จำคุก2ปีไม่รอลงอาญา‘ชูวิทย์-พวก’

ศาลฎีกาแก้โทษ ‘ชูวิทย์-พวก’ คดีรื้อบาร์เบียร์ จาก 5 ปีเหลือจำคุกคนละ 2 ปี ไม่รอลงอาญา เจ้าตัวบอกไม่ขออภัยโทษ

            เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 28 ม.ค.2559  ศาลอาญากรุงเทพใต้มีนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีนายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ กับพวกรื้อบาร์เบียร์ย่านสุขุมวิท เหตุเกิดช่วงตีสี่เมื่อ 26 มกราคม 2546 มีกลุ่มชายฉกรรจ์ราว 400 คนบุกไปบริเวณบาร์เบียร์แออัดปากซอยสุขุมวิท 10 นำรถแบ็กโฮไถพังจนราบเป็นหน้ากลอง โดยมีนายทุนว่าจ้างเพื่อจะใช้พื้นที่ทำประโยชน์ กระทั่งมีการจับกุมผู้ต้องหา 131 คนส่งอัยการยื่นฟ้องเป็นจำเลยทั้งหมด อาทิ นายชูวิทย์, พ.ท.หิมาลัย ผิวพรรณ หรือ เสธ.หิ และ พ.ต.ธัญเทพ ธรรมธร หรือ เสธ.แอ๊ป ฯศาลชั้นต้นยกฟ้องผู้ต้องหาเกือบหมด แต่ศาลอุทธรณ์ตัดสินให้นายชูวิทย์, เสธ.หิ และ เสธ.แอ๊ป กับพวกรวม 66 คนมีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ และใช้กำลังประทุษร้าย จำคุกคนละ 5 ปีโดยไม่รอลงอาญา
 
            ล่าสุดก่อนอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา 15 ตุลาคม 2558 นายชูวิทย์ ยื่นคำร้องขอถอนคำให้การเดิมเปลี่ยนเป็นรับสารภาพตามฟ้องเพื่อขอให้ศาลลงโทษสถานเบา จึงมีการเลื่อนนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกามาเป็นวันนี้ 
 
            ทั้งนี้เวลา 10.00 น. นายชูวิทย์ได้เดินทางไปศาลพร้อมภรรยา นายเติมตระกูล บุตรชาย และผู้ติดตาม เพื่อฟังคำพิพากษาศาลฎีกา โดยเมื่อมาถึงนายชูวิทย์ ได้เดินไปไหว้พระพุทธรูปประจำศาล ด้านหน้าศาลอาญากรุงเทพใต้ เพื่อเป็นสิริมงคล พร้อมกล่าวว่า วันนี้ตนพร้อมเป็นตัวอย่างให้นักการเมือง และประชาชนทั่วไปเห็นว่า ตนไม่หนีจะอยู่ตรงนี้และยอมรับคำพิพากษา ซึ่งแม้ว่าตนจะถอนคำให้การที่เคยปฏิเสธ มาเป็นการยอมรับสารภาพ ก็เป็นวิธีทางกฎหมายที่ตนได้สู้จนนาทีสุดท้าย
 
            “ผมไม่เคยคิดแม้วินาทีเดียวจะหลบหนีไปนั่งจิบไวน์บนเรือยอร์ช ถ้าวันนี้จะติดคุก ถูกสื่อมวลชนนำไปพาดหัวยังไงก็พร้อม ” นายชูวิทย์ กล่าวและว่า วันนี้ตนพร้อมที่จะฟังคำพิพากษาโดยนำพระติดตัวมาด้วย
 
            เมื่อถามว่า คิดหรือไม่ว่าศาลอาจจะลงโทษสถานเบา นายชูวิทย์ กล่าวว่า ปาฏิหารย์อาจจะมีจริง แต่ตนก็ไม่ได้หวังขนาดนั้น
 
