ตท.15ยกแผง‘ปรีชา จันทร์โอชา’จรัสแสง

ตท.15ยกแผง‘ปรีชา จันทร์โอชา’จรัสแสง : ทีมข่าวความมั่นคง

                การจัดแถวกองทัพมีความชัดเจนมากขึ้น เมื่อบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารประจำปี 2557 หรือ (โผทหาร) ที่คลอดออกมาล่าสุด จำนวน 1,092 ตำแหน่ง ถือว่าเยอะที่สุดในประวัติศาสตร์แห่งกองทัพไทย

                ในยุคของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) จะเข้าไปนั่งปฏิบัติภารกิจในการบริหารประเทศ ในฐานะตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 29 อย่างเต็มตัว ในวันที่ 1 ตุลาคม 2557 ได้มีการจัดระเบียบวางกำลังพลของกองทัพ เพื่อให้เกิดเสถียรภาพและความมั่นคงในช่วง “รอยต่อ” ของสถานการณ์บ้านเมืองที่จะนำไปสู่การเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทยตาม “โรดแม็พ” ระยะที่ 2 และ 3

                ในการปรับย้ายทหาร ซึ่งการปรับย้ายในครั้งนี้ ล้วนแต่เป็นคนที่ พล.อ.ประยุทธ์ ไว้เนื้อเชื่อใจเกือบทั้งสิ้น

                การเข้ามาคุมกำลังหลัก หากแต่ยังไม่รวมถึง “เด็กเส้น-เด็กฝาก-เด็กสาย” ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ตบเท้าเข้ามาได้ดีกันถ้วนหน้า แม้แต่คนที่คุมกำลังในการยึดอำนาจที่ผ่านมาก็ได้ดีเช่นกัน

                โดยไฮไลท์เริ่มจาก ผบ.เหล่าทัพ ที่ถูกจัดวางใหม่ทั้งหมด โดยเริ่มจาก พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล (ตท.13) เสนาธิการทหาร ที่ขยับมาเป็นปลัดกระทรวงกลาโหม และมี พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร (ตท.12) รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด ซึ่งทั้งคู่ต่างถูกผลักดันให้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดด้วยกันทั้งคู่

                พล.อ.ศิริชัย ได้รับการผลักดันจาก พล.อ.ประวิตร พี่ใหญ่แห่งบูรพาพยัคฆ์ แต่ถูก พล.อ.วรพงษ์ แซงโค้งในช่วงสุดท้าย โดยได้รับการผลักดันจากเพื่อนรักอย่าง พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ที่ขณะนี้มีตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ “การันตี”

                ขณะที่ พล.อ.ศิริชัย ไปคุมสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ก็ถือว่าไม่ขี้เหล่หากเทียบเท่ากับตำแหน่งที่มีอยู่

                ส่วน กองทัพบก ถือว่าเป็นไปตามโผ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร (ตท.14) จากรองผู้บัญชาการทหารบก ขึ้นมาผงาดในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกคนที่ 38 พร้อมควบกับตำแหน่ง รมช.กลาโหม อีก 1 ตำแหน่ง

                ขณะที่กองทัพเรือมี พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือ (ตท.13) ขึ้นเป็น ผู้บัญชาการทหารเรือ และมี พล.อ.อ.ตรีทศ สนแจ้ง (ตท.14) เสนาธิการทหารอากาศ เป็น ผู้บัญชาการทหารอากาศ แบบไม่มีการพลิกโผ

                แต่สิ่งที่น่าจับตามองการโยกย้ายครั้งนี้ ที่มีชื่อของ พล.ท.ปรีชา จันทร์โอชา (ตท.15) แม่ทัพภาคที่ 3 น้องชายแท้ๆ ของ พล.อ.ประยุทธ์ เข้าไลน์ 5 เสือ ทบ. ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก คู่กับ พล.ท.ธีรชัย นาควานิช (ตท.14) แม่ทัพภาคที่ 1 และมี พล.ท.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข (ตท.15) จากรองเสนาธิทหารทหารบก เป็น เสนาธิการทหารบก

                การขยับ พล.ท.ปรีชา มาเข้าไลน์ 5 เสือ ทบ. ทำให้เส้นทางสู่การเป็นแม่ทัพบก ภายหลัง พล.อ.อุดมเดช เกษียณอายุราชการก็สดใสขึ้นมาในทันที

