วัฏฏทุกข์เที่ยวล่าสุด ของ วิรพล "คนเห็นโลก"

คนในข่าว  :  10 ส.ค. 2561

วันนี้ วิรพล สุขผล แปรเปลี่ยนจาก "พระสงฆ์" แล้วเป็น "ผู้ร้ายข้ามแดน" มาล่าสุดกลายเป็น "นช." เต็มตัว ที่ต้องถูกจำคุกไทยอ่วมร่วมร้อยปี

          เมื่อการกระทำส่งผล เรื่องราวของ วิรพล สุขผล หรือ "หลวงปู่เณรคำ" พระวิรพล ฉัตติโก คือตัวอย่างชั้นดี

          กับเรื่องราวฉาวทำวงการผ้าเหลืองร้อนฉ่าข้ามโลก ทำให้ชีวิตของเขานั้นจากสูงสุดแห่งความฝันสู่ความจริงเที่ยงแท้ว่ากฎหมายมีไว้ลงโทษผู้กระทำผิด

          วันนี้ วิรพล สุขผล แปรเปลี่ยนจาก “พระสงฆ์” แล้วเป็น “ผู้ร้ายข้ามแดน” มาล่าสุดกลายเป็น “นช.” เต็มตัว ที่ต้องถูกจำคุกไทยอ่วมร่วมร้อยปี หลังล่าสุดศาลพิพากษาให้จำคุกฐานฉ้อโกงประชาชนรวม 87 ปี, โทษผิด พ.ร.บ.คอมพ์ ม.14(1) 3 ปี และความผิดฟอกเงิน อีก 24 ปี โดยรวมจำคุกจำเลยทั้งสิ้น 114 ปี

 

วัฏฏทุกข์เที่ยวล่าสุด ของ วิรพล "คนเห็นโลก"

 

          หากแต่โดยตามกฎหมายเมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วจำคุกสูงสุดตามกฎหมาย ม.91(2) แล้วได้ 20 ปี!

          หลายคนบอกก็ถ้าพระหนุ่มผู้นี้ไม่เกิดนึกครึ้มชวนเดอะแก๊งขึ้นเครื่องบินเจ็ต จัดเต็มแบรนด์เนม แว่นกันแดด สมาร์ทโฟน จนกลายเป็นไวรัล ส่งภาพกันต่อไปทั่ว บางทีอะไรที่มันเงียบๆ มันก็อาจจะเงียบๆ ต่อไป คงไว้แต่ตำนานหลวงปู่หนุ่มสุดอัศจรรย์ ผู้ที่เศรษฐีเงินถัง เข้ากราบไว้บูชาค้อมศีรษะรับน้ำมนต์เคาะกระหม่อมจนหัวบันไดกุฏิไม่แห้งต่อไปก็เป็นได้

          แต่กลับจัดเต็ม อวดอุตริมนุสธรรม จนมีคนนำเรื่องเข้าร้องทุกข์ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ช่วงปี 2556 ทั้งข้อสงสัยถึงที่มาของทรัพย์สินต่างๆ ยาวไปถึงเรื่องปริศนานารี ทั้งหมดนี้ไม่เพียงละเมิดพระธรรมวินัยโทษถึงขั้น “อาบัติปาราชิก” แต่ยังผิดกฎหมายทางโลกอีกมากมาย

 

วัฏฏทุกข์เที่ยวล่าสุด ของ วิรพล "คนเห็นโลก"

 

          ว่าแล้วขอย้อนรอยไปดูวีรกรรมเก่าก่อน ว่าทำไมชีวิตของพระที่ควรจะอยู่เงียบๆ ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ไหงถึงได้โลดโผนโจนทะยานขนาดนี้

