"ปู่คออี้" ผู้นำทางจิตวิญญาณแห่ง "ป่ากะเหรี่ยงต้นน้ำเพชร"

คนในข่าว  :  2 ส.ค. 2561

ดูเหมือนว่า "ปู่คออี้"ยังมีเรื่องราวดีๆ เกิดขึ้น ทั้งการชนะคดีและการที่เขาเพิ่งได้บัตรประชาชนคนไทยในวัย 107 ปี  แต่ในส่วนลึกแล้วเขาคิดอะไร เราน่าจะรู้ดี!

         ไม่ได้มาเล่นๆ กับชีวิตที่อยู่มาถึง 107 ปี แถมยังเพิ่งได้มีบัตรประชาชนเป็นพลเมืองไทยโดยสมบูรณ์ของ “ปู่คออี้”

         เมื่อล่าสุดวันที่ 31 .. 2561 ที่ผ่านมา เตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในฐานะประธานคณะทำงานด้านสิทธิสถานะบุคคลและชนเผ่าพื้นเมือง ลงพื้นที่ ณ ที่ว่าการอำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี เพื่อร่วมเป็นสักขีพยานในจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนใบแรกให้แก่ นายโคอิ มีมิ หรือ "ปู่คออี้" วัย 107 ปี หลังจากที่ 10 กว่าปีมาแล้วที่ "ปู่คออี้" ดำเนินการเรื่องนี้มา

"ปู่คออี้" ผู้นำทางจิตวิญญาณแห่ง "ป่ากะเหรี่ยงต้นน้ำเพชร"   

     โดยช่วงปีก่อน มีรายงานข่าวว่า เตือนใจ ดีเทศน์ได้ชี้แจงว่า พื้นที่ที่เรียกว่าบ้าน “ใจแผ่นดิน” ซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดของปู่คออี้นั้น อยู่ในเขต จ.เพชรบุรี ซึ่งไม่ไกลจากบ้านพุระกำ จ.ราชบุรี โดยมีแนวสันเขาต้นน้ำลำภาชีแบ่งเขตกั้น

         ที่สำคัญพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตประเทศไทยไม่ใช่ประเทศพม่า โดยข้อมูลนี้ สอดคล้องกับหลักฐานเอกสาร ทร.ชข. ที่สำรวจโดยกรมประชาสงเคราะห์ ซึ่งระบุชัดเจนว่า ปู่คออี้ เกิดเมื่อปี 2454 ที่จ.เพชรบุรี บิดาชื่อนายมิมิ และมารดาชื่อนางพีนอคี

"ปู่คออี้" ผู้นำทางจิตวิญญาณแห่ง "ป่ากะเหรี่ยงต้นน้ำเพชร"

         นอกจากนั้นยังมีหลักฐานภาพถ่ายที่ปรากฎว่าปู่คออี้และกะเหรี่ยงบ้านใจแผ่นดินเดินทางไปหากำนันตำบลสวนผึ้ง เพื่อนำของป่าไปขายยังตัวเมืองจ.ราชบุรี

         นางเตือนใจ กล่าวเพิ่มเติมว่า การสร้างข่าวว่าปู่คออี้ไม่ได้เกิดในประเทศไทยอาจเป็นความพยายามในการบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อประโยชน์ในทางคดี ทำให้ศาลและประชาชนทั่วไทยเข้าใจว่า ปู่คออี้เป็นคนพม่าเข้ามาบุกรุกอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานไม่ใช่ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม (ข่าวจาก https://www.khaosod.co.th/monitor-news/news_1215049)

         อย่างไรก็ดี ถึงวันนี้แล้ว แม้ว่าปู่คออี้จะมีบัตรประจำตัวประชาชน ได้เลข 13 หลักมาเป็นของตนเองแล้ว แต่ภายในใจของเขานั้น ใครกันจะหยั่งถึง

         เพราะอย่างที่เกริ่นว่า ชายวัย 107 ปี ผู้นี้ไม่ได้มาเล่นๆ การที่ทุกคนเรียกยกเขาให้เป็น “ผู้นำทางจิตวิญญาณกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงผืนป่าแก่งกระจาน” ย่อมต้องมีที่มาที่ไป

"ปู่คออี้" ผู้นำทางจิตวิญญาณแห่ง "ป่ากะเหรี่ยงต้นน้ำเพชร"

