แดงเทียมเจ๊งชู"เดอะ อ๋อย"นำทัพแดงแท้

การแพลมชื่อสหายเก่าอย่าง "ภูมิธรรม เวชยชัย, เกรียงกมล เลาหะไพโรจน์, พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช” ขึ้นมาเชิดเป็นหัวขบวนของ “กองทัพแดง" ส่อให้เห็นอาการที่เรียกว่า “เขย่าตัว” อย่างแรงในระดับการนำ

สะท้อนให้เห็นว่า ขบวนเสื้อแดงถึงเวลาต้องปรับสูตรใหม่ในการนำมวลชนสู้สงครามการเมืองที่ซับซ้อนมากขึ้น

 หลังจาก “ทักษิณ ชินวัตร" ปล่อยให้สามเกลอ “จตุพร พรหมพันธุ์, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, วีระ มุสิกพงศ์” สวมบท “พระเอกหนังบู๊" งัดแผน “เผด็จศึก” ก่อจลาจลกลางเมือง หวังยั่วให้ “รัฐ" ที่มีสภาพเป็น “เนื้อหอย" ซ่อนรูปอยู่ในเปลือกสีเขียว ออกมาอาละวาดปราบปรามประชาชน

 เป็นเงื่อนไขให้มวลชนประกาศชัย แล้วปิดเกมเสร็จสิ้นในสงกรานต์

 แต่กระแสสวิงกลับ เมื่อเปลือกหอย ร้องเพลง “ท.ทหาร อดทน”

 นอกจากจะไม่ผลีผลามเข้าจัดการแล้ว ยังเด้งเชือกดึ๋งดั๋ง ล่อให้ “ขบวนแดง” อารมณ์พลุ่งพล่าน หาทางลงไม่เจอ สุดท้ายหันไปเปิดศึกกับประชาชนด้วยกันเอง แล้วจึงตลบหลัง เป็นจุดจบของการเคลื่อนไหวแนว “ฮาร์ดคอร์”

 ที่สำคัญจนถึงขณะนี้ยังหาศพมา “บูชายัญ” ไม่เจอสักราย

 ขณะที่ "ทักษิณ" ต้องแบกรับเอาผลพวงความพลาดท่าของ “สามเกลอ” ไปเต็มๆ ในฐานะที่เป็นผู้ปลุกระดมหลักผ่านวิดีโอลิงก์

 ภาพลักษณ์ที่หวังจะปั้นให้คล้ายคลึงกับนักเรียกร้องประชาธิปไตย อย่าง “ปรีดี พนมยงค์” หรือ “เนลสัน แมนเดลา" กลับถูกจูนไปอยู่ในคลื่นที่ใกล้เคียง “บิน ลาเดน" ไปซะอย่างนั้น !!

 หนทางเคลื่อนไหวถูกบีบให้แคบลง และแคบลง

 ยกแรก “กองทัพแดง" ชกวืดแถมยังสะดุดขาตัวเองล้ม

 ยกสอง ต้องฟิตร่างกาย ปกปิดบาดแผลที่บอบช้ำเหลือเกิน เพื่อเดินออกจากมุมมาชกใหม่

 การ “ถ่ายเลือด" จาก “สามเกลอ” ฮาร์ดคอร์ จึงเป็นภารกิจที่ "ทักษิณ" ต้องเร่งทำให้เร็วที่สุด

 ต้องล้างภาพ “แดงเถื่อน" ให้หมดจด ก่อนที่จะถูกลากดิ่งลงเหวลึง กลายเป็นบุคคลอันตรายระดับโลก ไม่เป็นที่ปรารถนาของนานาประเทศ

 ยามนี้ บทบาทของ “สหายสุภาพ” นามจัดตั้งของ “จาตุรนต์ ฉายแสง” จึงถูกปลุกปั้นให้ขึ้นมายืนบนเวที กลบภาพบู๊ล้างผลาญของสามเกลอ

 แต่ปัญหาคือ “จาตุรนต์” เป็นนักเคลื่อนไหวที่คลาสสิก และมีหลักเกินกว่าที่จะ “ถวายตัว” รับใช้จำนนต่อ “ทักษิณ" อย่าง “นายใหญ่" กับ “ลูกน้อง” เหมือนที่สามเกลอสยบยอมมาก่อน

