ต้องแรงเบอร์นี้? "แฟรงค์ เนติวิทย์" ปธ.สภานิสิตจุฬาฯ

คนในข่าว  :  4 พ.ค. 2560

หูย!! ไม่ได้ก็เแปลกแล้ว กับตำแหน่งประธานสภานิสิตคนใหม่ของจุฬาฯ ได้รับเลือกมาด้วยคะแนน 27 จาก 36 เสียงองค์ประชุมทั้งหมด


               ก็รู้ๆ กันอยู่ ว่า เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล หรือ “แฟรงค์” นั้น ถือเป็นเซเลบคนหนึ่งที่มีบทบาทในสังคมไทย เพราะมักออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา มีมุมมองที่แหวกแตกต่าง หรือใครจะเรียกว่า “เกรียน” ก็ได้

               สำหรับเด็กไทยแล้ว เวลาเลือกหัวหน้าชั้น ก็มักจะเลือกคนตัวโต ดูน่าเกรงขาม แต่พอต้องมาเลือก ประธานสภานิสิตฯ ความเข้มข้นในการตัดสินใจ ก็ต้องมีมากขึ้น

               เพราะงานของสภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือ ส.ภ.จ. ถ้าไม่ใช่ระดับเนติวิทย์ผู้เก๋าเกมแล้ว จะเป็นใครที่ไหน?

               มาวันนี้ จึงอดตื่นเต้นไม่ได้ว่า หนุ่มแฟรงค์คนนี้จะสร้างอะไรที่เป็นสีสันในฐานะประธานสภานิสิตจุฬาฯ ให้ได้พูดถึงกันอีก เพราะที่ผ่านมาก็ทำวีรกรรม "หัวก้าวหน้า" แต่โดนปากระถางกลับมาเยอะ

               แต่ก่อนจะไปว่ากันตรงนั้น มารู้จักที่มาของ เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล กันก่อน

               ตามประวัติ เนติวิทย์ หรือ แฟรงค์ เกิดเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2539 ที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ กรุงเทพฯ แต่ทะเบียนบ้านเป็นชาว ต.เทพารักษ์ อ.เมือง จ.สุมทรปราการ บิดาและมารดาประกอบอาชีพขายของชำแถวบ้าน

               แฟรงค์เข้าเรียนชั้นประถมที่ โรงเรียนป้วยฮั้ว สมุทรปราการ จากนั้น ต่อระดับมัธยมที่โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ

               ตอนอยู่ ม.5 หรือประมาณช่วงปี 2556 เนติวิทย์ เริ่มเป็นที่รู้จักเป็นวงกว้างในโลกออนไลน์ ที่เจ้าตัวมักโพสต์ความคิดเห็นต่างๆ ออกมาทางเฟซบุ๊กส่วนตัว

               และอย่างที่บอกว่า แฟรงค์โดนกระถางกลับมาเยอะ ก็เพราะด้วยความเกรียน แหกคอก จนบางคนถึงขนาดเรียกเขาว่า “ไม่ปกติ” เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาลจนเกินไป

               แต่มุมนี้เองที่ทำให้เขาเริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้น โดยเฉพาะหลังออกรายการเรื่องเด่นตอนเย็นๆ ของพิธีกรสุดดังช่อง 3 พูดเรื่องทรงผม เครื่องแบบนักเรียน ทำให้เวลานั้นเกิดกระแสถกเถียงในสังคมไทยเป็นวงกว้าง และคุ้นหน้าคุ้นตาหนุ้มตี๋แว่นคนนี้มากขึ้นเรื่อยๆ 

               แฟรงค์เคยเล่าชีวิตสมัยเรียนกับสื่อมติชนว่า เป็นคนชอบทำกิจกรรมนอกการเรียน แต่ก็ยังเรียนดี

               "ผมไม่ค่อยชอบวิชาใดๆ ทั้งสิ้น ก็ต้องพยายามเรียนและต้องทนๆ เรียนไป"

               การทำกิจกรรมโปรดของเขา เช่น ตอนอยู่ ม.2 เคยทำจุลสารปรีดีให้กับทางโรงเรียน และเป็นผู้ริเริ่มกลุ่มต่างๆ อาทิ ชมรมปรีดีเสวทัศน์ กลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท

               สมาพันธ์นักเรียนแห่งประเทศไทย และเคยเป็นบรรณาธิการวารสารปาจารยสาร ซึ่งถือเป็นงานที่หล่อหลอมให้เขาเป็นอย่างทุกวันนี้

               นอกจากนี้ เขาเคยทำจดหมายเปิดผนึกถึง พงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ขณะนั้น) โดยนำเสนอการ “ปฏิวัติการศึกษา” ไม่ใช่แค่การ “ปฏิรูป” ในหลายประเด็น เช่น การลดชั่วโมงเรียน , การตั้งสภาปฏิรูปการศึกษา

