คดีอุ้มเรียกค่าไถ่พลิก "ผู้เสียหายตกเป็นผู้ต้องหา"

ภูมิภาค  :  14 ก.ค. 2561

แฉคดีอุ้มสาวหน้าจวนผู้ว่าฯกาฬสินธุ์ เตรียมออกหมายจับ หญิงสาวผู้เสียหายคดีเรียกค่าไถ่ ในข้อหาค้ายาเสพติด

 

          14 ก.ค.61-แฉคดีอุ้มสาวกระชากหัวหน้าจวนผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ ตำรวจสภ.เมืองมหาสารคาม เตรียมออกหมายจับ หญิงสาวผู้เสียหายคดีเรียกค่าไถ่ ในข้อหาค้ายาเสพติด ภายหลังชุดสืบจังหวัดกาฬสินธุ์ และชุดปราบปรามยาเสพติดตำรวจเมืองมหาสารคามเข้าค้นที่พักพบยาบ้าถึง 4 พันเม็ด ชี้เครือข่ายยาบ้าประเทศเพื่อนบ้านจ้องเปิดค้ายาบ้าในภาคอีสานเหมือนร้านเซเว่นฯ โดยใช้นักเสพรุ่นใหม่เป็นเครื่องมือ ขณะที่ผู้ต้องหาก่อเหตุเรียกค่าไถ่ถูกส่งตัวฝากขังเรือนจำจังหวัดกาฬสินธุ์แล้ว

          กรณี 5 คนร้าย ขับรถเก๋งปาดหน้าคู่กรณีซึ่งเป็นรถเก๋ง อีกคันก่อน มีชายฉกรรจ์สองคนลงไปทำร้ายร่างกาย และปรากฏมีชายฉกรรจ์อีก 1 คน ลงมาจากรถกระบะสีแดงสี่ประตู ตรงเข้าไปเปิดประตูรถคู่กรณีแล้วทำการฉุดกระชากหัว นส.เอ นามสมมุติ อุ้มตัวหายไป จากนั้นผู้เสียหายซึ่งเป็นเพื่อนของหญิงสาวได้เข้าไปแจ้งความยัง สภ.เมืองกาฬสินธุ์ ว่าเพื่อนถูกอุ้มเรียกค่าไถ่ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2561 จากนั้นวันต่อมา ตำรวจ สภ.เมืองกาฬสินธุ์ ตำรวจชุดสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดกาฬสินธุ์ เร่งติดตามสามารถจับตัวคนร้ายได้ 3 คน และเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2561 คนร้ายที่เหลืออีก 2 คน ซึ่งเป็นหัวโจก ได้เข้ามามอบตัวต่อผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ และปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น 

           คดีอุ้มเรียกค่าไถ่พลิก "ผู้เสียหายตกเป็นผู้ต้องหา"

        พ.ต.อ.รัชพล เสริมศรัณย์ ผกก.สภ.เมืองกาฬสินธุ์ กล่าวว่า สำหรับคดีนี้ตำรวจ ชุดสืบสวน สภ.เมืองกาฬสินธุ์ และ ตำรวจชุดสืบสวน กองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดกาฬสินธุ์ สามารถติดตามตัวผู้ต้องหามาได้แล้วทั้งหมด 5 คน ประกอบด้วย นายมานะศักดิ์ อุดมพันธ์ หรือเปรี้ยว อายุ 23 ปี,นายสุรศักดิ์ จันทร์เพ็ง หรือ แป๋ม อายุ 20 ปี และนายธนารัตน์ ภูโชคชัย หรือ โชค อายุ 23 ปี ซึ่งสามารถจับกุมได้ภายหลังก่อเหตุ และผู้ต้องหาอีก 2 คนคือ นายรัฐศาสตร์ ภูนายาว อายุ 34 ปี ซึ่งเป็นชายในคลิปกล้องวงจรปิดที่ดึงกระชากผม น.ส.เอ ลงจากรถ และนายศุภมิตร บัญชา อายุ 30 ปี ซึ่งเป็นคนขับรถกระบะสี่ประตูสีแดงนั้นได้มามอบตัวแล้ว เบื้องต้น ผู้ต้องหา 5 คนนี้ ให้การปฏิเสธ ทุกข้อกล่าวหา เนื่องจากคดีนี้จากพฤติกรรมและหลักฐานสำคัญรวมถึงคำให้การของผู้เสียหาย พนักงานสอบสวนฯได้แจ้งข้อกล่าวหาไปถึง 6 ข้อหาฐาน ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์,ข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งใดโดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพของผู้ถูกข่มขืนใจหรือผู้อื่นจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น โดยมีอาวุธหรือโดยร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป,ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นหรือทำด้วยประการใดๆให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย,ร่วมกันพยายามหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังบุคคลเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่,พาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร,ลักทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป โดยใช้ยานพาหนะเพื่อความสะดวกแก่การพาทรัพย์นั้นไปหรือให้พ้นการจับกุม และได้นำตัวไปฝากขังยังศาลจังหวัดกาฬสินธุ์แล้ว

