'บิ๊กตู่'พร้อมสู้คดีปราบแดง-ไม่สน'นิรโทษฯ'

'ประยุทธ์'ย้ำทหารไม่ใช่'ผู้ร้าย'ฆ่าคนเสื้อแดง ไม่สน'นิรโทษกรรม'ให้ ลั่นทหารไม่เคยกลัวรบเขมร วอนปชช.สงบสติอารมณ์-อดใจรอศาลตัดสินคดี

                28 ต.ค.56 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) กล่าวถึงกรณีที่มีความกังวลว่า ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม จะทำให้เกิดความขัดแย้งมากขึ้นว่า ต้อองรอให้กระบวนการดำเนินการนิรโทษกรรมออกมาก่อนและดูว่า จะเกิดอะไรขึ้น อย่าคาดการณ์ล่วงหน้า เพราะจะมองว่าเป็นเรื่องร้ายแรงไปหมด หากเลวร้ายจริงๆ คงหาทางแก้ไข ในช่วงจังหวะนี้ทุกคนต้องมีขันติ สติ รู้คิด รู้ทำ อย่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัส เพื่อแสดงความไว้อาลัยสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งเราต้องไว้ทุกข์กัน 1 เดือน

                ผบ.ทบ.กล่าวต่อว่า  ภายใน 30 วันนี้ ต้องนำคำสอนของท่านไปอ่านดูว่าท่านได้รับสั่งอะไรไว้บ้าง อย่างน้อยต้องรู้เรื่อง เบญจศีล เบญจธรรม ซึ่งประเทศไทยต้องก้าวไปข้างหน้า ด้วยกฎหมาย ความเข้าใจ และวิธีการแก้ไขปัญหาที่สันติ ส่วนกรณีที่มีการปลุกระดมมวลชนออกมาเคลื่อนไหว หากพ.ร.บ.นิรโทษกรรมผ่านวาระ 3 ในสภานั้น ต้องรอดูกันต่อไปว่า มีการปลุกระดมอย่างไร ทั้งนี้ ทางตำรวจมีหน้าที่รักษาความสงบ โดยการตั้ง ศอ.รส.และประกาศพ.ร.บ.ความมั่นคง ตนไม่อยากให้ทุกฝ่ายใช้ความรุนแรง ซึ่งตนบอกกับ ผบ.ตร.ว่า ถ้าพวกเขาชุมนุมด้วยความสงบ ไม่ละเมิดกฎหมายก็เป็นสิทธิของพวกเขา ดังนั้น อย่าทำให้เกิดความรุนแรงขึ้น ไม่เช่นนั้นจะแยกขั้วเป็นสองฝ่ายแล้วฆ่ากัน

                เมื่อถามว่า ทำความเข้าใจกับญาติของทหารที่บาดเจ็บ หรือเสียชีวิตหรือไม่ หากต้องมีการนิรโทษกรรม พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการทำความเข้าใจโดยตลอด โดยเฉพาะการดูแลครอบครัว ส่วนจะมีการนิรโทษกรรมหรือไม่นั้น ยังมาไม่ถึง ที่ผ่านมาตนเรียกญาติกำลังพลมาพบเดือนละครั้ง เพื่อชี้แจงเรื่องคดี และสอบถามการดำรงชีวิต อยากให้ไปเอาคำสั่งการปฏิบัติงานในปี 2553 มาดูว่า เราดำเนินการอย่างไร วันนี้พูดเรื่องทหารทำร้ายประชาชนอย่างเดียว แต่ไม่เห็นมีใครกล้าพูดว่า วันนั้นมีอะไรเกิดขึ้น ไม่เข้าใจว่า ทำไมถึงไม่พูดว่ามีใครยิงใส่ทหารจากใครก็ไม่รู้ ส่วนที่มีการมองว่า เป็นความพยายามจะนำเรื่องของคดีมาบีบทหาร เพื่อให้ยอมรับเรื่องพ.ร.บ.นิรโทษกรรมนั้น ตนไม่เกี่ยวข้อง เพราะไม่อยู่ในกระบวนการ และไม่ใช่ผู้ร้าย ไม่ต้องมานิรโทษให้กับตน ซึ่งตนจะสู้คดี

                เมื่อถามว่า ทหารอาจจะต้องการให้นิรโทษกรรม พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ตนไม่ใช่นักโทษ และคดีจะต่อสู้ถึง 3 ศาล ส่วนกำลังพลต้องการนิรโทษกรรมหรือไม่ ต้องไปถามพวกเขาดู แต่เท่าที่เรียกมาคุยไม่เห็นว่า อยากจะให้นิรโทษ ซึ่งตนพยายามบอกกับเขาว่า กองทัพไม่ใช่คู่ขัดแย้ง เป็นเจ้าหน้าที่เหมือนวันนี้ตำรวจเป็นเจ้าหน้าที่ และในวันนั้นตำรวจเป็นเจ้าพนักงานร่วมกับทหาร และตำรวจก็ไปก่อนทหารด้วย

