แค่เฉียด 6 ตุลา?  ส่องชีวิต "สล้าง" เติบใหญ่ใต้เงา "ขวาจัด"

คนในข่าว  :  26 ก.พ. 2561

รู้จัก สล้าง บุนนาค อีกครั้ง กับชีวิตบนเส้นทางโล่เงิน โลดโผน ดุดัน มีทั้งบาดแผล และเหรียญตรา!!

          นายตำรวจใหญ่ เกิดในตระกูลเก่าแก่สืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาคือ “บุนนาค” สายราชบุรี และได้ดิบได้ดี เพราะมีพ่อตาเป็นนักการเมือง (เจ้าของสัมปทานป่าภาคเหนือ) บนเส้นทางโล่เงิน ค่อนข้างโลดโผน มีทั้งบาดแผลและเหรียญตรา

          พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 14 และรับราชการครั้งแรกเป็นผู้บังคับหมวด ตชด.512 อ.ฝาง จ.เชียงใหม่

          ต่อมา ผู้บังคับบัญชาได้ส่ง พล.ต.อ.สล้าง ขณะนั้นติดยศ “ร.ต.ท.” ไปเป็นครูฝึกให้พลร่มลาวฝ่ายขวา เพื่อพัฒนาศักยภาพของกองกำลังฝ่ายขวาสู่กับลาวฝ่ายซ้าย

          เดือน ส.ค. 2503 ร.อ.กองแล ยึดอำนาจโค่นล้มรัฐบาลลาวฝ่ายขวา ที่มีนายพลพูมี หน่อสะหวัน เป็นรัฐมนตรีกลาโหม และตามมาด้วยสงครามกลางเมืองในลาว โดยมีไทยเข้าไปเกี่ยวข้อง

          จอมพลสฤษดิ์ นายกรัฐมนตรีสมัยนั้น ได้สั่งการให้กรมตำรวจ จัดชุดปฏิบัติการพิเศษ 12 นาย ไปช่วยนำตัว “นายพลพูมี” จากแขวงสะหวันนะเขตเข้ามาพักที่เซฟเฮาส์ฝั่งไทย

          จากนั้น จอมพลสฤษดิ์ วางแผนสนับสนุนกองกำลังนายพลพูมียึดอำนาจกลับคืนมาได้สำเร็จ และขับไล่ร้อยเอกกองแลออกไปอยู่ทุ่งไหหิน

          หัวหน้าทีมปฏิบัติการลับข้ามโขงคราวนั้นคือ พล.ต.อ.สล้าง และจากผลงานชิ้นนั้น ทำให้เขาได้รับรางวัลเป็นผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรหาดใหญ่นานถึง 11 ปี

          พล.ต.อ.สล้าง โชคดีมี “พ่อตา” ชื่อ “บุญธรรม ชุมดวง” พ่อค้าไม้รายใหญ่แห่ง อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย เจ้าของสัมปทานป่าไม้ภาคเหนือ และเป็นผู้แทนสุโขทัยมาแต่ปี 2512 

          คอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์สมัยโน้น ต่างวิพากษ์วิจารณ์การเติบโตบนเส้นทางโล่เงินว่า พ่อตามีส่วนช่วยให้เขาได้ขยับเข้าสู่เมืองหลวง และได้ประจำการที่กองปราบปราม 

          หลัง 14 ตุลาคม 2516 ประชาธิปไตยเบ่งบาน มีรัฐธรรมนูญใหม่ บุญธรรม ชุมดวง เข้าสังกัดพรรคชาติไทย ที่มี พล.ต.อ.ประมาณ อดิเรกสาร เป็นหัวหน้าพรรค ในการเลือกตั้งปี 2518 “บุญธรรม” สอบตก แต่ก็ยังมีบทบาททำงานการเมืองเป็นเลขานุการัฐมนตรี 

          เดือน เม.ย.2519 มีการเลือกตั้งทั่วไป บุญธรรมยังอยู่พรรคเดิม คราวนี้ได้เป็น ส.ส.อีกสมัย ซึ่งเวลานั้น พรรคชาติไทย มีแคมเปญหาเสียง “ขวาพิฆาตซ้าย” พร้อมกับนำเพลงปลุกใจ “เปรี้ยงๆ ดังเสียงฟ้าฟาด..” มาแทนเพลงประจำพรรค

          ยุคพรรคชาติไทยเรืองรอง “สล้าง” ก็เรืองรุ่ง ได้ยศ “พ.ต.ท.” เป็นรองผู้กำกับการ 2 กองปราบปราม (คุมตำรวจปราบจลาจล เป็นแผนกหนึ่ง ของกองกำกับการ 2 กองปราบปราม)         

          เวลานั้้น มีการจัดตั้ง “ลูกเสือชาวบ้าน” โดยเริ่มจากหน่วย ตชด.ในภาคอีสาน และกลายเป็นนโยบายระดับชาติ มี พล.ต.ต.เจริญฤทธิ์ จำรัสโรมรัญ เป็นหัวหน้าลูกเสือชาวบ้าน (มาจากสาย ตชด.) ซึ่งภารกิจลูกเสือชาวบ้านคือ การต่อต้านคอมมิวนิสต์ และหยุดยั้งขบวนการนักศึกษาหัวเอียงซ้าย

          คืนวันที่ 5 ต.ค.2519 "สล้าง" รับคำสั่งจาก พล.ต.ต.สุวิทย์ โสตถิทัต ผู้บังคับการกองปราบปรามให้นำกำลังตำรวจปราบจลาจล 200 นายไปรักษาความสงบที่บริเวณท้องสนามหลวง และหน้าธรรมศาสตร์ จนรุ่งเช้าวันที่ 6 ต.ค.2519

          ขณะเดียวกัน ได้มี “ตำรวจพลร่ม ค่ายนเรศวร” ตามมาสมทบพร้อมอาวุธหนัก ซึ่ง “สล้าง” คุ้นเคยกับหน่วยนี้เป็นอย่างดี เพราะสมัยสงครามลับในลาว สล้างก็เคยร่วมงานกับตำรวจพลร่มเป็น “ครูฝึก” ลาวฝ่ายขวา เช่นเดียวกับ พล.ต.ต.เจริญฤทธิ์ จำรัสโรมรัญ อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ที่เป็น “นายเก่า” สมัยสล้างสังกัด ตชด.

          ด้านหน้า ม.ธรรมศาสตร์ ปี 2519 “สล้าง” ล้วนอยู่กับคนคุ้นเคยกันมาทัั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นตำรวจพลร่มหัวหิน และหัวหน้าลูกเสือชาวบ้าน  ซึ่งทุกหน่วย ไม่ว่าเจ้าหน้าที่หรือพลเรือน มีส่วนเกี่ยวข้องกับการล้อมปราบนักศึกษาในสนามฟุตบอลธรรมศาสตร์

          “สล้าง”เป็นหนึ่งในตัวละครจำนวนมาก ที่มีบทบาทปกป้องชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ในยุคสมัยที่บ้านเราตกอยู่กลางวงล้อมคอมมิวนิสต์ เนื่องจากเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา และลาว ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน

          กระแสลม “ขวาจัด” พัดแรงในเมืองไทย เพราะหวั่นอิทธิพลพายุ “ซ้ายจัด” ที่เคลื่อนตัวมาจากจีน แผ่ปกคลุมเวียดนาม กัมพูชา และลาว โศกนาฏกรรมกลางเมืองจึงอุบัติขึ้น