          พูดเลยว่าคนชื่อ วิรพล สุขผล ไม่ธรรมดามาแต่ไหนแต่ไร

          “เณรคำ” หรือที่ลูกศิษย์ลูกหาเรียกขานว่า “หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก” มีนามเดิมว่า ‘วิรพล สุขผล’ เป็นคนบ้านทรายมูล ต.ทรายมูล อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี เกิดเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2522 บิดาคือ นายรัตน์ มารดาคือ นางสุดใจ สุขผล เณรคำเป็นบุตรคนที่ 4 ในพี่น้องรวม 6 คน

          ตามประวัติที่มีทั่วไประบุว่าเณรคำนั้นสนใจเรื่องธรรม การสวดมนต์ นั่งสมาธิมาแต่เด็ก ว่ากันว่าเพียงแค่อายุ 6 ขวบ ก็เริ่มปฏิบัติจิตบำเพ็ญภาวนากรรมฐานแล้ว เลิกเรียนวันไหนก็จะเข้าไปไหว้พระก่อนกลับบ้านทุกวัน จากนั้นจึงเดินจงกรมกลับบ้าน

          นี่มัน Born to be ชัดๆ!!

          แต่บางแหล่งก็ระบุว่า ด.ช.วิรพล ถูกโรงเรียนไล่ออกตั้งแต่ชั้น ม.2 ไม่ระบุสาเหตุ แต่ประวัติยังมีว่าเขาได้พิสูจน์ตนเองต่อไปจนอายุ 15 เดินหน้าเข้าสู่ชีวิตทางธรรม บรรพชาเป็นสามเณรที่ “วัดป่าดอนธาตุ” อ.พิบูลมังสาหาร จากนั้นออกจาริกธุดงค์เรื่อยไปในหลายจังหวัดด้วยเท้าเปล่า ทั้งเชียงใหม่ นครสวรรค์ อุทัยธานี ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี ก่อนจะกลับมายังสำนักสงฆ์วัดป่าขันติธรรม จ.ศรีสะเกษ

          จนเมื่อถึงวัย 20 ปี ก็ได้อุปสมบท ณ วัดดอนธาตุบ้านเกิด เมื่อ 28 พฤษภาคม 2542  ได้รับฉายาว่า “ฉัตติโก” แล้วกลับไปจำอยู่ที่ “วัดป่าขันติธรรม” จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นวัดแห่งใหม่เพิ่งเริ่มสร้างในปีนั้น

          “พระใหม่ วัดใหม่ และศรัทธาอันยิ่งใหญ่” จากนางทองมี วุฒิยาสาร หรือ แม่เหนาะ ที่ได้บริจาคที่ดินจำนวน 9 ไร่ เพื่อสร้างปริมณฑลแห่งบุญ จนเวลาผ่านไป “เณรคำ” มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักมากขึ้น

 

วัฏฏทุกข์เที่ยวล่าสุด ของ วิรพล "คนเห็นโลก"

          ว่ากันว่าเพราะพระหนุ่มรูปนี้นอกจากผิวพรรณเหลืองผ่องสว่างคล้ายทองคำแล้ว ยังเทศนาธรรมที่ฟังแล้วเข้าใจง่าย สนุกสนาน เป็นกันเองกับโยม “พ่อแก่แม่เฒ่า”

          ที่สำคัญกับความเชื่อว่าหลวงปู่มีอภินิหาร หยั่งรู้อนาคต รู้อดีตชาติ ผู้คนจึงพร้อมใจพากันเรียกขาน “หลวงปู่เณรคำ” ประธานสำนักสงฆ์วัดป่าขันติธรรม จ.ศรีสะเกษ ตั้งแต่นั้นมาแถมยังมีสาขาของวัดทั้งที่อยู่ในประเทศและต่างประเทศรวม 201 สาขา!