            เมื่อถามว่า แต่หากศาลลงโทษยืน 5 ปี แล้วจะดำเนินการอย่างไรต่อไป และจะขออภัยโทษหรือไม่ นายชูวิทย์ กล่าวว่า ตนก็จะขึ้นรถบัส ไปใช้ชีวิตนักโทษในเรือนจำ ตามปกติ ตนเคยเป็นมาหมดแล้วทั้งเจ้าพ่อ หัวหน้าพรรค ตนเป็นได้ทุกอย่าง
 
            ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังสัมภาษณ์แล้ว ระหว่างกำลังจะเดินขึ้นศาล นายชูวิทย์ได้ยกมือไหว้ พร้อมกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า “ผมไม่อยู่ แล้วจะคิดถึงผม”
 
            ขณะที่เมื่อเวลา 10.20 น. เจ้าหน้าที่ศาล ได้ดำเนินการเช็คชื่อจำเลยที่มาศาล เบื้องต้นยังขาดจำเลยอีก 20 คน ซึ่ง 1 ในนั้น คือ พ.ท.หิมาลัย ผิวพรรณ อดีตนายทหารฝ่ายเสนาธิการ ประจำหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ( บก.สส.) จำเลยที่ 128
 
            จากนั้นเวลา 10.45 น. ศาลได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษา โดยใช้เวลาอ่านถึง 2 ชั่วโมงกว่า ซึ่งระหว่างฎีกาจำเลยที่ 21, 45, 79, 92, 107, 110, 120 และ 123 ขอถอนฎีกา ศาลชั้นต้นอนุญาต
 
            ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมหารือกันแล้วเห็นว่า ที่นายชูวิทย์ จำเลยขอถอนคำให้การปฏิเสธเป็นรับสารภาพ เมื่อวันที่ 15 ต.ค.58 นั้น ศาลเห็นว่าคดีนี้จำเลยได้ยื่นฎีกาเมื่อเดือนพ.ย.55 ซึ่งให้การต่อสู้คดีไว้ ดังนั้น กรณีที่ยื่นคำร้องดังกล่าวจึงไม่ใช่การแก้ไขเพิ่มเติมฎีกาในบางประเด็น ตามป.วิอาญา มาตรา 126 แต่เป็นการขอถอนคำให้การเดิมเป็นให้การใหม่รับสารภาพ ซึ่งการแก้คำให้การนั้นจะต้องทำก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษา คดีนี้จำเลยให้การปฏิเสธต่อสู้คดีในศาลชั้นต้นแล้ว กรณีจึงไม่อาจที่จะนำมาพิจารณาได้ตามป.วิอาญา มาตรา 163 วรรคสอง แต่คำให้การระบสารภาพของจำเลยถือได้ว่าเป็นการยอมรับข้อเท็จจริงแห่งคดีที่ศาลไม่ต้องวินิจฉัยอีก
 
            โดยข้อเท็จจริงแห่งคดีรับฟังได้ว่า ภายหลังที่มีการซื้อขายที่ดินเมื่อปี 2545 ต่อมาได้มีการปรับปรุงถานที่ให้เป็นร้านค้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบาร์เบียร์ กระทั่งวันเวลาเกิดเหตุได้มีชายฉกรรจ์กลุ่มจำเลยเข้าไปพูดคุยกับเจ้าของร้านบาร์เบียร์ ซึ่งเป็นผู้เสียหายว่าให้เก็บของ ขณะที่จำเลยบางคนได้พูดว่า ให้ไวให้ โดยกลุ่มจำเลยที่เข้ามาพูดคุยมีป้ายแขวนคอเขียนตัวอักษรภาษาอังกฤษแบ่งกลุ่ม เอ บี ซี ดี จากนั้นเวลาหลัง 05.00 น. พบรถแบกโฮ แท่งคอนกรีตกั้นปิดทางโดยรอบและตู้คอนเทนเนอร์ โดยเห็น พ.ท.หิมาลัยหรือเสธ.หิ จำเลยที่ 128 และ พ.ต.ธัญเทพ หรือเสธ.แอ๊ป จำเลยที่ 130 อยู่ในที่เกิดเหตุโดยถือวิทยุสื่อสารสั่งการ
 
