คุ้มค่าที่จะเล่าซ้ำ! ครูตุ๊กติ๊ก ผู้มองเด็กอย่างเท่าเทียม!

คนในข่าว  :  2 เม.ย. 2561

บางคนหาปลาเก่งที่สุด, นวดฝ่าเท้าเก่งที่สุด, นักแสดงที่มีความกล้าและเก่งที่สุด ฯลฯ เด็กๆ ทุกคนจึงได้มีโอกาสเป็นที่ 1 อย่างที่พวกเขาอยากเป็นบ้างสักครั้งในชีวิต

          ถ้าใครเคยดูภาพยนตร์เรื่อง “ครูครับ เราจะสู้เพื่อฝัน” หรือชื่ออังกฤษว่า Dead Poets Society ภาพยนตร์อเมริกันช่วงปี พ.. 2532 ที่เล่าเรื่องราวของอาจารย์สอนภาษาอังกฤษ ผู้เป็นแรงบันดาลใจให้ศิษย์ปรับเปลี่ยนมุมมองชีวิต ให้หันกลับมามองถึงการทำในสิ่งที่ฝัน หรือเดินตามความต้องการของตัวเอง ผ่านการสอนวรรณกรรมและบทกวี แทนที่จะทำเพียงแค่ใครๆ บอกว่าทำแบบนี้ สิดี ทำแบบคนนั้นสิดี

          วันนี้ กับเรื่องราวของ ชินกร พิมพิลา หรือครูตุ๊กติ๊กของเด็กๆ คุณครูโรงเรียนบ้านนาสีนวล ต.หนองแปน อ.เจริญศิลป์ จ.สกลนคร เขาคือผู้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับสังคมกรศึกษาของไทย เมื่อเขาได้โพสต์ภาพในสังคมออนไลน์ ให้นักเรียนสอบได้ที่ 1 ยกชั้นเรียน!!!

 

คุ้มค่าที่จะเล่าซ้ำ! ครูตุ๊กติ๊ก ผู้มองเด็กอย่างเท่าเทียม!

 

          โดยในเฟซบุค ครูชินกร เผยว่า ก่อนหน้าที่จะประกาศผลการเรียน เด็กๆ ต่างสนใจแต่ว่าจะสอบได้อันดับเท่าไหร่ แต่เมื่อเปิดดูก็จะเห็นว่าตัวเองได้ที่ 1 ในด้านใดด้านหนึ่ง เมื่อเป็นแบบนี้ต่อไปเด็กก็ไม่ต้องสนใจมาวัดว่าใครคะแนนสูงกว่ากันเพราะแต่ละคนก็มีถนัดเเละความแตกต่างกันนั่นเอง

 

คุ้มค่าที่จะเล่าซ้ำ! ครูตุ๊กติ๊ก ผู้มองเด็กอย่างเท่าเทียม!

 

          เรื่องนี้กลายเป็นข่าวอยู่ช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้ ที่ข่าวคราวกำลังจะเงียบหายไปกับกระแสข่าวใหม่อื่นๆ ที่เข้ามาแทนที่

          ดังนั้นวันนี้ ขอนำเสนอเรื่องราวของเขาว่า ของครูตุ๊กติ๊กอีกครั้ง

          ครูชินกร พิมพิลา หรือ ครูตุ๊กติ๊ก ของเด็กๆ เติบโตมาในครอบครัวที่ยากจน บิดาคือนายสาคร พิมพิลา มารดาคือ นางคำตัน พิมพิลา ครอบครัวประกอบอาชีพทำนา และรับจ้างทั่วไป

          และด้วยความที่พ่อแม่ไม่ได้จบการศึกษาในระดับที่สูง จึงอยากให้ลูกๆ ทั้ง 3 มีโอกาสในการศึกษาที่ดีขึ้นกว่าที่ตนเองมีนั่นเอง

          ทีสุดครูตุ๊กติ๊ก ดูเหมือนจะทำให้ความฝันของพ่อแม่เป็นจริง เมื่อเขาเดินในเส้นทางที่สวยงามตามแบบอย่างแม่พิมพ์ของชาติ

 

คุ้มค่าที่จะเล่าซ้ำ! ครูตุ๊กติ๊ก ผู้มองเด็กอย่างเท่าเทียม!