                “สื่อบางสื่อใช้ไม่ได้เพราะเขียนข่าวแบ่งคนเป็นพวกๆ และเมื่อถึงเวลาคนพวกนี้เขาออกมาตีกัน สื่อต้องรับผิดชอบด้วย วันนี้หลายเหตุการณ์เกิดขึ้นพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นม็อบ ชายแดน ภาคใต้ และปัญหาอื่นๆ ยังแก้ไม่ได้สักเรื่อง เราพยายามแก้ไขปัญหาให้ได้รวดเร็ว แต่ดูเหมือนสื่อต้องการให้เหตุการณ์แรง ผมไม่เข้าใจ เหตุการณ์ในประเทศไทยเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่ไม่เคยนำมาเป็นบทเรียนเพื่อไม่ให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์มาเสียชีวิต การที่ท่านจะมุ่งไปสู่เป้าหมายอะไร ต้องหาวิธีการที่ไม่รุนแรง หรือไม่กระทบคนอื่น ยืนยันว่าทหารทำหน้าที่จริงใจทุกปี ทุกเหตุการณ์ ทหารต้องทำงาน 100 เปอร์เซ็นต์ จะเอาทหารออกมา เตาะแตะไม่ได้ อย่าเรียกร้องให้ทหารออกมา ทหารออกมาจะวุ่นวาย อยากขอให้ทุกคนเข้าใจทหาร”ผบ.ทบ.กล่าว

                

              

 
ลั่นทหารไม่เคยกลัวรบเขมร แต่หวั่นกระทบปชช.เจ็บ-ตาย

                

                 พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงกรณีที่นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ เดินทางไปพูดคุยกับนายฮอร์ นัม ฮง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศของประเทศกัมพูชา เพื่อหารือถึงแนวทางปฏิบัติของทั้ง 2 ประเทศ เพื่อรองรับคำตัดสินของศาลโลกในวันที่ 11 พ.ย.นี้ ว่า กองทัพบกได้จัดผู้แทนร่วมไป ซึ่งจะต้องพูดคุยหลายด้าน ที่ผ่านมาเราไม่ได้หารือเฉพาะข้อขัดแย้งตามแนวชายแดน แต่ยังพูดคุยถึงความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศ เพราะการแก้ปัญหาต้องอาศัยความสัมพันธ์อันดี จากการประชุมผบ.ทบ.แปซิฟิก ตนได้เล่า ผบ.ทบ.29 ประเทศ ฟังว่า เรามีข้อขัดแย้ง และปัญหาต่างๆ ที่ต้องแก้ไข ทุกคนก็เอาใจช่วย และอยากให้แก้ปัญหาด้วยสันติวิธีด้วยการพูดคุยแบบทวิภาคี เพราะเมื่อมีปัญหาต้องพูดคุยเพื่อหาทางออกให้ได้

                “คิดว่า ไม่มีใครอยากจะรบกัน วันนี้คนไทยหลายกลุ่มแสดงความเป็นห่วง ผมเข้าใจและร้อนใจเหมือนกัน แต่จะหาหนทางปฏิบัติเพื่อให้เกิดสันติสุขมากที่สุด อยากให้ทุกคนตั้งสติ ก่อนหน้านี้เราเคยปะทะกับกัมพูชามาแล้ว ทุกคนเห็นว่า รุนแรง อย่ามาบอกว่า ทหารกลัว ไม่มีทหารประเทศไหนกลัวการรบ แต่กลัวความรุนแรงที่จะเกิดขึ้น เพราะส่งผลกระทบกับประชาชน ในประเทศอื่นๆ ก็มีความขัดแย้งแต่ไม่มีการรบกัน เพราะใช้การพูดคุยกัน แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องรบ ทหารพร้อมรบเสมอ แต่ถ้ารบกันจะลามไปตลอดแนวชายแดนจนกลายเป็นการรบกันระหว่างประเทศ ทหารคงไม่เป็นไร แต่ประชาชนจะอยู่อย่างไร ผมมุ่งหวังไม่อยากให้รบกัน เคยจำคำพูดของ นายพลแม็คอาเธอร์ ได้หรือไม่ว่า บุคคลที่กลัวการรบมากที่สุดคือ ทหาร เพราะรู้ว่า รบกันแล้วจะต้องเจ็บหรือตายแค่ไหน ยืนยันว่า ทหารไทยทุกคนพร้อมรบ ทั้งนี้ไม่อยากให้คาดการณ์ล่วงหน้า ทุกสถานการณ์สามารถแก้ปัญหาได้ ขั้นตอนแรก คือ พูดคุยกันให้รู้เรื่อง แล้วรอให้ถึงวันนั้น และคอยดูว่า เราจะแก้ปัญหาอย่างไร คนไทยทั้งประเทศ ไม่ว่า กลุ่มไหน หรือสีไหน ทุกคนรักชาติด้วยกันทั้งนั้น คงไม่มีใครไม่รักชาติ การไปวิเคราะห์ วิจารณ์ว่า จะเกิดเหตุการณ์บริเวณนั้น จะทำให้เกิดความเข้าใจผิดและประชาชนจะสับสน จนส่งผลกระทบต่อการแก้ปัญหา โดยเฉพาะทหารที่อยู่ตามแนวชายแดน อยากให้สงบสติอารมณ์บ้าง และปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้องแก้ปัญหา“ ผบ.ทบ. กล่าว

                พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า เราอย่าเอาเรื่องพรมแดนมาเป็นความขัดแย้งจนอยู่กันไม่ได้ เราควรมาสร้างประโยชน์ร่วมกัน ถ้ารบกันก็มีแต่สูญเสีย ถ้าร่วมมือกันจะได้ทั้ง 2 ประเทศ ตนได้เสนอกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ว่า ควรกำหนดพื้นที่ชายแดนบริเวณช่องทางถาวรเป็นพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งท่านรับในหลักการ ตนมองว่า หากกำหนดเป็นพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษได้จะเป็นการแก้ปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรได้ และจะเป็นการลดปัญหาเขตแดน ทั้ง 2 ประเทศต้องพูดคุยกันว่า จะใช้ประโยชน์จากพื้นที่เหล่านั้นอย่างไร โดยไม่มีใครเป็นเจ้าของ ตนไม่อยากให้ใช้อาวุธกัน เพราะการรบกันวันนี้ อาวุธมันรุนแรง ทหารไม่ได้กลัว แต่ห่วงว่าจะหยุดไม่อยู่ ระหว่างนี้อยากให้ทุกคนรอว่า หลังการพูดคุยจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

                ”ในสายตาทั่วโลกมองว่า ประเทศไทยใหญ่กว่า ทันสมัย กองทัพมียุทโธปกรณ์เข้มแข็ง ถ้าเราทำอะไรเกินเลยมากไปจะเสียเปรียบ ส่วนที่เราติดลำโพงตามแนวชายแดนก็มีบางสื่อบอกว่า เราไปกลัวเขา อันนี้เรียกว่า ไม่เข้าใจ และทำลายพวกเดียวกันอีก สิ่งที่ผมต้องการ คือ การสร้างความเข้าใจ เพราะบางครั้งเวลาเกิดเหตุติดต่อกันไม่ได้ ไม่ใช่ว่า ติดลำโพงเพราะเรากลัวเขา อยากให้ทุกคนเข้าใจผม ขนาดคิดละเอียดอ่อนขนาดนี้ ยังมีคนโจมตีว่ากลัวกัมพูชา อยากบอกว่า ไม่มีใครกลัวใคร สื่อเป็นส่วนหนึ่งทำให้บ้านเมืองไปได้ วันนี้ยังแก้ไขปัญหาอะไรไม่ได้สักเรื่อง เพียงก้าวแรกจะรบกันเสียแล้ว ทุกอย่างต้องเริ่มทีละขั้นจนพูดคุยกันไม่ได้แล้วถึงจะรบกัน คิดว่า ทุกปัญหามีวิธีแก้ไข อยากให้คนไทยแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ทั้งการพูดคุย หรือกระบวนการกฎหมาย ถ้าไม่ใช้วิธีนี้ก่อนแล้วรบกัน ประเทศชาติก็อยู่ไม่ได้ ล้มเหลวกันหมดแล้วเราจะไม่มีใครเขาคบ”พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

                เมื่อถามว่า เกรงหรือไม่ว่า ทั้งสองประเทศจะนำความขัดแย้งทางการเมืองภายในมาจุดกระแสจนนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างประเทศ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ต่างฝ่าย ต่างต้องดูแลประชาชนของตัวเอง ต่างฝ่ายก็ต่างห่วงประเทศของตัวเอง อย่างประเทศไทยถือว่าหนักแล้ว ต่างคนต่างแก้ปัญหากันไป ส่วนกรณีที่ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสมช.ระบุว่า กำลังจับตาการเคลื่อนไหวของ นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มกรีน ที่เรียกตัวแทนกลุ่ม 77 จังหวัดมาประชุมเพื่อเคลื่อนไหวใหญ่นั้น เขาต้องมีการทำความเข้าใจกัน และประชาชนตามแนวชายแดนไม่อยากให้มีการสู้รบ ครั้งที่แล้วที่มีการปะทะกัน มีบ้านเรือนเสียหายไฟไหม้ 30 หลัง มีใครไปช่วยเขาหรือไม่ ถ้ารบก็ตายกันเยอะ คนที่จะตายมาก คือ ประชาชน ทหารได้วางแผนในการอพยพคน หากมีการรบกันจริงๆ แต่ถ้าเลี่ยงไม่รบก็จะเป็นการดี

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกัน ไลน์@komchadluek ที่นี่

เปิดอ่าน