            ขณะที่ในการจับกุมชายฉกรรจ์ในที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่ยังพบสมุดจดปกสีน้ำเงิน แผนภูมิการรื้อถอน รายชื่อ รายละเอียดขั้นตอนการรื้อถอน และภาพถ่ายร้านค้า รวมทั้งวิทยุสื่อสารซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของพยานที่เป็นผู้จัดการบริษัทดูแลพื้นที่ว่าจำเลยให้ไปซื้อและเช่าวิทยุสื่อสารรวม 20 เครื่อง อีกทั้งโจทก์มีพยานเป็นทั้งเจ้าของร้านบาร์เบียร์ ผู้เสียหาย ผู้กำกับสน.ลุมพินี และพนักงานสอบสอบในขนะนั้น มาเบิกความยืนยันข้อเท็จดังกล่าว และการจับกุมกลุ่มชายฉกรรจ์ในที่เกิดเหตุ ซึ่งผู้เสียหายได้ชี้ภาพถ่ายผู้ต้องหาในชั้นสอบสวนภายหลังจากเกิดเหตุไม่นาน จึงเชื่อว่าน่าจะจดจำใบหน้าจำเลยได้ แม้ว่าในชั้นพิจารณาจะไม่ได้ชี้ตัวจำเลย เพราะขณะนั้นอาจได้รับการเยียวยาและจำเลยบางคนเป็นเพียงผู้รับจ้าง ซึ่งพยานดังกล่าวไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับพวกจำเลยมาก่อน จึงเชื่อว่าเบิกความตามที่ได้รู้เห็นและได้ปฏิบัติหน้าที่มา พยานหลักฐานโจทก์จึงรับฟังได้ปราศจากข้อสงสัยว่า ไม่ได้ให้การปรับปรำหรือกลั่นแกล้งจำเลยให้ได้รับโทษ
 
            ส่วนที่จำเลยฎีกาสู้คดีว่า พยานที่เป็นผู้เสียหายหลายปากให้การเกี่ยวกับลักษณะของจำเลยคลาดเคลื่อนและขัดแย้งกันนั้น เห็นว่าเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นมานานแล้ว จึงเป็นไปได้ที่พยานอาจเบิกความคลาดเคลื่อนไปบ้าง แต่ประเด็นดังกล่าวก็ไม่ใช่สาระสำคัญที่จะทำให้คำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายรับฟังไม่ได้ ประกอบกับที่เกิดเหตุได้เกิดเหตุตั้งแต่เช้ามืดย่อมมีแสงสว่างเพียงพอ และช่วงกลางคืนยังมีแสงจากสปอร์ไลท์ด้วย ทำให้พยานมองเห็นหน้าชายฉกรรจ์และจำเลยได้ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาพร้อมกับของกลางที่พบในที่เกิดเหตุแสดงให้เห็นว่า พวกจำเลยได้รับรู้ถึงการกระทำ ซึ่งมีการวางแผนเป็นขั้นตอนและแบ่งหน้าที่กันทำชัดเจน
 
            ส่วนที่พ.ท.หิมาลัย และพ.ต.ธัญเทพ จำเลยที่ 128 -130 ขอให้ศาลลงโทษสถานเบา หรือรอการลงโทษนั้น เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นการเข้าไปครอบครองพื้นที่โดยอุกอาจ ไม่ยำเกรงกฎหมาย ไม่ได้ใช้กฎหมายที่มีอยู่ดำเนินการให้ถูกต้อง ซึ่งถือเป็นเรื่องร้ายแรง ต้องป้องปรามไม่ให้ผู้อื่นถือเอาเป็นเยี่ยงอย่าง
 
