารประเทศ ที่ต้องพยายามปรับแก้กันต่อไป
  
        “ผมยังเชื่อในตัวผู้นำ ซึ่งในช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ท่านพยายามแก้ไขปัญหาและมีคนดีๆ อยู่ข้างตัวท่านเยอะ แต่จะแก้ปัญหาถูกหรือไม่นั้น พวกเราต้องมาช่วยกันดู ทั้งนี้หากแก้ไขปัญหาไม่ได้ก็อย่าไปโทษท่าน เพราะคนก่อนๆหน้านี้ก็แก้ปัญหาไม่ได้เช่นกัน เพียงแต่ต้องรู้ว่าอะไรที่เป็นปัญหาสำคัญของประเทศ เพื่อที่จะแก้ไขปัญหานั้นได้ถูกต้อง ส่วนที่ต่างชาติ แสดงความกังวลว่าคนไทยถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพนั้น ผมมองว่า ถึงแม้จะถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพ 10 เท่า แต่ถ้าประชาชนอยู่ดีกินดี ก็ไม่เป็นไร” พล.อ.ชวลิต กล่าว
  
        พล.อ.ชวลิต กล่าวต่อว่า ขณะนี้โครงสร้างประชากรของไทยก็ยังเหมือนเดิม คือมีคนรวยกับคนจน ซึ่งจะต้องให้ความสนใจในเรื่องของเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชนให้มากขึ้น เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือ ปากท้องของประชาชน เพื่อให้คนอยู่ได้ ส่วนการบริหารงานของรัฐบาลชุดนี้ทำให้เศรษฐกิจดีหรือไม่นั้นต้องไปถามประชาชนว่ากินอิ่ม นอนหลับหรือไม่ ถ้าหากประชาชนยังไม่มีกินก็ต้องไปแก้ปัญหาตรงนี้ จะไปเสียเงินแก้รัฐธรรมนูญทำไม มี รธน. ตั้ง 20 ฉบับก็ไม่ดีอะไร ทะเลาะกันประจำ ในเรื่องการลงประชามติ ซึ่งตนก็ไม่ได้ว่าเพราะถือเป็นต้นแบบในการร่าง รธน. ทั้งนี้ต่อให้มีร่างรัฐธรรมนูญดีขนาดไหน ถ้าประชาชนไม่มีจะกิน ก็แย่ ตนมองว่าประชาชนควรจะได้รับการศึกษาในเนื้อหาสาระของร่าง รธน.ฉบับนี้ แต่สิ่งที่ตนเป็ยห่วงมากกว่านั้น ก็คือความเจ็บปวดของประชาชน เนื่องจากไม่มีกินไม่ทีใช้ เราต้องระวัง จะไปโทษประชาชนก็ไม่ได้ โทษผู้บริหารก็ไม่ได้ ต้องโทษพวกเรากันเองที่อยู่ตรงนี้ที่ทำความเข้าใจให้ประชาชนและผู้บริหารไม่ได้ เพราะตนพูดอะไรก็ไม่ค่อยดี พูดอะไรก็ไม่ได้
 
        พล.อ.ชวลิต กล่าวอีกว่า เพราะเหตุใดเราจึงสนใจร่างรธน.กันมากนัก หรือแค่เพราะเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ใครเป็นคนบอก ต่อให้มี รธน.สัก 50 ฉบับ หากบ้านเมืองอยู่ดีกินดีจะไม่ว่า แต่ในขณะนี้มีร่างรธน. ตั้งแต่ฉบับแรก จนฉบับสุดท้ายก็ยังไม่ดี
  