                แม้จะมี พล.ท.ธีรชัย เพื่อนร่วมรุ่นกับ พล.อ.อุดมเดช ก็คงจะลุ้นเก้าอี้สูงสุดของกองทัพบกได้ยาก เนื่องจากองคาพยพที่ลดหลั่นลงไปนั้น เหมือนกับจะรองรับ ตท.15 ไว้อย่างเหมาะเจาะ

                แม้ว่าปลายทางของคนที่จะขึ้นมาเป็นแม่ทัพบกหลังจากที่ พล.อ.อุดมเดช เกษียณในปี 2558 ยังไม่ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่เท่าที่สแกนดูแล้วไม่มีใครโดดเด่นเท่า พล.ท.ปรีชา เมื่อมีพี่ชายแท้ๆ นั่งอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. จึงไม่แปลกที่ประวัติศาสตร์เมือง จะมีตระกูล “จันทร์โอชา” เป็นทั้งนายกรัฐมนตรี และผู้บัญชาการทหารบกในคราวเดียวกัน

                ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ตระกูล “ชินวัตร” ก็เคยสร้างประวัติศาสตร์มาแล้วเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ขณะที่ พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก

                นอกจากนี้ ยังจัดวางกำลังใน 4 กองทัพภาคใหม่ทั้งหมด เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ เห็นว่านับจากนี้สถานการณ์ชายแดนไทยที่ติดต่อกับเพื่อนบ้านค่อนข้างมีความสำคัญและละเอียดอ่อน จึงมีการจัดวางกำลังใหม่ทั้งหมด โดยเริ่มจากการขยับให้ พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ (ตท.16) จากผู้ช่วยเสนาธิการทหารบก ฝ่ายยุทธการ มาดำรงตำแหน่งเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 เพื่อขยับเคลื่อนเดินหน้างานศูนย์ปรองดองเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (ศปป.) ที่ถือว่ายังมีความสำคัญต่อการเดินหน้าปฏิรูปประเทศ

                ส่วน กองทัพภาคที่ 2 พล.ต.ธวัช สุกปลั่ง (ตท.15) รองแม่ทัพภาคที่ 2 ขึ้นเป็นแม่ทัพภาคที่ 2 เพื่อติดตามงานในพื้นที่ภาคอีสาน 20 จังหวัด โดยเฉพาะการติดตามงาน “กลุ่มใต้ดิน” ที่ยังสร้างปัญหาให้แก่ “รัฐบาลและคสช."

                กองทัพภาคที่ 3 มี พล.ท.สาธิต พิธรัตน์ (ตท.15) ขยับจากแม่ทัพน้อยที่ 3 เป็น แม่ทัพภาคที่ 3 ซึ่งงานหลักคล้ายๆ กับการปฏิบัติการของกองทัพภาคที่ 2 ที่ยังมี “กลุ่มใต้ดิน” เคลื่อนไหวในพื้นที่จนไม่สามารถยกเลิก “กฎอัยการศึก”

                กองทัพภาคที่ 4 พล.อ.ประยุทธ์ ตัดสินใจโยก พล.ท.วลิต โรจนภักดี (ตท.15) แม่ทัพภาคที่ 4 ขึ้นไปเป็น รองเสนาธิการทหาร กินตำแหน่งอัตราพลเอก ก่อนที่จะเกษียณในปี 2559 และเปิดทางให้ พล.ต.ปราการ ชลยุทธ (ตท.15) จากรองแม่ทัพภาคที่ 4 ขึ้นเป็น แม่ทัพภาคที่ 4

                ที่สำคัญก็คือ บรรดานายทหารระดับคุมกำลังปฏิวัตินั้น มีการขยับขึ้นรับตำแหน่งสูงขึ้น ระดับรองก็เติบโตขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญ นั่นก็ทำให้เห็นว่า เสาหลักที่ค้ำยัน คสช.และรัฐบาล แกร่งเสียยิ่งกว่าหินผา และก็น่าจะยาวไปจนถึงวันที่นายทหารคุมกำลังระดับ "พันเอก" ก้าวขึ้นมารับช่วงเลยทีเดียว

----------

(หมายเหตุ  : ตท.15ยกแผง‘ปรีชา จันทร์โอชา’จรัสแสง : ทีมข่าวความมั่นคง)


เปิดอ่าน