            แต่หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 129 กับพวก ได้บรรเทาความเสียหายชดใช้ใหัผู้เสียหาย โจืก์ร่วม จนเป็นที่พอใจแล้ว และภายหลังได้นำที่ดินพิพาทไปทำประโยชน์เป็นสวนสาธารณะให้ประชาชนทั่วไปได้ใช้ โดยไม่ได้นำที่ดินไปทำธุรกิจแสวงหาผลกำไรอีก นับว่ามีเหตุให้ปรานี ซึ่งบ่งบอกว่าจำเลยที่ 129 กับพวกสำนึกผิดที่ได้ทำลงไป จึงเห็นสมควรกำหนดโทษใหม่ให้เหมาะสม และเนื่องจากพฤติการณ์เป็นเหตุอยู่ส่วนลักษณะคดี จึงมีผลรวมไปถึงจำเลยอื่นที่ไม่ได้ฎีกาด้วย
 
            ศาลฎีกา จึงพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษ 66 คนๆ ละ 2 ปี โดยให้นับโทษจำเลยที่ 42, 44, 51, 47, 68, 99 และ 120 ต่อจากคดีอื่นด้วย จึงจำคุกจำเลยทั้งเจ็ดตั้งแต่ 2 ปี 15 วัน - 4 ปี และให้ออกหมายจับจำเลยที่ไม่มาฟังคำพิพากษาในวันนี้ ซึ่งรวมถึงพ.ต.ธัญเทพ ด้วย เพื่อให้มารับโทษภายในอายุความ (อายุความ 10 ปี)
 
            ภายหลังเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์คุมตัวนายชูวิทย์ พร้อมพวกรวม 33 คน ไปคุมขังที่เรือนจำกลางพิเศษกรุงเทพ โดยนายชูวิทย์ สวมชุดเสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงสแลคสีดำ ยังไม่มีการเปลี่ยนเป็นชุดนักโทษ
 
            ขณะที่คนใกล้ชิดและนายเติมตระกูล บุตรชาย ได้ยืนรอส่งตัวนายชูวิทย์ พร้อมระบุว่า ตนเองได้เตรียมใจมาไว้แล้วและจะเดินทางไปรอส่งนายชูวิทย์ ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ ส่วนครอบครัวของผู้ต้องหารายอื่น ได้รอรับทรัพย์สินที่เจ้าหน้าที่ได้ส่งคืนมา ด้วยอาการโศกเศร้าและร้องไห้ และไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใดใดต่อสื่อมวล
 
 
ราชทัณฑ์ส่ง ‘ชูวิทย์’ เข้าแดนแรกรับคุกพิเศษกรุงเทพ
 
 
            28 ม.ค. นายวิทยา สุริยะวงค์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวถึงการรับตัวนายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ ผู้ต้องหาคดีร่วมรื้อบาร์เบียร์ 2 ปี ไม่รอลงอาญา โดยส่งตัวเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ซึ่งขั้นตอนการรับตัว แม้นายชูวิทย์จะเคยเข้าเรือนจำมาแล้ว ก็ต้องดำเนินการเช่นเดียวกับผู้ต้องขังใหม่ทั่วไป โดยมีการตรวจร่างกายทำประวัติ ผู้ต้องขังใหม่ และแนะนำข้อปฏิบัติตน ระหว่างถูกคุมขังในเรือนจำ โดยในช่วงแรกจะอยู่ที่แดนแรกรับ ก่อนที่เรือนจำจะพิจารณาจำแนกตามความเหมาะสมต่อไป
 
            ด้านนายอายุตม์ สินธพพันธุ์ ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพ กล่าวว่า เรือนจำได้รับตัวนายชูวิทย์พร้อมพวก 30 คนเมื่อเวลา 15.00 น. หลังรับตัวได้ตรวจสอบประวัติผู้ต้องขัง พร้อมตรวจสุขภาพ ซึ่งพบว่านายชูวิทย์มีโรคประจำตัวเป็นโรคความดันโลหิตสูง ส่วนพ.ท.หิมาลัย ผิวผ่อง หรือเสธหิ เป็นโรคเก๊าท์และความดันโลหิตสูง ทั้งหมดจะถูกส่งตัวเข้าแดนแรกรับ เบื้องต้นเนื่องจากเป็นผู้ต้องขังกลุ่มใหญ่คืนแรกอาจต้องแบ่งห้องนอนออกเป็น 2 ห้อง จากนั้นค่อยรอการจำแนกไปยังแดนคุมขังที่เหมาะสมต่อไป
 