         สืบค้นข้อมูลเรื่องราวของปู่คออี้นั้น นอกจากที่กล่าวไปข้างต้นว่า เขาเกิดเมื่อปี 2454 บิดาชื่อนายมิมิ และมารดาชื่อนางพีนอคีที่ ซึ่งอาศัยในพื้นที่ที่เรียกว่าบ้าน “ใจแผ่นดิน” ในเขต จ.เพชรบุรี ซึ่งไม่ไกลจากบ้านพุระกำ จ.ราชบุรีแล้วนั้น ปู่คออี้ยังมีชีวิตความเป็นมาที่ต้องบันทึกไว้ ณ ที่นี่

         เรื่องราวของปู่คออี้ มีข้อมูลจาก http://transbordernews.in.th/home/?p=14716 สำนักข่าวชายขอบ เขียนโดย ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล นักกฎหมาย สถาบันวิจัยและพัฒนาเพื่อเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ นักศึกษาปริญญาเอก คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฉบับวันที่ 28 กันยายน 2554 ขอนำมาประมวลสรุปดังนี้

         ปู่คออี้นั้น เกิดที่บ้านบางกลอยบน หรือ คีลอในภาษากะเหรี่ยง และไม่เคยโยกย้ายไปอยู่ที่อื่น ทั้งนี้ บ้านกลอยบน ก็คือส่วนที่เรียกว่า “ใจแผ่นดิน” นั่นเอง

         มีเอกสารฉบับสำเนา-ทะเบียนสำรวจบัญชีบุคคลในบ้าน หรือ “ท..ชข.” โดยในส่วนของแฟ้ม “ท..ชข.บ้านบางกลอย 4” ที่จัดทำขึ้นโดยกรมประชาสงเคราะห์ ในโครงการสำรวจข้อมูลประชากรชาวเขา หรือโครงการสิงห์ภูเขา (เป็นการสำรวจชาวเขาตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2527) เมื่อปี พ.. 2531

         ในนั้น พบชื่อของปู่คออี้ ถูกเขียนว่า นายโคอิ เป็นหัวหน้าครอบครัว เกิดเมื่อปี พ..2454 ที่จังหวัด “เพชรบุรี” ประเทศ “ไทย” พ่อชื่อ “มิมิ” แม่ชื่อ “พินอดี” ทุกคนเป็นชาวเขาเผ่า “กะเหรี่ยง” และนับถือ “ผี” พวกเขา เป็นครอบครัวที่ 3 จาก 20 ครอบครัว เวลานั้นบางกลอย 4 ขึ้นกับพื้นที่กิ่งอำเภอแก่งกระจาน

         พวกเขาทั้งหมดทำไร่ข้าวหมุนเวียน (เวียนประมาณ 2 ปี) ปลูกพริก และพืชผักอื่นๆ แซมข้าวไร่ โดยมีไร่ห่างออกจากตัวบ้านไปประมาณหนึ่งชั่วโมงเดินเท้า

         ช่วงปี 2509 เขื่อนแก่งกระจานสร้างแล้วเสร็จ เปิดทำการแล้ว กระทั่งช่วงปี 2524 ได้มีการประกาศให้พื้นที่แก่งกระจาน เป็นอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

         หลายปีหลังจากนั้น ราวปี 2539 ทางการส่งเจ้าหน้าที่แจ้งให้กะเหรี่ยง ซึ่งอาศัยอยู่บางกลอยบน หรือ "ใจแผ่นดิน" อพยพลงมาอยู่ที่บ้านโป่งลึก-บางกลอย

ครอบครัวของปู่คออี้ พร้อมกับกะเหรี่ยง 57 ครอบครัว รวม 391 คน ต้องจำใจย้ายลงมาตามคำสั่ง

          ในที่สุด จุดที่เรียกว่า "ที่ดินโป่งลึก-บางกลอย (บน)" นั้น ก็ได้กลายเป็นที่พักอาศัยของชาวกะเหรี่ยงแห่งผืนป่าแก่งกระจาน หมู่ 1 และ หมู่ 2 โดยผืนดินนี่เจ้าหน้าที่จัดสรรให้

          แน่นอนบางครอบครัวมาอยู่ด้วยความเต็มใจ แต่หลายครอบครัว ก็จำใจมาอยู่ตามคำสั่งเจ้าหน้าที่ ซึ่งรวมถึงชายชราในวัย 85 (ขณะนั้น) ที่ชีวิตทั้งชีวิตก่อนหน้านั้น เขาโลดแล่นอยู่บนผืนป่าข้างบน บ้านเกิดของเขา ที่เรียกว่า “ใจแผ่นดิน” หรือ “บางกลอยบน”