          เริ่มต้นจากช่วงวัยเด็ก เขาจบชั้นประถมศึกษาผมจากโรงเรียนบ้านนาสีนวล และในช่วงพัก ยังได้ช่วยเพื่อนๆ หัดเรียนหัดอ่านหนังสือ ต่อมาเขาจบการศึกษาระดับมัธยมปลายที่ โรงเรียนเตรยมอุดมศึกษา ภาคตะวันอกเฉียงเหนือ จ.สกลนคร

          ต่อมาเข้าเรียนคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เอกภาษาไทย ระหว่างนั้นก็ได้ออกค่ายอาสาในพื้นที่ต่างจังหวัดมากมาย จึงคิดที่จะกลับมาพัฒนาบ้านเกิดตัวเอง

          กระทั่งเรียนจบช่วงปี 2553 เขาได้เข้าสอนที่โรงเรียนน้ำโสมพิทยาคม จ. อุดรธานี กระทั่งปี 2556 ตัดสินใจกลับบ้านและเริ่มสอนที่โรงเรียนบ้านนาสีนวล โรงเรียนที่เขาเรียนมาในวัยเด็กนั่นเอง

 

คุ้มค่าที่จะเล่าซ้ำ! ครูตุ๊กติ๊ก ผู้มองเด็กอย่างเท่าเทียม!

          ทั้งนี้ ระหว่างนั้น ได้ลาออกมาเพื่อไปศึกษาต่อปริญญาโท ที่่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน จนถึงปี 2559 ก็กลับมาสอนที่โรงเรียนบ้านนาสีนวลเหมือนเดิม มาจนทุกวันนี้

          อย่างไรก็ดี ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับครูตุ๊กติ๊กที่น่าสนใจอีก เช่น ข้อมูลจาก เวบไซต์ https://www.gotoknow.org/posts/280389 มีการบอกเล่าเรื่องราวของครูตุ๊กติ๊ก ขณะยังเป็น นักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น ไว้ว่า

          เขาเป็นผู้มีความโดดเด่นและสง่างามในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็น ภาวะความเป็นผู้นำ การส่งเสริมกิจกรรมของเยาวชน การบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม ความสามารถในเชิงวิชาการ ด้านศิลปวัฒนธรรม วิชางาน วิชาคน เปี่ยมด้วยน้ำใจไมตรี ที่คอยมอบให้กับผู้ที่อยู่ด้วยอยู่เสมอ”

          โดยเขายังได้รับการยกย่องให้เป็น “เยาวชนดีเด่น ระดับอุดมศึกษา” จาก กองทุนรางวัลท่านผู้หญิงสมศรี เจริญรัชต์ภาคย์ ถึง 2 ปี ซ้อน

          นอกจากนี้ยังมีเกียรติประวัติอีกมากมายเช่น ช่วงปี 2550-2551 เป็นประธานชมรมผู้นำ องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น

          ปี 2552 เป็นประธานเครือข่ายงดเหล้าเยาวชน จ.ขอนแก่น

          และเคยเป็นวิทยากรการสัมมนาพี่เลี้ยงน้องใหม่ องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น, วิทยากรอบรมการเตรียมความพร้อมการรับน้องปลอดเหล้า มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล,

          วิทยากรจัดอบรมการพัฒนาศักยภาพความเป็นผู้นำ นักเรียนและนักศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, ตัวแทนเยาวชนเพื่อเตรียมงานมหกรรมพลังเยาวชนพลังสังคม มูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพานิชย์ ฯลฯ

 

คุ้มค่าที่จะเล่าซ้ำ! ครูตุ๊กติ๊ก ผู้มองเด็กอย่างเท่าเทียม!

          วันนี้ กับปรากฏการณ์ล่าสุด ที่มองเด็กอย่างเท่าเทียม ไม่ได้มองที่ตัวเลขคะแนนจากผลสอบ หากดูจากความสามารถและความถนัดของเด็กแต่ละคน

          เช่น บางคนหาปลาเก่งที่สุด, นวดฝ่าเท้าเก่งที่สุด, นักแสดงที่มีความกล้าและเก่งที่สุด ฯลฯ เด็กๆ ทุกคนจึงได้มีโอกาสเป็นที่ 1 อย่างที่พวกเขาอยากเป็นบ้างสักครั้งในชีวิต

          ที่สำคัญ ยังได้มีโอกาสที่จะกล้าฝันว่าตัวเองจะโตขึ้นมาเป็นใครสักคนที่ได้ทำในสิ่งที่ถนัด รัก และใฝ่ฝันจะเป็น โดยไม่ต้องหวาดหวั่น และพร้อมที่ “สู้เพื่อฝัน” ได้อย่างเต็มที่

          และบางทีอาจนำรอยยิ้มของพ่อแม่ผู้ปกครอง ที่ได้หันมามองถึงความสามารถที่แท้จริงของลูกหลานท่าน นอกเหนือจากตัวเลขที่อาจชี้แค่ว่า ใครอ่านตำรามาหนักกว่ากัน!

 

//////////////////

ขอบคุณภาพจากเฟซบุค ชินกร พิมพิลา

 


เปิดอ่าน