ความท้าทายของแม่ทัพภาค4คนใหม่

ความท้าทายของแม่ทัพภาค4คนใหม่ ภารกิจดับไฟใต้ในวันที่มอดไหม้เกือบ12 ปี

              ผ่านไปหลายวันแล้ว สำหรับพิธีรับ-ส่งหน้าที่ “แม่ทัพภาคที่ 4” ระหว่าง พล.อ.ปราการ ชลยุทธ อดีตแม่ทัพ ที่ขยับขึ้นไปเป็นรองเสนาธิการทหาร กองทัพไทย กับ พล.ท.วิวรรธน์ ปฐมภาคย์ แม่ทัพภาคที่ 4 คนใหม่

              พิธีจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ที่ลานหน้าศาลาพิณประเสริฐ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ค่ายสิรินธร ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี โดยมีกำลังพล ผู้นำส่วนราชการทุกหน่วย และกลุ่มพลังมวลชนจำนวนมากเข้าร่วม

              สำหรับประวัติโดยละเอียดของ พล.ท.วิวรรธน์ หรือ “บิ๊กเอียด” เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 16 (ตท.16) นักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้ารุ่นที่ 27 (จปร.27) เกิดเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2499 เป็นบุตรของนายเปล่ง และนางจันทร์ฉาย ปฐมภาคย์ สมรสกับนางศรีกฤษ ปฐมภาคย์ มีบุตรด้วยกัน 2 คน

              เมื่อ พล.ท.วิวรรธน์ สำเร็จการศึกษาเมื่อปี 2523 ได้เลือกรับราชการในเหล่าทหารราบ ในตำแหน่งผู้บังคับหมวดปืนเล็ก กองร้อยอาวุธเบา กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 5 จังหวัดปัตตานี จึงนับว่าเป็น “ลูกหม้อ” และ “คนใน” ของกองทัพภาคที่ 4 อย่างแท้จริง

              เส้นทางรับราชการมีความเจริญก้าวหน้ามาตามลำดับ โดยได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสำคัญๆ อาทิ ผู้บังคับกองพันพัฒนาที่ 4 เมื่อปี 2538 ผู้บังคับการกรมทหารพรานที่ 43 เมื่อปี 2540 ผู้อำนวยการกองกิจการพลเรือน กองทัพภาคที่ 4 เมื่อปี 2546 ผู้บังคับการจังหวัดทหารบกปัตตานี เมื่อปี 2547 และขึ้นครองยศเป็นพลตรีในตำแหน่งผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 15 เมื่อปี 2555

              พล.ท.วิวรรธน์ ใช้หลักคิดในการปฏิบัติงานภายใต้ยุทธศาสตร์พระราชทาน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา และรู้รักสามัคคี ทำให้เข้าใจปัญหา เข้าใจประชาชน และเข้าใจระบบการทำงานอย่างลึกซึ้ง จนเป็นที่ยอมรับจากทุกภาคส่วน ซึ่งผลจากการดำเนินการดังกล่าว ส่งผลให้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 4 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2558

              การขึ้นดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 4 ของ พล.ท.วิวรรธน์ ในห้วงที่สถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กำลังจะครบ 12 ปีเต็ม นับว่าท้าทายอย่างมาก เพราะภูมิทัศน์ของปัญหาและแนวทางการแก้ไข เปลี่ยนแปลงไปพอสมควร กล่าวคือ

              1.ห้วงเวลานี้ เป็นจังหวะเวลาของการเดินหน้ากระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นการพูดคุยแบบ “เปิดหน้า-เปิดตัว” รอบที่ 2 ในระยะเวลา 3 ปี แม้จะไม่ต่อเนื่องกัน เพราะรอบแรกเปิดโต๊ะพูดคุยในเมื่อปี 2556 ในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขณะที่รอบปัจจุบันเปิดโต๊ะพูดคุยภายใต้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่เมื่อการพูดคุยเริ่มต้น สิ่งที่จะเกิดตามมาก็คือ

              - แรงกดดันในทางยุทธการ เพราะการใช้กำลังและอาวุธในบางบริบทอาจนำไปสู่การขยายผลบนโต๊ะพูดคุย จนอาจทำให้ฝ่ายรัฐบาลเสียเปรียบได้ ฉะนั้นการประสานงานระหว่างคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขฯฝ่ายรัฐบาล กับแม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 (ผอ.รมน.ภาค 4) จึงสำคัญมาก หากประสานกันไม่ดี ไม่มีความเป็นเอกภาพ โอกาสที่การพูดคุยจะถูกใช้เพื่อยุติความรุนแรง อาจกลายเป็นชนวนการสร้างความรุนแรงให้ขยายวงมากขึ้นได้

              - เมื่อการพูดคุยเดินหน้าไป ย่อมมีการก่อเหตุรุนแรงมากขึ้นจากกลุ่มที่คัดค้านกระบวนการพูดคุย หรือแม้แต่กลุ่มคนที่ได้ประโยชน์จากความรุนแรง

              - แม่ทัพอาจไม่มีอิสระในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาในพื้นที่มากนัก เพราะถูกคุมทิศทางด้วยนโยบายจากส่วนกลาง ทั้งการพูดคุยเพื่อสันติสุขฯ และนโยบายด้านอื่นๆ