            สำหรับแดนแรกรับ ภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มีการปรับปรุงสภาพเรือนจำใหม่ เพื่อรองรับการควบคุมผู้ต้องขังในคดีสำคัญหลายคดี โดยแยกผู้ต้องขังคู่คดีออกจากกัน และแยกผู้ต้องขังชรา หรือมีโรคประจำตัวเพื่อสะดวกในการดูแลทั้งเรื่องความปลอดภัย ทั้งนี้ในส่วนของเรือนนอนเรือนจำจะกำหนดจุดให้นักโทษรายสำคัญนอน และห้ามย้ายสลับที่นอนเพื่อสะดวกในการควบคุมดูแลผ่านกล้องวงจรปิดภายหลังปิดเรือนนอน
 
 
เส้นทาง "ชูวิทย์" จอมแฉ 13 ปี สู้คดีรื้อบาร์เบียร์
 
 
            ทั้งนี้ Nation TV ได้รายงานว่า 13 ปี กับการต่อสู้คดีรื้่อบาร์เบียร์ ทำให้ "ชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์" กลายเป็นบุคคลในระดับตำนาน จากเจ้าพ่ออ่างอาบอบนวด กลายเป็นสส.ผู้ทรงเกียรติในสภา จนได้รับฉายา "จอมแฉ" สร้างสีสันให้กับแวดวงการเมืองไทย 
 
            ชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ เกิด 29 สิงหาคม พ.ศ. 2504 เกิดและเติบโตในย่านเยาวราช ครอบครัวทำธุรกิจนำเข้าและผลิตเสื้อผ้ายีนส์ยี่ห้อ ฮาร่า จบมัธยมศึกษาตอนปลายที่ โรงเรียนเทพศิรินทร์ จบปริญญาตรี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาโท มหาวิทยาลัยซานดิเอโก สหรัฐอเมริกาหลังจบการศึกษาจากสหรัฐอเมริกา ชูวิทย์ หันมาทำธุรกิจของตัวเอง เปิดอาบอบนวดชื่อ "วิคทอเรีย ซีเคร็ท" และขยายกิจการจนเป็นเจ้าของอาบอบนวด 6 แห่ง ในเครือเดวิสกรุ๊ป และก่อตั้งมูลนิธิต้นตระกูลกมลวิศิษฎ์ ให้การสนับสนุนก่อสร้างป้อมยามที่พักของตำรวจตามแยกไฟแดง ก่อนเกิดความขัดแย้งกัน และออกมาเปิดเผยเรื่องส่วย กลายเป็นเรื่องเกรียวกราว จนได้รับฉายาว่า "เสี่ยอ่าง" หรือ "จอมแฉ" และถูกดำเนินคดีข้อหาค้าประเวณีเด็กหญิง อายุต่ำกว่า 18 ปี ในสถานอาบอบนวด 
 
