กะเทาะเปลือก"เต้"สันต์ ภิรมย์ภักดี

โปรย "ชีวิตผมไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ไม่เคยที่จะไม่มีอะไรผิดพลาด ผมเริ่มต้นจากเด็กที่ไม่ค่อยเอาถ่านคนหนึ่ง แล้วมาปรับสภาพตัวเองให้ดีขึ้น"

 หลายคนคงคุ้นหน้าคุ้นตากับ "เต้" สันต์ ภิรมย์ภักดี ด้วยเป็นหนึ่งหนุ่มคนดังในแวดวงธุรกิจเปิดตัวสินค้าใหม่ ในฐานะที่เจ้าตัวนั่งเก้าอี้ผู้อำนวยการกลุ่มการตลาด นอน-แอลกอฮอล์, ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมทางธุรกิจ, กรรมการบริหาร บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น นับเป็นอีกหนึ่งสิงห์ที่ผงาดอยู่ในครอบครัวภิรมย์ภักดีได้อย่างน่าภาคภูมิใจ แถมยังเป็นนักร้องที่เจียดเวลาที่เหลือเพียงน้อยนิด มาจับไมค์ร้องเพลงตามความฝัน เป็นหนึ่งไฮโซคนดังที่เป็นที่ต้องการให้ไปร่วมงานอีเวนท์ต่างๆ ทิ้งท้ายด้วยการเป็นสามีสุดที่รักของ "ตอง" นิสามณี เจ้าของธุรกิจนำเข้าเทียนหอม คิน แอนด์ โค และคุณพ่อสุดเท่ของ น้องนิสา ลูกสาววัย 1 ขวบ 7 เดือน ซึ่งภาพที่สะท้อนออกมาในมุมมองต่างๆ เหล่านั้น ทำให้คนทั่วไปรู้สึกเข้าถึงยากและสัมผัสไม่ได้ จนเมื่อ "คม ชัด ลึก" มีโอกาสไปนั่งพูดคุยกับผู้ชายคนนี้ถึงบ้านพักในย่านสุขุมวิท ทำให้ความคิดต่างๆ ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้มลายหายไปทันที ไม่เชื่อลองอ่านดูค่ะ
 
ก่อนมาทำธุรกิจที่บ้านเคยทำงานที่ไหนมาก่อนหรือเปล่า

 พอเรียนจบผมไปเรียนทำเบียร์ที่เยอรมนีอยู่ 8 เดือน ที่ผมเรียนเพราะในหนึ่งเจเนอเรชั่นจะต้องมีคนทำด้านนี้อยู่ ซึ่งผมถือเป็นเจเนอเรชั่นที่ 4 แล้ว กลับมาเลยไปทำงานที่บริษัทโอกีวี่ เป็นบริษัทเอเจนซี่ ทำอยู่ครึ่งปี เรียนรู้ระบบการทำงานของเขา ต่อไปถ้าเราจะใช้เอเจนซี่จะได้รู้เขารู้เรา ต้องรู้วิธีการทำงานและความคิดของเขา ก่อนที่เราจะบอกเขาหรือว่าเขาได้ ต้องเรียนรู้ทั้งหมด ซึ่งผมจบด้านโฆษณามาจะต้องทำด้านนี้อยู่แล้ว

ผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ของสิงห์คุณเต้เป็นคนริเริ่ม

 ต้องย้อนกลับไปตอนที่ผมเรียนปริญญาโทที่ศศินทร์ พอจบแล้วได้กลับมาทำงานที่บริษัท เห็นว่าบริษัทของเราไม่มีแผนกพัฒนาธุรกิจ ถ้าจะออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ จะขึ้นอยู่กับแผนกวิจัยและพัฒนา ซึ่งแผนกนี้ไม่ใช่นักคิดแต่เขาเป็นนักปรุงเท่านั้น ผมเลยมองไปว่าถ้าในอนาคตเรามีแค่เบียร์กับน้ำโซดาจะอยู่ได้อย่างไร เลยเริ่มกับเพื่อนที่ศศินทร์คนสองคนสร้างแผนกพัฒนาธุรกิจนี้ขึ้นมา ใช้เวลาประมาณ 5-6 ปี ตอนนี้มีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมาหลายตัวแล้ว

