จากหนังสือเล่มแรก ถึงรางวัลนราธิป 2554

จากหนังสือเล่มแรก ถึงรางวัลนราธิป 2554 : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล

             เมื่อ พ.ศ.2489 เด็กนักเรียนชั้นมัธยม 5 โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ได้เขียนนวนิยายเรื่องแรกในชีวิตเมื่ออายุเพียง 15 ปี ซึ่งเป็นเรื่องโลดโผนตามประสาวัยรุ่น เพื่ออ่านกันเล่นๆ ในหมู่เพื่อนนักเรียน นวนิยายเรื่องนั้นมีชื่อว่า “เห่าดง” และอีก 2 ปีต่อมา เขาก็ได้เขียนจินตนิยายเรื่อง “จุฬาตรีคูณ” ซึ่งโด่งดังเมื่อครูแก้ว อัจฉริยะกุล นำไปสร้างเป็นละครเวทีประกอบบทเพลงที่ครูแก้วแต่งร่วมกับครูเอื้อ สุนทรสนาน ถึง 4 เพลง ส่งให้ชื่อของผู้ประพันธ์คือ “พนมเทียน” เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่อายุได้ 17 ปี และจากวันนั้นเป็นต้นมา “พนมเทียน” ได้สร้างผลงานไว้อย่างมากมาย ทั้งในแนวรักกระจุ๋มกระจิ๋ม เช่น กัลปังหา มัสยา ละอองดาว สกาวเดือน รัศมีแข แววมยุรา อาชญนิยาย เช่น เล็บครุฑ ทูตนรก มัจจุราชสีรุ้ง แนวจิตวิญญาณ เช่น รัตติกัลยา รัตติกาลยอดรัก และสุดยอดตลอดกาล คือนวนิยายแนวป่าดงพงพีเรื่องเพชรพระอุมาซึ่งใช้เวลาเขียนนานกว่า 25 ปี  “พนมเทียน” ได้รับการประกาศเกียรติคุณเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ เมื่อ พ.ศ.2540
 
               สุกัญญา ชลศึกษ์ นักเรียนโรงเรียนราชินี มีอายุ 15 ปี เมื่อเรื่องสั้นชื่อ “ของขวัญปีใหม่” ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ไทยใหม่วันจันทร์ ในนามปากกา “กัญญชลา” ประมาณปี พ.ศ.2489 หลังสำเร็จการศึกษาและทำงานที่กรมประมง กระทรวงเกษตรฯ เธอก็มีผลงานเรื่องสั้นและนวนิยาย เช่น ประตูสีเทา ดอกหญ้า และดวงตาสวรรค์ ลงพิมพ์ในนิตยสารศรีสัปดาห์อย่างต่อเนื่อง จนถึงปี พ.ศ.2501 จึงเริ่มใช้นามปากกา “กฤษณา อโศกสิน” เขียนนวนิยายเรื่อง “วิหคที่หลงทาง” ลงพิมพ์ในนิตยสารสตรีสาร ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปี ในการเขียน สุกัญญามีผลงานซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีมากมาย เช่น ตะวันตกดิน ถ่านเก่าไฟใหม่ เมียหลวง เรือมนุษย์ น้ำเซาะทราย สวรรค์เบี่ยง น้ำผึ้งขม เป็นต้น เธอได้รับรางวัลจากการประกวดวรรณกรรมต่างๆ มากมาย รวมทั้งรางวัล สปอ.ประจำปี 2515 จากเรื่องตะวันตกดิน ได้รับรางวัลซีไรต์ ประจำปี 2528 จากเรื่องปูนปิดทอง และได้รับการประกาศเกียรติคุณเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ เมื่อ พ.ศ.2531
 