          ทั้งนี้ “ใจแผ่นดิน” ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งบ้านบางกลอย นั้น เป็นพื้นที่ต้นน้ำเพชร อยู่เยื้องมาทางเหนือในเขตสวนผึ้ง จ.ราชบุรี ที่นั่นมีชุมชนชาวกะเหรี่ยงอาศัยอยู่มาชั่วนาตาปี

"ปู่คออี้" ผู้นำทางจิตวิญญาณแห่ง "ป่ากะเหรี่ยงต้นน้ำเพชร"

ภาพจาก http://transbordernews.in.th/home/?p=14716 ระบุว่า ถ่ายเมื่อปี พ.ศ.2493 หน้าร้านยาไทยสมบูรณ์ ที่รับซื้อนอแรด  (ปัจจุบันอยู่ตรงข้ามกับ โรงรับจำนำเก่า ของเทศบาลเมืองราชบุรี)

(ว่ากันว่า ปู่คออี้คือ ชายถือปืนที่อยู่ตรงกลางบนสุด)

          ทุกคนต่างรู้ดีว่า ปู่คออี้นั้นผ่านชีวิตการเป็นพรานที่มีชื่อเสียงมาแต่วัยหนุ่มอยู่ในป่าต้นน้ำเพชรแห่งนั้น แม้กระทั่งปัจจุบัน เขาก็เป็นปูชนียบุคคลที่คนในชุมชนให้การนับถืออย่างแรงกล้า

          ในบทความ “ป่าแห่งความหลัง ของปู่คออี้ อดีตพรานใหญ่แห่งต้นน้ำเพชร” ซึ่งเผยแพร่ทางสำนักข่าวชายขอบ เมื่อ 10 มกราคม, 2558 (http://transbordernews.in.th/home/?p=6536)

          บทความนั้น ได้อ้างคำพูดของปู่คออี้เกี่ยวกับชีวิตพรานไพรสมัยวัยหนุ่ม เกี่ยวกับสัจจะที่ยึดถือมาตลอดชีวิตว่า

          เวลาเข้าป่าสิ่งที่ต้องระวังมากคือ เรื่องของคำพูด ไม่ใช่พูดไปเรื่อย หรือลบหลู่ป่าเขา เพราะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่ทุกที่ เราต้องเชื่อฟังกันและกัน”

          ช่วงที่เราออกไปล่าสัตว์ ปล่อยให้ผู้หญิงและเด็กอยู่บ้าน หากมีอะไรไม่เหมาะสมในหมู่บ้าน เสือจะมาคำราม”

          ปู่คออี้ยังเล่าว่า ตนนั้นเคยเจอเสือหลายครั้ง แต่ไม่เคยยิงเสือเลย เช่นเดียวกับช้างก็ไม่เคย และป่าที่ปู่ตระเวนเป็นพรานอยู่นั้น สมัยก่อนมีสัตว์หายากหลายชนิด เช่น แรด เสือโคร่ง โดยพื้นที่แห่งนี้ ชาวกะเหรี่ยงแห่งใจแผ่นดินใช้เป็นเส้นทางไปมาหาสู่กันเป็นปกติ

          จนกระทั่งความเปลี่ยนแปลงบางอย่างเริ่มมาถึง ดังที่เล่าไปข้างต้น

          แต่ในที่สุด เมื่อความรู้สึกมันบอกว่า “ไม่ใช่บ้าน” ปู่คออี้และครอบครัวจึงตัดสินใจอพยพกลับไปอยู่ที่บ้านหลังเดิมที่บางกลอยบนราวสามเดือนจากนั้น

           จนเป็นที่มาของปมปัญหา รอยปริแยก แห่งความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมา

           กล่าวคือ หลังจากที่ปู่คออี้และครอบครัวได้กลับไปใช้ชีวิตเฉกเช่นเคยอยู่ถึงสิบกว่าปี นับแต่ปี 2539 ถึงช่วงปี 2553 ต่อมา ครม. วันที่ 3 สิงหาคม 2553 ก็มีมติเกี่ยวกับแนวนโยบายและหลักปฏิบัติในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง

          ดังนั้น ปู่คออี้ในวัย 99 ปี ต้องเจอกับเหตุการณ์ครั้งสำคัญตามมาอีกมากมาย

          แน่นอนในมุมหนึ่งมองว่า พวกเขาถูกทางการไทยบีบบังคับให้อพยพย้ายจากบางกลอยบนในใจแผ่นดิน มาอยู่บางกลอยล่างบ้านโป่งลึก หากในทางหนึ่งมองว่า นี่คือกฎกติกาของบ้านเมือง ที่เมื่อมีแล้ว เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบก็ต้องยึดถือปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

         แต่วิธีปฏิบัติของทางการกลับเป็นการเผาทำลาย บ้านเรือน ยุ้งฉาง ฯลฯ ราบ! โดย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นช่วงปี 2554 ปู่คออี้ขณะมีอายุ 100 ปี ต้องมาเห็นภาพบ้านเรือนที่ไหม้ไปกับไฟ เช่นเดียวกับอีกหลายสิบครอบครัว

         ไม่เพียงเท่านั้น ต่อมาช่วงปี 2557 หลานชายของปู่คออี้ คือ พอละจี รักจงเจริญ (บิลลี่) ที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอบ จนถึงขณะนี้ก็ 4 ปีมาแล้ว

"ปู่คออี้" ผู้นำทางจิตวิญญาณแห่ง "ป่ากะเหรี่ยงต้นน้ำเพชร"

          ที่น่าแปลกใจคอ ข้อมูลระบุว่าบิลลี่ออกเดินทางจากหมู่บ้านโป่งลึก-บางกลอย เข้าสู่ตัวเมือง อ.แก่งกระจาน โดยช่วงเวลา 14.00 . ชาวบ้านได้ทราบข่าวอย่างไม่เป็นทางการว่า เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จับกุมและนำตัวไปสอบสวน

          กระทั่งมีข้อมูลภายหลังว่า ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่กระจานยอมรับว่าได้จับตัวบิลลี่ไปจริง เพราะได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ว่าจับกุมผู้บุกรุกป่าและพบของกลางเป็นน้ำผึ้งเป็นจำนวนหนึ่ง จึงมารับตัวไปเพื่อสอบสวนและตักเตือน ต่อมาได้ปล่อยตัวไปที่แยกหนองมะข้า หลังจากนั้นก็ไม่ได้รับข่าวจากนายพอละจีอีกเลย

          ขณะที่หลายคนเชื่อว่า “บิลลี่” เป็นแกนนำกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย ที่ทำงานเพื่อมวลชน โดยเฉพาะ “มึนอ-พิณนภา” ภรรยาบิลลี่ ที่เคยระบุว่า การหายตัวไปของบิลลี่ไม่ใช่เรื่องน้ำผึ้งแน่นอน เธอเชื่อว่า เหตุของการหายตัวไปน่าจะเป็นเพราะบิลลี่ช่วย “ปู่คออี้” และชาวบ้าน ที่ถูกเผาบ้าน เผายุ้งข้าว เมื่อปี 2554 ซึ่งบิลลี่เข้ามาช่วยเหลือปู่ พาปู่ไปฟ้องที่ศาลปกครอง (https://thaipublica.org/2017/04/polajee-rakchongcharoen-or-billy/)

"ปู่คออี้" ผู้นำทางจิตวิญญาณแห่ง "ป่ากะเหรี่ยงต้นน้ำเพชร"

มึนอ-พิณนภา ภรรยาบิลลี่

          ทุกวันนี้ ครอบครัวและญาติของเขา ยังคงรอคอยความจริงให้ปรากฏอยู่

          อย่างไรก็ดี ที่สุด คดีเผาทำลายบ้านเรือนของปูคออี้และอีกหลายครอบครัว มีตำตัดสินไปเมื่อ 12 มิ.. 2561 ที่ศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น ให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับพวกเขาทุกคน

          หันมาข้างปู่คออี้ ดูเหมือนว่า ยังมีเรื่องราวดีเกิดขึ้นตามมา ทั้งการชนะคดี และการที่เขาเพิ่งได้บัตรประชาชนคนไทยในวัย 107 ปี ความปีติก็มากอยู่

          แต่ในส่วนลึกแล้ว สิ่งที่เขาต้องการคืออะไรกันแน่นั้น เรารู้กันดี...

/////////

เครดิต

http://transbordernews.in.th/home/?p=14716

http://transbordernews.in.th/home/?p=6536

https://thaipublica.org/2017/04/polajee-rakchongcharoen-or-billy/


เปิดอ่าน