ทำไมถึงเลือกที่จะสร้างแผนกพัฒนาธุรกิจนี้ขึ้นมา

 ผมเป็นคนไม่ชอบเดินตามแพทเทิร์นอะไรก็แล้วแต่ ถ้าบอกให้เลี้ยวขวาผมจะเลี้ยวซ้ายทันที ผมเป็นคนแบบนั้น อาจจะดูเหมือนดื้อนิดหนึ่ง แต่ผมอยากจะใช้ความคิดของตัวเองออกมาแล้วประสบความสำเร็จในความคิดนั้นๆ ถ้าพูดง่ายๆ คือ เราอยากจะคิดทำอะไรใหม่ๆ ด้วยตัวเอง ไม่อยากจะทำในสิ่งที่คนอื่นเขาทำแล้ว ถามว่าพลาดแล้วทำอย่างไร พลาดได้แน่นอนเป็นเรื่องธรรมดาผมถือเป็นครู พลาดเป็นสิ่งที่ทำให้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ได้เปิดมุมมองใหม่ๆ ที่มาจากประสบการณ์ล้วนๆ งานที่ทำวันนี้ผมบอกได้เลยว่าความรู้ที่ได้จากการเรียนแค่ 20 เปอร์เซ็นต์ อีกประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ เป็นสิ่งที่เราต้องแสวงหาเอาเอง

ถ้าพลาดแล้วจะทำอย่างไร 

 ต้องพร้อมที่จะเผชิญกับปัญหาและไม่หนีปัญหา จากนั้นต้องกลับมาดูว่าปัญหาเกิดจากอะไร การแก้ปัญหาที่ถูกต้องคือการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุไม่ใช่ปลายเหตุ เพราะผมเคยโดนมาแล้วแล้วชีวิตผมไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ไม่เคยที่จะไม่มีอะไรผิดพลาด ผมเริ่มต้นจากเด็กที่ไม่ค่อยเอาถ่านคนหนึ่งแล้วมาปรับสภาพตัวเองให้ดีขึ้น คือ บริษัทสิงห์บอกเลยว่าถ้าไม่แน่จริงทำไม่ได้ เพราะทุกคนในนั้นเป็นโปรเฟสชั่นนอล ไม่ได้บริหารงานกันแบบครอบครัว เราจ้างคุณมาเพื่อต้องการฟังความคิดเห็นที่มีความแตกต่างทางความคิดของคุณ ไม่ได้ต้องการให้คิดเหมือนกัน เพื่อปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหรือเอาไปใช้ในอะไรบางอย่าง ถ้ามาแล้วโดนล้างสมองมันไม่มีประโยชน์ ต้องมีคนมองในมุมที่ต่างงานถึงจะเดินไปได้

มองคู่แข่งทางธุรกิจอย่างไรบ้าง

 คู่แข่งสำหรับผมแล้วคือตัวเราเอง ทุกวันนี้จะบอกว่าเราแข่งกับตัวเองไม่ได้แข่งกับใคร ทุกๆ คน ทุกๆ องค์กร เอาง่ายๆ ไม่มีใครสมบูรณ์แบบแต่จะทำยังไงให้ตัวคุณเกือบที่จะสมบูรณ์แบบ ต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตัวเองตลอดเวลา

เป็นนักธุรกิจที่จับไมค์ร้องเพลงด้วย

 การร้องเพลงเป็นอีกหนึ่งอย่างที่ชอบ เป็นสิ่งที่เราไม่ได้ทำตอนเด็กๆ พอโตขึ้นเราทำทุกอย่างให้เห็นชัดแล้วว่าเราทำได้ เลยอยากทำอะไรเพื่อตัวเองบ้าง พอดีผมเป็นเพื่อนสนิทของ บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์ เขาก็แนะนำอะไรดีๆ เกี่ยวกับการทำงาน ทำวงดนตรี จนเกิดเป็นวงกรุงเทพมาราธอน ซึ่งการร้องเพลงก็เป็นอีกมุมหนึ่งของผม ทำสนุกๆ จริงๆ แล้วชีวิตเราไม่ได้ยาวมาก เลือกที่จะลองอะไรใหม่ๆ ตลอดเวลา ถ้าคิดจะทำจริงๆ ทำเลย ถ้ารอวันพรุ่งนี้ไม่มีหรอกถ้าจะทำแล้วทำเลย ไม่มีคำว่าสายเกินไป มีแค่ว่าคุณอยากทำจริงๆ หรือเปล่า ไม่ใช่ปากบอกจะทำแต่ใจไม่อยากทำ ต้องรู้ว่าอะไรคือหน้าที่การงาน อะไรคือสิ่งสำคัญที่สุด ณ เวลานั้น ตารางแต่ละวันเปลี่ยนได้ตลอด อาจจะเป็นเพราะนิสัยของนักพัฒนาก็ได้ คือ อะไรที่สำคัญกว่าผมต้องไปทำก่อน ถ้าไปยึดติดอยู่กับตารางงานว่าทำไมไม่บอกก่อนทำไม่ทัน ธุรกิจไม่มีคำว่าทำไม่ทัน มีแต่คำว่าทำหรือไม่ทำ อีกครั้งนะครับทำหรือไม่ทำ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญและหัวใจของธุรกิจเลย ถ้าบอกว่าทำอันนี้อยู่ทำไมไม่บอกก่อน นั่นคือคุณพลาดโอกาสสำคัญของคุณไปเลย การที่มีโอกาสมาแล้วคุณไม่ได้ไขว่คว้าหรือเก็บเอาไว้ไม่ได้ มันน่าเจ็บใจกว่าอะไรเสียอีก ฉะนั้นคุณต้องยืดหยุ่นได้ตลอดเวลาถ้ายืดหยุ่นไม่ได้เลยจะลำบาก