               เพ็ญศรี เคียงศิริ เริ่มเขียนเรื่องสั้นและนวนิยายอันเป็นงานที่เธอรัก เมื่อสำเร็จการศึกษาด้านกายภาพบำบัด จากประเทศออสเตรเลีย และเปิดคลินิกส่วนตัว โดยได้รับคำแนะนำจาก ก.สุรางคนางค์ ซึ่งเป็นป้าสะใภ้ของสามี ผลงานชิ้นแรกที่ได้รับการลงพิมพ์คือเรื่องสั้นชื่อ ตามีแวว ในนิตยสารเพลินจิต ในนามปากกา “ศิริเพ็ญ” หลังจากได้เริ่มใช้นามปากกา “นราวดี” เขียนนวนิยายลงพิมพ์ในนิตยสารกุลสตรี
 
               ซึ่งมีคุณชิต กันภัย เป็นเจ้าของและบรรณาธิการ ผลงานในระยะแรกเป็นเรื่องเบาสมอง เช่น น้ำตาดาว และรักที่ปรารถนา ต่อมาจึงเขียนเรื่องเกี่ยวกับชีวิตมากขึ้น เช่น ลูกเลี้ยง นางอาย สนสะท้าน ฟ้าใกล้ทะเลกว้าง ฟ้าสางที่กลางใจ เป็นต้น เพ็ญศรี เคียงศิริ เคยดำรงตำแหน่งนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย คนที่ 13 (พ.ศ.2542-2544) และได้รับรางวัลสุรินทราชา ประจำปี 2551 จากสมาคมนักแปลและล่ามฯ
 
               สมนึก สูตะบุตร อดีตครูอนุบาล และข้าราชการ ก้าวเข้าสู่วงการประพันธ์โดยผ่านเวทีการประกวดเรื่องสั้นในนิตยสารนารีนารถ ซึ่ง ก.สุรางคนางค์ เป็นบรรณาธิการ เมื่อเรื่องสั้น “รักฉากสุดท้าย” ของเธอชนะการประกวด ต่อมาเรื่องสั้นชื่อ “ปลายทางของสลี” ก็ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดของนิตยสารแสนสุข ตามด้วยนวนิยายเรื่องแรกคือ “หมอกสวาท” และประสบความสำเร็จอย่างสูงด้วยนวนิยายเรื่องที่สอง “สลักจิต” ซึ่งลงพิมพ์ในนิตยสารเพลินจิต เมื่อปี พ.ศ.2503 แล้ว ครูแก้ว อัจฉริยะกุล นำไปสร้างเป็นละครวิทยุ ให้เสียงโดย รัชนี จันทรังษี และ ฉลอง สิมะเสถียร จนคนติดกันทั้งเมือง สมนึก สูตะบุตร เป็นเจ้าของนามปากกา “บุษยมาส” ซึ่งสร้างสรรค์นวนิยายไว้กว่า 100 เรื่อง เช่น มัตติกา สุริยาที่รักในอ้อมอกาสรรค์ อสูรสวาท เป็นต้น
 
               นักเขียนทั้ง 4 ท่าน มีอายุ 80 ปีในปีนี้ ทุกท่านล้วนเดินทางบนถนนวรรณกรรมมาเนิ่นนานกว่าครึ่งศตวรรษ และยังคงมีผลงานปรากฏแก่สายตาของนักอ่านอย่างไม่ขาดสายซึ่งผลงานเหล่านั้นได้รับการนิยมยกย่องอย่างกว้างขวาง ในวันเสาร์ที่ 28 มกราคมนี้ สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย จึงมีพิธีมอบรางวัลนราธิป ประจำปี 2554 แด่ “พนมเทียน” “กฤษณา อโศกสิน” “นราวดี” และ “บุษยมาส” และนักเขียนอาวุโสอื่นๆ อีก 11 ท่าน ณ หอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี กรุงเทพฯ
 
               ตั้งแต่เวลา 10.00 น. ขอเชิญแฟนคลับไปร่วมคารวะและแสดงความยินดีกับนักเขียนที่คุณชื่นชมครับ


เปิดอ่าน