          และมีรวมคำสอนหลวงปู่เณรคออกมามากมาย เช่น “ชาติหน้าไม่ขอมาเกิด 1-2, ‘นิพพานมีจริง’, “คนเห็นโลก” ติดอันดับหนังสือขายดีมาแล้ว

          แต่แล้วจะใช้วิทยาศาสตร์อธิบายว่าอย่างไรเมื่อภาพชุด “พระขี่เจ็ต” สุดอลังออกมาสั่นสะเทือนสังคมไทยจนนำมาสู่การตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่จนพบว่า ‘เณรคำ’ เข้าข่ายความผิดหลายข้อ เช่น ใช้สื่อสารสนเทศลงโฆษณาอันเป็นเท็จ อ้างว่าได้เข้าเฝ้าพระอินทร์ ซึ่งพระอินทร์สั่งให้สร้างพระแก้วมรกตองค์ใหญ่, หลบเลี่ยงภาษีรถหรู, คดีเสพยาเสพติดให้โทษ, แสดงและใช้วุฒิการศึกษาเท็จ อ้างว่าจบดอกเตอร์จากสถาบันแห่งหนึ่ง, ความผิดฐานฟอกเงิน เบียดบังเงินบริจาคไปซื้อทรัพย์สินและนำไปฝากในต่างประเทศ และการอวดอุตริอภินิหารต่างๆ

          แถมยังมีบัญชีเงินฝากธนาคารมากถึง 41 บัญชี และมีทรัพย์สินอื่นๆ ทั้งบ้านและรถหรูมูลค่ารวมกันกว่า 200 ล้านบาท!

          และที่คนไทยคาใจที่สุดเห็นจะเป็นกรณีการมีซัมติงกับสีกา จนช่วงนั้นโลกโซเชียลมีการแชร์ภาพคนที่หน้าเหมือนเณรคำกับหญิงสาวว่อน

          กระทั่งมีสาววัย 26 ปี ออกมาแฉสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเณรคำจนมีพยานรักร่วมกันอายุ 11 ปีแล้วด้วย โดยเธอระบุว่ารู้จักกันตั้งแต่เรียนชั้นม.2 ที่ศรีสะเกษ โดยพระมาปักกลดธุดงค์แถวบ้าน จากนั้นความสัมพันธ์ก็ดำเนินไป

          ขณะที่การสืบสวนเชิงลึกยังยืนยันอีกว่ายังมีหญิงสาวอีก 7 คนที่เณรคำลึกซึ้งด้วย ทั้งๆ ที่ยังดำรงคราบบรรพชิต!! แถมพอย้อนไปอีก เณรคำเคยเจอถูกจับขณะอยู่กับสีกายามวิกาลที่ท้องที่สภ.คำป่าหลาย จ.มุกดาหาร ตั้งแต่ปี 2553 มาแล้ว แต่ขณะนั้นคดีไม่มีความคืบหน้า

 

วัฏฏทุกข์เที่ยวล่าสุด ของ วิรพล "คนเห็นโลก"

 

          ในที่สุดเมื่อดีเอสไอมั่นใจในหลักฐานจึงได้ออกหมายจับ 5 ข้อหา คือ พรากผู้เยาว์, อนาจารผู้เยาว์, กระทำชำเราผู้เยาว์, ฉ้อโกงประชาชน และฟอกเงิน จะเสียท่าไปนิดก็ตรงที่เผลอให้ “เณรคำ” เหาะไปต่างประเทศเสียก่อน

          แต่เพียงไม่นานปรากฏว่าช่วงปี 2559 ทางการสหรัฐอเมริกาได้เข้าจับกุมและถูกศาลแคลิฟอร์เนียให้ส่งตัวกลับมาดำเนินคดีที่ไทยในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนข้อหาฉ้อโกงและพรากผู้เยาว์ มาถึงถิ่นกำเนิดเอาช่วงกรกฎาคม ปีที่แล้ว

          วันนี้ในวัย 39 กรรมหลายกระทงยังไม่หมด ยังเหลืออีกความผิดที่คนไทยรอฟังกับคดีชำเราเด็กหญิงที่ศาลอาญาจะพิพากษาในเดือน ตุลาคมนี้

          อย่างที่ว่าไว้เนื้อแท้ของธรรมชาติในโลกวัฏฏทุกข์นั้น ล้วนแล้วไม่ยั่งยืนนะ...วิรพล!