        “ยืนยันได้หรือไม่ ว่า ร่างรธน.ฉบับนี้จะเสียเงินเท่าไหร่หรือทะเลาะกันอย่างไร มาพนันกันได้หรือไม่ ว่าหลังจากนี้จะไม่มีรัฐประหาร ยึดอำนาจ ไม่มีทหารเข้ามาฉีก รธน.อีก ซึ่งผมก็ไม่ได้ว่า เพราะทหารที่เข้ามาก็เพราะเกิดเหตุการณ์ที่ไม่ดี ทั้งนี้รธน. เป็นแค่กระดาษแผ่นหนึ่ง เเต่ความมั่นคงของชาติเป็นกฏหมายสูงสุด อะไรก็แล้วแต่ จะมีกฎหมายนิรโทษกรรมหรือกฎหมายอื่นๆ ก็ยังทะเลาะกันต่อ ทำไมถึงไม่บอกว่ากฎหมายสูงสุดของประเทศคือความสงบสุขการอยู่ดีกินดีของประชาชน ” พล.อ.ชวลิต กล่าว
 
        พล.อ.ชวลิต กล่าวอีกว่า รธน. ควรนำเรื่องหลักๆมาบรรจุไว้ ก็คืออำนาจอธิปไตยหรือความเป็นประชาธิปไตย ซึ่งมีปัจจัยสำคัญ 1.อธิปไตยเป็นของปวงชน 2. เสรีภาพบุคคล ซึ่งเป็นของคู่กันในเสรีภาพบุคคล ซึ่งรธน.ก็เปรียบเหมือนคาน ที่ข้างหนึ่ง เป็นอธิปไตยปวงชน อีกข้างเป็นเสรีภาพบุคคล ถ้าหากข้างที่เป็นอธิปไตยปวงชนสูง หมายถึงว่า ผู้ปกครอง สามารถทำอะไรต่างๆได้ คานก็จะกระดก ความเป็นเสรีภาพบุคคลก็จะตกลง และถ้าขึ้นถึงสูงสุดก็จะเรียกว่าเผด็จการ ความเป็นเผด็จการมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับตรงนี้ ถ้าตรงกันข้าม เสรีภาพของบุคคลมากขึ้น ก็จะเกิดความวุ่นวายเช่นกัน
  
        พล.อ.ชวลิต กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ตนยังมองว่า รธน. ปี 40 เป็นฉบับที่ดีที่สุด เพราะมาจากความคิดของประชาชน และเมื่อ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเข้ามาบริหารประเทศและรู้จักใช้ตรงนี้ให้เป็นประโยชน์ และพยายามทำให้ประเทศชาติสงบ ส่วนจะมีอะไรแอบแฝงตนไม่รู้ สนใจแต่ในเรื่องหลักการ แต่พอเปลี่ยนมาใช้ รธน.ปี 50 คานก็กระดกขึ้น ซึ่งตนอยากให้ร่างรธน.ที่จะออกมาเป็นฉบับที่ดีที่สุด เพียงแต่กฎเกณฑ์และความเป็นจริงเป็นอย่างนี้ ตนคิดว่ารัฐบาลก็น่าจะเข้าใจ และขอให้พวกเราช่วยกันให้กำลังใจ ในขณะเดียวกันก็บอกท่านให้ระวัง และต้องดูให้ดีว่าคนจนอยู่ได้หรือไม่ เพราะมีรายงานเข้ามาเรื่อยๆ ซึ่งทุกวันนี้ตนก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ เดินทางลงพื้นที่เพื่อเป็นเพื่อนประชาชน ซึ่งการที่นักการเมืองจะลงพื้นที่ เข้าไปเป็นเพื่อนประชาชน ก็อย่าไปห้ามเขาเลย
 