 ดังนั้น ชื่อของ “จาตุรนต์” จึงผุดออกมาพร้อมกับ “ภูมิธรรม” “พรหมินทร์" และ “เกรียงกมล" อดีตนักรบแห่งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ที่ถูกซ้ายสีเหลืองขนามนามว่า

 “ซ้ายอกหัก”

 แม้ว่าทั้ง 4 สหายจะเป็นผู้ที่เคยได้ดิบได้ดีทางการเมือง จากอำนาจวาสนาของ "ทักษิณ" มาก่อน

 แต่ยุทธศาสตร์ในการชู “ทักษิณ” ซึ่งมีคดีความพัวพัน เป็นหัวขบวนในการต่อสู้นั้น มันกลายจุดเปราะบาง เป็นบ่อน้ำมันให้ฝ่ายตรงข้ามโจมตีให้แหลกเละได้โดยง่าย

 สหายเก่าผู้ช่ำชองในการศึกสงคราม ย่อมมองทะลุช็อตว่า “ไปไม่รอด"

 แต่ครั้นหาก “ซ้ายเก่า” จะ “ยึดอำนาจ" ชิงธงในการนำ “กองทัพแดง” จากอุ้งมือของ "ทักษิณ" และพรรคเพื่อไทยอย่างเบ็ดเสร็จ ก็ต้องถามว่าจะรอดหรือไม่

 แผนนี้ใช่ว่าจะไม่เคยคิด !!!

 ทั้ง “จรัล ดิษฐาอภิชัย" ทั้ง “นพ.เหวง โตจิราการ" ทั้ง “สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์" ก็แอบหวังลึกๆ ว่า เมื่อถึงจุดหนึ่งจะต้องเขี่ย “ทักษิณ" เข้าทำการ “เทคโอเวอร์"

 แล้วนำขบวนมวลชนฝ่าข้ามผลประโยชน์ “ทักษิณ" สร้างสังคมใหม่ที่ปราศจากอำนาจมืดของ “อำมาตย์”

 แต่สุดท้ายก็ต้องก้มหัวกับลิ่วล้อ “ทักษิณ” เพราะต้องใช้บริการ “หัวคะแนน" ของ “นักเลือกตั้ง“ พาคนมาร่วมม็อบ
 
 และฝ่ายที่คุมกำลังคือสามเกลอและเครือข่าย ส.ส. จึงเป็นผู้ยึดกุมยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี ในการเคลื่อนไหว ซึ่งเห็นแล้วว่าพ่ายพับอย่างไม่เป็นท่า

 ดังนั้น “กองทัพแดง" ถึงจุดที่ถูกดันไปยืนอยู่บนทางสองแพร่ง จะยังโอบอุ้ม "ทักษิณ" เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการก็จะเปิดจุดอ่อนให้ข้าศึกโจมตี

 แถมตอนนี้ยังเพิ่ม “จักรภพ เพ็ญแข" ให้ต้องอุ้มอีกคน ยิ่งหนักเข้าไปใหญ่

 ขบวนการสีแดงจะแบกน้ำหนักขนาดนี้ในสมรภูมิไหวหรือไม่ ?

 แต่ครั้นจะสลัด “มหาเศรษฐี" พลัดถิ่นรายนี้ทิ้งไปเสียกลางทาง ก็หวั่นว่าจะเอาทุน เอามวลชนที่ไหนมาขับเคลื่อนสนองอุดมการณ์ของ “ซ้ายเก่า"

 นาทีนี้จึงเป็นเวลาที่ “กองทัพแดง” ไม่มีทางเลือก ต้องหาสูตรผสมที่ “ลงตัว" แล้วเดินต่อ

 แต่หากพลาดอีกเป็นครั้งที่ 2 ก็มีแนวโน้มที่ “ศัตรู” จะขย้ำจนไม่เหลืออะไรเลย !

 เสถียร วิริยะพรรณพงศา


เปิดอ่าน