ไลฟ์สไตล์

ถอยแต่ไม่หนี“โอ๊ค" กุมโซเชียลสู่การยุทธ์ยืดเยื้อ

ถอยแต่ไม่หนี“โอ๊ค" กุมโซเชียลสู่การยุทธ์ยืดเยื้อ

04 พ.ค. 2560

ถอยแต่ไม่หนี“โอ๊ค" กุมโซเชียลสู่การยุทธ์ยืดเยื้อ

 

          เรื่องลูกโอ๊คกับการโพสต์ความเห็นลงเฟซบุ๊กส่วนตัว Oak Panthongtae Shinawatra นั้น ไม่ใช่เพิ่งมาถี่เอาช่วงนี้ เพราะหากย้อนกลับไปดูในไทม์ไลน์ เรียกได้ว่า เรื่อยๆ มาเรียงๆ อย่างน้อยเดือนละหน พอไม่ให้แฟนคลับต้องเหงาหงอย แถมยังนับว่าเป็น “ดาวเด่น” ที่มีคนติดตามล้นหลามคนหนึ่ง ด้วยลีลาการเหน็บแนม กระแทกแดกดันฝ่ายตรงข้าม ที่ถูกใจใช่เลย

          มีอยู่แว่บหนึ่งที่เขาหายไปจากหน้า Facebook หลังจากโพสต์เสียดแทงรัฐบาล คสช.ไปในเรื่องการโหวตรับ-ไม่รับร่างธรรมนูญ

          แต่แล้ว โอ๊ค-พานทองแท้ ชินวัตร ก็คัมแบ็ค กลับมาด้วยการโพสต์เรื่องภาษีหุ้นชินฯ ในท่วงทำนองจะเอาอะไรจะครอบครัวผมอีก!! ซึ่งก็เรียกกระแสได้ช่วงหนึ่ง

          มาประเด็นล่าสุด ที่ลูกโอ๊คโพสต์อีกครั้ง ก็ยังคงสร้างเป็นกระแสเกิดได้อีกตามเคย คือ เรื่อง “ราคายาง” ที่ออกลีลาเย้ยหยันรัฐบาล “บิ๊กตู่”

          แล้วลามไปถึงรัฐบาล “หน้าหล่อ” เดอะมาร์ค ประมาณว่า รัฐบาล คสช.เวลานี้ บอกว่าราคายางพาราในปัจจุบัน ซึ่งอยู่ที่กิโลกรัมละ 70 บาท นั้นรับได้

          หากแต่ราคานี้ ช่างต่ำกว่าสมัยที่ผู้ชุมนุมออกมาปิดถนนประท้วงรัฐบาลอาปู ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ชนิดหน้าดำหน้าแดง แถมตอนนั้นเรียกร้องให้มีราคา 120 บาทขึ้นไปด้วยซ้ำ

          อ้าว! แล้วตอนนี้ ทำไมพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งแอคชั่นเพื่อ “โหม่เรา” ชาวใต้มาตลอด จึงนั่งเป่าสาก และยอมรับราคายางพาราในรัฐบาล คสช.ได้

          โดนเข้าไปดอกนี้ เลยทำเอาพลพรรคประชาธิปัตย์สองสามนาย ต้องออกมาตอกกลับ แต่โอ๊คก็ไม่ยั่น! จัดกลับทันทีด้วยเปิดหัวบทความสั้นๆ ว่า “ราคายางแก้ได้ ยางอายแก้ไม่ได้” ไม่ต้องอ่านเนื้อความก็รู้ว่าด่าใคร? ก็คำพูดอยู่บนพื้นสีฟ้าใสขนาดนั้น

          แต่..เดี๋ยวก่อน ยังไม่หมดแค่นั้น เพราะผ่านไปไม่กี่วัน ช่วงวันที่ 30 เมษายนโอ๊คซ้ำด้วยการโพสต์ไม้เด็ด ที่อาจทำให้รัฐบาลตู่สะอึก คือ ภาพการแคปเชอร์หน้าจอ บทสนทนาระหว่างพ่อลูกผ่านแอพไลน์ ว่าด้วยวิธีการแก้ปัญหาราคายาง สมัยที่ปะป๊าเคยใช้ “สมองบวกกึ๋น” มาบริหารจัดการจนสำเร็จลุล่วงไปได้

          คัดมาแบบสรุป จับความได้ว่า เมื่อผู้ลูกถามบิดาว่า “พ่อคับ” ตอนพ่อเป็นนายกฯ พ่อทำยังไงในการแก้ปัญหาราคายางในประเทศ จาก 20 ไป 40-60 แล้ว  โดดไปที่ 100 บาท (ใครเพิ่งมาตามการเมืองเมื่อ “ยุงชุม” อาจนึกไม่ออกว่า เฮ้ย บ้านเราเคยขายยางได้ราคานี้ด้วย?)