             ชูวิทย์ เป็นที่รู้จักเมืองกลางปี 2546 เมื่อปรากฏเป็นข่าวว่าหายตัวไปอย่างลึกลับ ขณะมีคดีรื้อบาร์เบียร์ที่ ถนนสุขุมวิท ซึ่งมีคู่ความเป็นตำรวจนครบาล ไม่กี่วันต่อมาชูวิทย์ ก็ปรากฏตัวข้างถนน ย่านชานเมือง ด้วยสภาพอิดโรย และได้แฉว่า ถูกตำรวจอุ้มตัวไป จากนั้น ชูวิทย์ ก็ปรากฏเป็นข่าวต่อเนื่องแลออกมาแฉ พฤติกรรมของตำรวจ แทบรายวัน ทั้ง การรีดไถ่ รับส่วยก่อนหันเหชีวิต เข้าสู่ถนนการเมือง สมัครผู้ว่าฯ กทม. เมื่อ 29 สิงหาคม 2547 จากนั้นปี 2548 เป็น ส.ส.พรรคชาติไทย แต่ถูกตัดสิทธ์ เพราะเป็นสมาชิกพรรคไม่ครบ 90 วันจึงพ้นสภาพ ก่อนลาออกจากเมื่อปี 2549 ไปลงสมัคร ส.ว.แต่ก็ถูกตัดสิทธิ์ เพราะยังไม่พ้นสส. ครบ 1 ปี จากนั้นชื่อเสียงของ ชูวิทย์ เริ่มหายเงียบไป และปรากฏเป็นข่าวอีกครั้ง เมื่อ หิ้วข้าวผัด กับ โอเลี้ยงไปเยี่ยม 3 อดีต กกต.ที่ถูกพิพากษาจำคุก คดีทุจริตการเลือกตั้ง 
 
             ชูวิทย์ ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.อีกครั้ง แต่ไม่ได้รับเลือก กระทั่ง 2 ตุลาคม ปีเดียวกัน ได้ไปออกรายการเที่ยงวันทันเหตุการณ์ ช่อง 3 มี วิศาล ดิลกวณิช เป็นพิธีกร หลังจบช่วง ชูวิทย์ เข้าทำร้ายร่างกาย วิศาล / โดยอ้างว่าโมโห ที่ถูกถามคำถามไม่เป็นธรรม แสดงกิริยาไม่ให้เกียรติ 
 
             อีก 2 ปีถัดมา ชูวิทย์ ตั้งพรรครักประเทศไทย และลงเลือกตั้งทั่วไปในปี 2554 ได้คะแนนเกือบ 1 ล้าน ได้ ส.ส. เข้าสภาถึง 4 คน ซึ่งในฐานะฝ่ายค้าน เดินหน้าแฉ บ่อนการพนัน สถานอบายมุข จนทำให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องออกมาตอบโต้ กลายเป็นวิวาทะกลางสภา จนได้รับฉายาเป็น "คู่กัดแห่งปี" ประจำปี 2555ต้นเดือนธันวาคม 2556 เกิดวิกฤติการเมืองในสภา พรรคประชาธิปัตย์มีมติให้ สส.ลาออก ชูวิทย์ ได้ตัดสินใจลาออกด้วย เพราะสภาทำงานต่อไปไม่ได้ ก่อนที่ อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ จะประกาศยุบสภา 9 ธันวาคม 2556 
 
             และเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2558 ที่ผ่านมา ชูวิทย์ ยอมรับสารภาพ เพื่อผ่อนหนักให้เป็นเบา ก่อนที่ศาลฎีกาเลือนอ่านคำพิพากษามาเป็นวันนี้ 
 
 
ลำดับเวลาคดีรื้อบาร์เบียร์ย่านสุขุมวิท
 
             -  04.00 น. 26 ม.ค. 2546 ได้มีกลุ่มชายฉกรรจ์หลายร้อยคนแต่งกายชุดซาฟารี พร้อมรถแบ็กโฮบุกเข้าทำลายร้านบาร์เบียร์ 60 ร้านซึ่งตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่า 10 ไร่ บริเวณสุขุมวิทสแควร์ ซอยสุขุมวิท 10 จนเสียหายราบเป็นหน้ากลอง โดยกลุ่มนายทุนกลุ่มใหม่ได้ว่าจ้างให้เข้าไปรื้อร้านค้าของผู้เช่าเดิมเพื่อจะใช้พื้นที่ทำประโยชน์ 
 