               ยังมี การแก้ไขเนื้อหารายวิชา ยิ่งวิชาประวัติศาสตร์ ยิ่งต้องแก้ไข หรือชำระประวัติศาสตร์เสียใหม่ (เอาจริงดิ!) และอีกหลายอย่างที่เชื่อเหอะ แรงๆ ทั้งนั้น แต่พอรู้ว่าไอดอลของแฟรงค์ มีใครบ้างก็อ๋อ เช่น ปรีดี พนมยงค์ , ส.ศิวลักษณ์

               แต่ด้วยความโดดเด่นดังกล่าว แฟรงค์จึงเคยได้รับการเสนอชื่อจาก คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนให้รับ “รางวัลสิทธิมนุษยชน” ประเภทเด็กและเยาวชน

               แน่ล่ะ ที่เขาจะเมินใส่ แถมตอกกลับแสบๆ ทำนองว่า กสม. ไปทำอะไรกับกรณีเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองเดือนช่วงปี 2553 ดีกว่ามั้ย?

               ลองคัด “คำพูด” ที่แรงทะลุปรอทของเขาในหลากหลายวาระ เผื่อว่าใครอยากรู้จักตัวตนของเขามากขึ้น

               เช่น ถ้าถามเรื่องการศึกษาเขาจะบอกว่า “Child Center” ผมว่าเป็น “ควาย Center” มากกว่า , เรื่องสิ่งแวดล้อม “คนส่วนใหญ่ทำเป็นเล่น” , เรื่องศาสนา “บางทีผมก็เบื่อนะ” “ผมไม่สวดมนต์ ไม่ไหว้พระ” , เรื่องสอบติดจุฬาฯ “เสียดาย..อยากเรียนธรรมศาสตร์มากกว่า!!!”

               แถมยังเคยเดินออกจากพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนเข้าเป็นนิสิตจุฬาฯ ที่จะต้องถวายบังคมต่อหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์ 2 รัชกาล โดยอ้างว่า “ร.5 ยกเลิกธรรมเนียมดังกล่าวไปแล้ว!!”

               อุแหม่...ทำเอาคนจามจุรี คัน...ปากไปตามๆ กัน

               ส่วนถ้าถามเรื่องการเมือง เขาบอกว่า “ยุคนี้ไม่ใช่ยุคเชื่อผู้นำชาติพ้นภัยแล้ว” จึงเป็นที่มาว่า เนติวิทย์มักปรากฏตัวทำงานในแนวทางเดียวกันกับนักศึกษากลุ่มนิติราษฎร์

               หรือยังมีกรณีที่เมื่อ 5 ตุลาคม 2559 เนติวิทย์ขณะเป็นนิสิตปี 1 ได้เชิญ โจชัว หว่อง นักกิจกรรมชาวฮ่องกงต่อต้านรัฐบาลจีน มาปาฐกถาครบรอบ 40 ปี 6 ตุลาคม 16 หัวข้อ “การเมืองของคนรุ่นใหม่” แต่เขากลับถูกทางการไทยควบคุม กักตัวไว้ 12 ชั่วโมง ก่อนส่งกลับฮ่องกง

               หากแต่ที่สุด วันรุ่งขึ้น แฟรงค์ก็จัดการให้แฝดต่างสายเลือดชาวฮ่องกงคนนี้ ได้สไกป์เข้ามาในงานจนได้

               หรือไม่นานมานี้ กับการต้องเกณฑ์ทหาร ตี๋แฟรงค์ก็บอกว่า “การรับใช้ชาติไม่ควรจำกัดอยู่ที่การเป็นทหารเท่านั้น!!” ว่าแล้วก็ขอผ่อนผันรัวๆ

               ทั้งหมดนี้ หากใครจะถามหาตัวตนของเนติวิทย์ ถ้าสามารถก้าวข้ามความหมั่นไส้ไปได้ จะพบว่า หนุ่มแว่นคนนี้มีอะไรมากกว่าที่คิด

               เรียกได้ว่า แม้จะทั้งกวดทั้งแสบ แต่คนไทยหลายคนก็ชอบ และติดตามเป็นแฟนคลับมากมาย เพียงแต่คนที่ไม่ชอบ ก็จะถามว่า...ไม่ไหวๆ ลื้อทำไมต้องสุดโต่งเบอร์นี้!

               ยิ่งกับบทบาทการบริหารงานในสภานิสิตของสถาบันสุดหัวอนุรักษ์อย่างจุฬาฯ ดูจะช่างท้าทายคนไทยมากว่า นิสิตหัวก้าวหน้าคนนี้จะสร้างวีรกรรมอะไรออกมาบ้าง

               **ข่าวที่เกี่ยวข้อง "บิ๊กตู่" ห่วงจุฬาฯเสียชื่อ หลัง "เนติวิทย์" ประกาศจะเปลี่ยนวิธีถวายบังคมฯ


เปิดอ่าน