              2.การดำรงตำแหน่งแม่ทัพต่อจาก พล.อ.ปราการ ซึ่งสร้างผลงานไว้จนเป็นที่ยอมรับ โดยเฉพาะจากภาคประชาสังคม และมีจุดเด่นเรื่องการสร้างการมีส่วนร่วมจากประชาชนในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบ ผ่านแนวคิด “ทุ่งยางแดงโมเดล” ซึ่งประสบความสำเร็จพอสมควร อาจกลายเป็นแรงกดดันในการทำงานของ พล.ท.วิวรรธน์ ได้เหมือนกันว่าจะสานต่อความสำเร็จได้มากน้อยแค่ไหน

              ขณะที่อดีตแม่ทัพอีกท่านหนึ่งที่มีบทบาทโดดเด่น คือ พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ ก็มีโครงการ “พาคนกลับบ้าน” ที่เป็นดั่ง “จุดขาย” หรือ “ผลงานชิ้นโบแดง” ทำให้หลายคนเฝ้ารอว่า พล.ท.วิวรรธน์ จะมีโครงการหรือผลงานเด็ดๆ อะไรของตนเองออกมาบ้าง เพื่อสร้างภาพจำในฐานะแม่ทัพภาคที่ 4

              ที่สำคัญยังเป็นแม่ทัพภาคที่ 4 ลูกหม้อของกองทัพภาคใต้ตัวจริงเสียงจริง ซึ่งดำรงตำแหน่งต่อจากแม่ทัพที่มาจากนอกพื้นที่ต่อเนื่องกันถึง 3 คน นโยบายหรือจุดขายของแม่ทัพวิวรรธน์ จึงกำลังถูกเฝ้ามองอย่างใกล้ชิด

              อย่างไรก็ดี ในอีกมุมหนึ่งก็มีบางฝ่ายมองว่า เป็นความได้เปรียบของแม่ทัพภาคที่ 4 คนใหม่ ที่ได้ร่วมงานกับอดีตแม่ทัพที่เก่งๆ มาแล้วหลายคน ซึ่งหากหยิบจุดเด่นและโครงการดีๆ ของอดีตแม่ทัพแต่ละคนมาต่อยอดอย่างมียุทธศาสตร์ ก็น่าจะทำให้สภาพปัญหาโดยรวมดีขึ้นได้ไม่ยาก

              3.การปรับกำลังของหน่วยยุทธการในพื้นที่ จากเดิมที่ใช้กำลังพลจากกองทัพภาคที่ 1 กองทัพภาคที่ 2 และกองทัพภาคที่ 3 รับผิดชอบพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้กองทัพละจังหวัด กล่าวคือ กองทัพภาคที่ 1 รับผิดชอบ จ.นราธิวาส (ร่วมกับนาวิกโยธินกองทัพเรือ) กองทัพภาคที่ 2 รับผิดชอบ จ.ปัตตานี และกองทัพภาคที่ 3 รับผิดชอบ จ.ยะลา

              ปัจจุบันได้มีการถอนกำลังจากกองทัพภาคอื่นไปมากแล้ว โดยเฉพาะกองทัพภาคที่ 2 แล้วส่งมอบให้กองทัพภาคที่ 4 ดูแลพื้นที่ จ.ปัตตานีแบบ 100% โดยใช้กำลังพลจากกองพลทหารราบที่ 15 (พล.ร.15) แม้จะมีกรมทหารพรานที่ 22 จากกองทัพภาคที่ 2 ร่วมรับผิดชอบพื้นที่ด้วย แต่ก็ขึ้นทางยุทธการกับทัพภาค 4 การรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ จ.ปัตตานี จึงเป็นความท้าทายที่สำคัญยิ่งของ พล.ท.วิวรรธน์ ในฐานะแม่ทัพภาคที่ 4 และ ผอ.รมน.ภาค 4

              ขณะเดียวกัน กำลังของทัพ 4 ยังมีกระจายอยู่ในทุกพื้นที่ คือ กองกำลังทหารพรานเลข 2 ตัวที่ขึ้นต้นด้วย 4 ทั้งหมด ซึ่งปัจจุบันมีถึง 9 กรม คือ กรมทหารพรานที่ 41-49 และยังมีกรมทหารพรานจากกองทัพภาคที่ 1-3 อีกกองทัพละกรม (กรมทหารพรานที่ 11-22-33) แต่ขึ้นทางยุทธการกับกองกำลังทหารพรานจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมมีกำลังถึง 12 กรมทหารพราน 172 กองร้อย กับอีก 9 หมวดทหารพรานหญิง

              จะเห็นได้ว่าความรับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 4 แทรกลงไปในทุกอณูของพื้นที่อย่างแท้จริง ฉะนั้นความสำเร็จของงานยุทธการจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ จึงขึ้นอยู่กับแม่ทัพภาคที่ 4 เป็นสำคัญ ซึ่งแตกต่างจากยุคก่อนๆ อย่างชัดเจน

              ณ วันนี้ สถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ดำเนินมาถึง 12 ปี ความสำเร็จของการแก้ปัญหาในสายตาประชาชนจึงเหลือเพียงคำตอบเดียว คือ “พื้นที่ต้องสงบ” เท่านั้น

              จึงนับเป็นงานยากและท้าทายอย่างยิ่งของแม่ทัพภาคที่ 4 คนใหม่นาม พล.ท.วิวรรธน์ ปฐมภาคย์
 


เปิดอ่าน