             -13 มี.ค. 2546 หลังการสอบสวน พนักงานสอบสวนเห็นควรสั่งฟ้อง
 
             -อัยการยื่นฟ้องต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ จำเลยทั้งหมด 131 คนให้การปฏิเสธ จำเลย ได้แก่ ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตผู้บริหารบริษัท สุขุมวิท ซิลเวอร์สตาร์, พ.ท.หิมาลัย ผิวพรรณ หรือเสธ.หิ อดีตนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการทหารสงสุด, พ.ต.ธัญเทพ ธรรมธร หรือ เสธ.แอ๊ป อดีตนายทหารสังกัดกองพันทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ กับพวก ในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์, บุกรุกในเวลากลางคืน และกักขังหน่วงเหนี่ยวข่มขืนใจให้บุคคลปราศจากเสรีภาพ
 
             -13 ก.ค. 2549 ศาลชั้นต้นยกฟ้องผู้ต้องหาเกือบทั้งหมด ยกเว้นนายชาญเวทย์ มาลัยบูชา จำเลยที่ 49 ซึ่งเป็นทนายความ ฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ร่วมกันบุกรุกในเวลากลางคืน จำคุก 8เดือน
 
             -11 ก.ย.2555 ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับ ว่านายชูวิทย์, พ.ท.หิมาลัย และ พ.ต.ธัญเทพ กับพวกรวม 66 คน มีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ และใช้กำลังประทุษร้ายในเวลากลางคืน จึงพิพากษาจำคุกคนละ 5 ปี โดยไม่รอลงอาญา ส่วนจำเลยอีก 64 คน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนยกฟ้องตามศาลชั้นต้น
 
             - ชูวิทย์ได้รับการปล่อยตัวเพราะมีเอกสิทธิ์การเป็น ส.ส.ในขณะนั้นคุ้มครอง ส่วน พ.ท.หิมาลัย และ พ.ต.ธัญเทพ ได้ยื่นเงินสด 5 แสนบาท ประกันตัว
 
             -13 ส.ค. 2558 ศาลฎีกานัดอ่านคำพิพากษา ซึ่งวันนั้นนายชูวิทย์เดินทางมาศาล ถือถุงใส่แปรงสีฟัน ยาสีฟัน รวมทั้งของใช้ส่วนตัวมาพร้อม และประกาศขอน้อมรับทุกคำตัดสิน แต่เนื่องจากวันดังกล่าวมีการแจ้งต่อศาลว่ามีจำเลยบางคนเสียชีวิตแล้ว ศาลจึงต้องใช้เวลาตรวจสอบข้อเท็จจริงจึงเลื่อนอ่านคำพิพากษาเป็นวันที่ 15 ต.ค. 2558
 
             -เช้า 15 ต.ค. 2558 นายชูวิทย์ ได้ไปทำบุญโลงศพต่อชะตาที่บริเวณโรงทานเจใกล้กับศาลอาญากรุงเทพใต้ เนื่องจากเป็นวันที่ศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาแต่จำเลยที่ยื่นฎีกาจำนวน 44คน เดินทางมาศาลไม่ครบ ศาลอาญากรุงเทพใต้จึงเลื่อนไปอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในช่วงบ่าย 
 
             -บ่าย 15 ต.ค 2558 ศาลฯได้เลื่อนฟังคำพิพากษาศาลฎีกาออกไปก่อน เนื่องจากนายชูวิทย์ ได้ยื่นคำร้องขอถอนคำให้การเดิมที่ให้การปฏิเสธ และเปลี่ยนคำให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง พร้อมทั้งขอให้ศาลลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกและนายชูวิทย์ขอให้ศาลชั้นต้นส่งคำร้องของตนให้ศาลฎีกาพิจารณา 
 
             -ศาลชั้นต้นได้ส่งคำร้องให้ศาลฎีกาทางแฟกซ์ จากนั้นศาลฎีกาได้มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นเลื่อนนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาออกไปก่อน และให้ส่งสำนวนพร้อมคำพิพากษาคืนศาลฎีกาเพื่อประกอบการพิจารณาสั่งคำร้องของนายชูวิทย์ต่อไป 
 
             - 28 ม.ค .ศาลอาญากรุงเทพใต้นัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาอีกครั้ง
 
 
 


เปิดอ่าน