        “เราต้องช่วยกัน ช่วยผู้ปกครองประเทศ ซึ่งผมไม่ได้มาเชียร์และไม่ได้หวังจะเป็นอะไร เพราะในชีวิตนี้ก็ไม่ได้ต้องการจะเป็นอะไร ต้องการเพียงอย่างเดียวให้ภารกิจสุดท้ายในชีวิตมีความสำเร็จ คือเรื่องความยากจน ถือเป็นการแสดงออกในเรื่องอธิปไตย ซึ่งการแก้ปัญหาเหล่านี้ไม่ยากเลย วิธีการแก้ปัญหาจะทำอย่างไรนั้น ผมจะบอกแค่บางท่านเท่านั้น ในหลายๆเรื่องที่เกี่ยวกันในทางการเมือง ซึ่งผมพูดมากไม่ได้ เดี๋ยวพรุ่งนี้ คงมีหนังสือพิมพ์ออกมาด่าบิ๊กจิ๋ว ว่า เชลีย คสช. ซึ่งผมก็ไม่ได้ว่าอะไร ตราบใดที่ผมในสิ่งที่ถูกต้อง” พล.อ. ชวลิต กล่าว
 
        พล.อ.ชวลิต ยังกล่าวเตือนรัฐบาลว่า มีคนพยายามหยิบยกประเด็นเรื่องระยะเวลาการเปลี่ยนผ่าน 5 ปีมาโจมตี ทั้งในเรื่องความน่าเชื่อถือและความอยู่รอดของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)อีกด้วย
 
        ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างที่พล.อ.ชวลิต กำลังจะฝากความเห็นถึงนายกรัฐมนตรี คุณหญิงพันธุ์เครือ ยงใจยุทธ ภรรยาพล.อ.ชวลิต ได้หันมาจับแขนพร้อมกล่าวแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริงว่า “ท่านนายกฯ เขาไม่นับถือท่าน” 
 
        ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ชวลิต กล่าวภายหลังผู้ช่วย ผบ.ทบ.อวยพรตอนหนึ่งว่า ขอฝากถึงกองทัพช่วยดูแลประชาชนโดยเฉพาะปัญหาปากท้องให้แก้ให้ได้ จะปฏิวัติกี่ครั้งต้องทำให้สำเร็จทำความเข้าใจกับคนที่เห็นต่างจะเรียกไปปรับทัศนคติ 3 หรือ 7 วันก็ไม่เป็นไร ขอให้สำเร็จ อย่างไรก็ตามการเปิดบ้านทำบุญวันเกิดและพูดคุยกับสื่อในครั้งนี้ มีเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจสันติบาลนอกเครื่องแบบมาร่วมสังเกตการณ์ด้วย
 
 
‘บิ๊กจิ๋ว’ ห่วงคนไทยทำพระพุทธศาสนาเสื่อม
 
  
        เมื่อเวลา 09.00 น. พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวเเสดงความเป็นห่วงว่าปัจจุบันนี้เราเสียความเป็นไทยไปมากโดยเฉพาะในเรื่องพระพุทธศาสนา เพราะไม่มีใครเคยคิดว่าพระพุทธศาสนาจะเป็นอย่างนี้ ซึ่งต้องระวัง เพราะมีการปฏิบัติของคนไทย ซึ่งเป็นพุทธศาสนิกชน โดยอ้างหลักเกณฑ์ต่างๆ ในการที่จะนำหลวงพ่อองค์นี้ องค์นั้นออกมา ซึ่งความเคารพและหัวใจที่จะมีในเรื่องพระพุทธศาสนาไปอยู่ตรงไหน
 
        “จะเอากฎหมายอะไรเป็นหลักเพราะสิ่งที่เราเคารพและยึดถือในหัวใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยิ่งกว่ากฎเกณฑ์และกฎหมาย แต่มาบอกว่าองค์นี้ต้องออกไป องค์ที่ป่วยหรือเป็นอะไรก็แล้วแต่จะเข้ามา ผมไม่ได้พูดเชียร์ใคร ซึ่งแต่ละองค์ก็มีเรื่องเหมือนกัน ซึ่งพวกเราต้องเข้าใจในสิ่งนี้และทำให้ความน่านับถือยังคงอยู่ ” พล.อ.ชวลิต กล่าว
 
 
 


เปิดอ่าน