          ว่าแล้ว ผู้พ่อซึ่งใช้ชื่อไลน์ ว่า “ตาตายังงง!!” ที่ไม่รู้มีความหมายอะไรลึกซึ้งหรือไม่ ก็ร่ายยาวมา สรุปประมาณว่า ปะป๊าปิ๊งไอเดียรวมกลุ่มผู้ค้ารายใหญ่ของโลก เพื่อใช้เป็นอำนาจในการต่อรองกับตลาด จึงเกิดเป็นความร่วมมือด้านยางพารากับประเทศผู้ผลิตหลัก 3 ราย ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย

          และหลักการ คือ บริษัทนี้รับซื้อยางที่ราคากิโลกรัมละ 1 ดอลลาร์สหรัฐ(ประมาณ 35 บาท) ในขณะที่ราคายางในตลาดโลกโดนพ่อค้าคนกลางกดไว้ที่ 20 บาท ถ้าใครขายได้แพงกว่า 1 ดอลลาร์สหรัฐ ก็ขายไปเลย แต่อย่าไปขายถูกกว่า เพราะบริษัทนี้รับซื้อที่ 1 ดอลลาร์สหรัฐ อยู่แล้ว

          ปรากฏว่าราคายางในตลาดโลกกระโดดขึ้นไปทันที เมื่อราคาน้ำมันแพงขึ้น ราคายางสังเคราะห์ก็เพิ่มขึ้น ราคายางดิบก็ขึ้นต่อเนื่องไปอีก ส่งผลให้ราคายางพาราพุ่งขึ้นแตะที่ระดับ 100 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งมีปัจจัยจากความต้องการในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นด้วย

          พอมาถึงรัฐบาลอภิสิทธิ์ ราคายางพาราค่อนข้างมีความผันผวนสูง จากราคา 100 บาทต่อกิโลกรัม ร่วงลงมาอยู่ที่ระดับต่ำสุดราว 36 บาทจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์

          แต่ภายหลังราคาก็ปรับตัวสูงขึ้นชนิดสูงสุดเกือบ 120 บาทต่อกิโลกรัม ทำเอาค่ายนี้ตีปีกพึ่บพั่บว่าทำผลงานได้ดี หากแต่โอ๊คบอกว่า เปล๊าา!! ก็ไม่ได้มีการจัดการอะไรที่แตกต่างจากเดิม หากแต่เป็นไปตามกลไกตลาดและราคาน้ำมัน

          ใครยังไม่เกต ก็ไม่ต้องเกต ขอแค่สไลด์ลงไปดูคอมเม้นท์ด้านล่าง พบว่าเต็มไปด้วยเสียงชื่นชมล้นหลามในผลงานปะป๊า

          งานนี้ไม่รู้ คน คสช. เขาจะตั้งรับทันหรือไม่ เพราะวันก่อน อาปูว์ เพิ่งสั่งสอนไปเรื่องเรือดำน้ำ มาวันนี้ หลานโอ๊คซ้ำต่อด้วยเรื่องราคายาง

          แต่ไม่ว่าเรื่องนี้ โอ๊คจะเจออะไร หากพิจารณาดูความเคลื่อนไหวของคนฝั่งชินวัตร ต้องบอกว่า น่าจะมีเป้าหมายอะไรซ่อนอยู่

          อย่างธุรกิจสื่อในมืออย่าง “วอยซ์ ทีวี” ซึ่งโอ๊คนั้นมีชื่อเป็นกรรมการบริษัท ถือหุ้นอยู่ 36.96% ปรากฏว่า ล่าสุด มีความเคลื่อนไหวอย่างเรียกเสียงครางฮือ

          คือ การประกาศเปลี่ยนผู้บริหาร และปรับพิธีกร (สายการเมือง) ออกจากหน้าจอชั่วคราว 

          ถึงจุดนี้ หลายคนจึงวิพากษ์วิจารณ์กันว่า วอยซ์ทีวี ต้องการที่จะอยู่รอดต่อไปในฐานะองค์กรสื่อฯ ทำงานเพื่อหวังผลทางธุรกิจ ไม่ใช่เพื่อพื้นที่การเมืองของเจ้าของช่อง หรือ เพื่อวาระอะไรก็ตามที่ทำให้ คสช.ไม่พึงใจ โดยไม่สนใจปากท้องของพนักงานกินเงินเดือน

          อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตหนึ่งคือ พื้นที่โซเชียลของโอ๊ค ไม่พบว่าเจ้าตัวเคยกล่าวแตะกรณีที่วอยซ์ทีวีต้องเจอมาตลอดภายใต้รัฐบาล คสช. ทั้งๆ ที่ปกติ “ถ้าโอ้คมองว่าไม่แฟร์ โอ๊คก็จะไม่ทน”

          เช่น ช่องนี้เคยถูกคสช. สั่งจอดำ นานถึง 24 วัน ตอนปี 2557 จากนั้น บรรดาพิธีกรสายแข็งก็ขยันเดินเข้ากรมอยู่บ่อยๆ แถมช่วงมีนาคมที่ผ่านมา ทั้งช่องเพิ่งถูก กสท. สั่งปิดจอดำอยู่ 7 วัน

          หนนี้ก็ตามเคย ที่โอ๊คเงียบ! ส่วนหนึ่งอาจเพราะเจ้าตัววางตำแหน่งของตนเองไว้ที่ผู้ถือหุ้น ที่จะไม่เข้ามาก้าวก่าย 

          หรืออาจเพราะรู้ดีว่า ถ้าพูดมาก ช่องก็จะเดือดร้อนไปด้วย

          แต่วันนี้ เมื่อวอยซ์ทีวีเปลี่ยนไปแล้ว ไม่รู้ว่าความแรงในลีลาการโพสต์ของโอ๊ค จะเข้มข้นถี่บ่อยมากขึ้นขนาดไหน น่าติดตาม