"อรนุช ผลภิญโญ" สาวนักสู้ร่วมอุดมการณ์พรรค"อนาคตใหม่"

คนในข่าว  :  31 ม.ค. 2562

คอลัมน์...  ตลาดความคิด... รุ่นใหม่การเมือง


 

          ในภาวะการเมืองหอมกรุ่น หลายคน หลายวงการ ประกาศตัวลงสู้ศึกเป็นตัวแทนประชาชนเพื่อหวังไปนั่งเก้าอี้ในสภา หนึ่งในนั้นคือ “อรนุช ผลภิญโญ” สาวนักสู้แห่งที่ราบสูง เมืองเกินร้อยแต่ติดสอยห้อยตามครอบครัวไปปักหลักอยู่ที่ อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ และเป็นที่ปรึกษาให้แก่ชาวบ้านที่มีปัญหาป่าไม้และที่ดินทำกินร่วมกับสามีคือ ปราโมทย์ ผลภิญโญ 

 


          ทั้งสองคน ทำงานต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ประชาชนตั้งแต่สมัยเป็นนิสิต นักศึกษา และต่อสู้มาจนถึงทุกวันนี้ด้วยอุดมการณ์แน่วแน่ในการทำให้ประชาชนที่เป็นเจ้าของที่ดินจะต้องมีที่ดินทำกิน ไม่ใช่ถูกเอาไปเป็นของรัฐและนายทุน


          ในวันที่การเมืองเดินทางเข้ามามีบทบาทกับทุกภาคส่วน เธอตัดสินใจลงสู่สนามการเมือง หลังจากทนฝากความหวังไว้กับตัวแทนภาคประชาชนหลายครั้ง แต่เสียงประชาชนผู้ยากไร้ไม่เคยไปถึงสภาสูงเลยสักครั้ง


          เธอบอกเหตุผลในการตัดสินใจลงสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือ ส.ส. ในนามพรรคอนาคตใหม่ พรรคการเมืองน้องใหม่ ที่ประกาศว่าเป็นของคนรุ่นใหม่และพร้อมจะร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่ประชาชนว่า เพราะทำงานคลุกคลีกับชาวบ้านในพื้นที่ภาคอีสานที่มีปัญหาพิพาทเรื่องที่ดินทำกิน เรื่องโรงงานยางพารา ที่ อ.คอนสาร และถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน ได้เห็นบทเรียนจากการทำงานทางสังคมที่เรียกว่า “ประชาธิปไตยทางตรง” ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา พบว่ากระบวนการแก้ไขปัญหายังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะการผลักดันเปลี่ยนแปลงนโยบายสาธารณะ ที่จะมาคุ้มครองสิทธิ และการมีส่วนร่วมของประชาชน เช่น สิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินและทรัพยากร


          นอกจากนี้ ปัญหาความไม่เป็นธรรม และความเหลื่อมล้ำทางสังคม ที่เกิดขึ้นภายหลังจากปี 2557 ที่รัฐบาล คสช.เข้ามาบริหารประเทศ ส่งผลให้เกิดช่องว่างมากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งกลายเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำเป็นอันดับหนึ่งของโลกในปัจจุบัน เราในฐานะผู้ปฏิบัติงานทางสังคม ซึ่งอยู่กับข้อเท็จจริงดังกล่าวมานาน จึงอยากใช้ช่องทางรัฐสภาเพื่อสะท้อนเรื่องราวข้างต้น เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ก้าวหน้าเป็นธรรมมากขึ้น


          ส่วนสิ่งที่อยากจะแก้ไขเมื่อเป็น ส.ส. คือการยกเลิกบรรดาคำสั่ง ระเบียบใดๆ ที่เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็น แสดงออก เพื่อพัฒนาสังคมอย่างเป็นธรรม และยั่งยืน


          ส่วนปัญหาที่คนอีสานประสบอยู่ อาจจะพูดได้ว่าไม่ใช่แค่ภาคอีสานเท่านั้น แต่น่าจะทั้งประเทศ ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นข้อจำกัด ทำให้คนอีสานไม่มีโอกาสในการเข้าถึงสิทธิการจัดการทรัพยากรของสังคม ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรม เท่าเทียมในทุกด้าน เช่นเรื่องของการเข้าไม่ถึงสิทธิในการถือครองที่ดิน ที่ชาวบ้านกลายเป็นผู้บุกรุกที่ของรัฐ ทั้งที่เป็นที่ทำกินและที่อยู่อาศัยดั้งเดิม หรือปัจจุบัน ราคาผลผลิตทางการเกษตรบางอย่างตกต่ำ ประชาชนก็ไม่ได้มีอำนาจต่อรองกับทุนใหญ่ที่ผูกขาด ราคาผลผลิต ดังกล่าว เกษตรกรต้องกลายเป็นหนี้สิน และไม่อาจฟื้นตัวได้ จนนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ เป็นลูกโซ่


          “จากการเป็นนักกิจการเพื่อสังคม ก้าวสู่เวทีสภาตัวแทนนั้น ในความคิดของตัวเองมองว่า มันเป็นพัฒนาการที่มีความสืบเนื่องกันในฐานะที่จะผลักดันวาระของประชาชน ให้มีการรับฟังจากผู้ในสังคมมากขึ้น ในขณะเดียวกัน การเข้ามาสู่การทำงานการเมืองก็ไม่ได้ตัดขาดจากขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม แต่เป็นการยกระดับแนวทางการต่อสู้ของขบวนการประชาชนให้เข้าถึงการเมืองในระบอบประชาธิปไตย แบบตัวแทนที่สามารถจับต้องได้ และอำนาจอยู่ที่ประชาชนอย่างแท้จริง”
นี่คือความคิดและแนวทางของนักสู้หญิงแห่งอีสาน ที่เธอประกาศตัวพร้อมเป็นตัวแทนประชาชนเพื่อแก้ไขปัญหาปากท้องและสิทธิต่างๆ ที่ประชาชนถูกละเมิดอยู่
 

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกัน ไลน์@komchadluek ที่นี่