คดีอุ้มเรียกค่าไถ่พลิก "ผู้เสียหายตกเป็นผู้ต้องหา"

          “แต่คดีนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการสอบสวนและการรวมรวมพยานหลักฐาน โดยเฉพาะที่ไปที่มาของเงิน เนื่องจากผู้ต้องหาอ้างว่าเป็นเพียงผู้รับจ้างมาทวงเงินจาก นส.เอ และได้รับค่าตอบแทนเป็นเงิน 10,000 บาท เท่านั้น แต่หลังจากที่ทำการขยายผล โดยเฉพาะในกลุ่มผู้เสียหาย ซึ่งเป็นเพื่อนของ นส.เอฯ ในแนวทางการสืบสวนทราบว่า ตำรวจได้ไปที่ห้องพักของ นส.เอฯ และเพื่อน ปรากฏไปพบยาบ้าจำนวน 4 พันเม็ด ซึ่งตำรวจชุดสืบสวน ท้องที่ สภ.เมืองมหาสารคาม กำลังทำการขยายผล แต่ในส่วนของตำรวจกาฬสินธุ์ ก็จะดำเนินคดีกับผู้ต้องหาจำนวน 5 คนนี้ซึ่งก็คงต้องใช้เวลาเพื่อส่งให้อัยการฟ้องต่อศาลต่อไป”

          ด้าน พล.ต.ต.มนตรี จรัลพงศ์ ผบก.ภ.จว.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า เป็นคดีที่อุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญ คนร้ายก่อเหตุใกล้กับจวนผู้ว่าราชการจังหวัดอย่างไม่เกรงกลัว ถึงแม้จะสามารถจับกุมตัวคนร้ายที่ก่อเหตุได้แล้วแต่เมื่อมีการขยายผล คดีนี้ผู้เสียหายอาจจะตกเป็นผู้ต้องหาในคดียาเสพติดซะเอง ขณะนี้ได้มอบหมายให้ พ.ต.อ.ชาตรี ปรีชากุล รอง ผบก.ภ.จว.กาฬสินธุ์ ซึ่งดูแลในเรื่องงานสอบสวน ให้เกาะติดสำนวนและช่วยเหลือในการประสานงานผลทางคดีเพื่อการขยายผลร่วมกับทาง สภ.เมืองมหาสารคาม ในการสืบหาข้อเท็จจริง ไปยังเครือข่ายค้ายาเสพติด ตามนโยบายของ นายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งได้ดำเนินยุทธการฟ้าแดดสงยางกวาดล้างยาเสพติดอยู่ในขณะนี้

          อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อสอบถามทางโทรศัพท์ไปยัง พ.ต.อ.ชัยโรจน์ นาคราช ผกก.สภ.เมืองมหาสารคาม กล่าวว่า คดีนี้ชุดสืบสวน กองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้ขอความร่วมมือชุดปราบปรามยาเสพติด สภ.เมืองมหาสารคาม เข้าค้นตรวจสอบห้องพัก โดยได้นำ นายบีฯ นามสมมุติ ฯ เพื่อนของ นส.เอ ผู้เสียหาย ในคดีเรียกค่าไถ่ไปตรวจสอบ เบื้องต้นยืนยันว่าพบยาบ้าในห้องพักของ นส.เอฯ ตำรวจจึงได้ทำการจับกุม นายบีฯเพื่อนของ นส.เอฯ ไว้ดำเนินคดีในข้อหามียาบ้าไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและขณะนี้ยังอยู่ในขั้นรวบรวมหลักฐานเพื่อขอออกหมายจับ นส.เอฯ ผู้เสียหายในคดีเรียกค่าไถ่ เพราะถูกซัดทอดเกี่ยวกับยาเสพติดจำนวนนี้ด้วย

          สำหรับคดีนี้มีรายงานจากแหล่งข่าวระดับสูงเกี่ยวกับการเชื่อมโยงไปถึงกระบวนการค้ายาเสพติด ซึ่งข้อมูลตรงกับ ตำรวจภูธรภาค 4 ว่า เครือข่ายค้ายาบ้า ได้ใช้ชื่อว่า มันทุกเม็ด เป็นเฟสบุ๊คเพื่อกระจายยาบ้าในแถบภาคอีสานและเป็นองค์กรใหญ่ และทำการกระจายยาบ้าไปตามกลุ่มนักเสพหน้าใหม่ในชุมชนและหมู่บ้าน เหมือนทำเป็นร้านสะดวกซื้อ เพื่อให้เครือข่ายของตนที่รับยาบ้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน เป็นเจ้าเดียวในการค้ายาบ้า และการจับกุมในครั้งนี้ มีรายงานด้วยว่า นส.เอ นามสมมุติ ผู้เสียหาย ซึ่งถูกกระชากหัวนั้น ยังเป็นบุตรสาวนายตำรวจใหญ่ในภาค 4 ด้วย