แบ่งเวลาให้แก่ครอบครัวอย่างไร

 ขึ้นอยู่กับว่าเรามองว่าอะไรสำคัญ ณ ตอนนั้น ครอบครัวสำคัญเช่นเดียวกัน ผมไม่ได้ทำงานจนไม่มีเวลาให้ครอบครัวเลย เด็กตั้งแต่เกิดจนถึง 6 ขวบเป็นช่วงที่สำคัญที่สุด เป็นวัยที่กำลังเลือกว่าจะเอาซอฟต์แวร์อะไรใส่เข้าไปในสมอง ดังนั้นเราต้องพยายามเลือกซอฟต์แวร์ที่ดีที่สุดใส่เข้าไปในสมองของเขาให้ได้มากที่สุด หลังจากนั้นจะเป็นฮาร์ดแวร์ที่เขาสามารถเลือกเองได้แล้ว

แบบไหนคือตัวตนของเต้

 เป็นคนสบายๆ จะไม่เครียดกับงาน ถ้าเครียดจะทำให้เห็นเลยว่า คุณไม่ได้รักงานที่ทำเลย เพราะคุณเอาความเครียดเข้าไปใส่ในตัวงาน งานจะไม่มีทางออกมาดี ต้องเอาความเข้าใจใส่ในตัวงาน ความเครียดไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นมา สิ่งที่จะทำให้ดีคือคุณต้องใส่ใจเข้าไป รักในสิ่งที่คุณทำขึ้นมาก่อนเลยอันดับแรก ความเครียดไม่ใช่คำตอบของทุกๆ คำตอบ ความเครียดทำให้คุณมองไม่เห็นทางออกด้วยซ้ำไป

ถ้าอยู่บ้านจะเป็นอย่างไร

 อยู่บ้านจะเล่นอยู่กับลูก พยายามสอนเขาให้ได้มากที่สุด เด็กถามเป็นสิ่งที่ดี การที่เขาถามแสดงว่าเขาอยากเรียนรู้ ผมมองว่าสมองของเด็กเป็นเหมือนจิ๊กซอว์ที่ยังไม่ต่อเป็นภาพใหญ่ เขายังไม่สามารถเข้าใจได้ว่าภาพใหญ่เป็นยังไง แต่ถ้าเราให้คำตอบดีๆ ให้เขาได้มากที่สุด ผมเชื่อว่าเขาจะได้ภาพจิ๊กซอว์ที่ใหญ่ในหัว แล้วต่อไปเขาจะเรียนรู้ มีเซ้นส์อะไรต่างๆ ที่ดีเพราะเขาเห็นภาพใหญ่แล้ว เวลาเด็กถามต้องพยายามตอบเขาให้ได้ ตอบไม่ได้ก็ต้องพยายามหาคำตอบมาให้เขา จะทำให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีมีจิตใจแจ่มใสร่าเริงอารมณ์ดี 

มีลูกแล้วชีวิตเปลี่ยนไปหรือเปล่า

 เริ่มขี้งกขึ้น (หัวเราะ) เริ่มคิดว่าที่บ้านมีแล้วซื้อทำไม คือ เราไม่จำเป็นต้องได้ทุกอย่างที่อยากได้ ในโลกนี้เราคงไม่ได้ทุกอย่างที่เราอยากได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นต้องเลือก แต่ถ้าอยากได้อะไรสักอย่างขึ้นมาจริงๆ ผมจะศึกษาอย่างละเอียดยิบ ดูเหมือนเป็นคนใช้เงินเก่ง แต่ทุกอย่างที่ใช้ผ่านการคิดมาหมดแล้ว พอมีลูกถือเป็นการเปิดชีวิตใหม่ ได้รู้อะไรที่เราไม่รู้จักหรือรู้สึกมาก่อน ต้องบอกว่าเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบเด็กแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว แต่พอมีลูกความรู้สึกเปลี่ยนไปหมด ผมยังไม่เชื่อตัวเองเลย

วางแผนชีวิตให้ลูกอย่างไรบ้าง

 ไม่ได้วางแผนเลย ให้อิสระทางความคิดกับเขา ไม่ได้ปิดกั้นว่าเรียนจบต้องกลับมาทำธุรกิจต่อจากบ้าน อย่างผมพ่อแม่ก็ไม่ได้บอกว่าเรียนจบต้องทำธุรกิจต่อจากทางบ้าน แต่พอถึงจุดหนึ่งจะรู้ตัวเองว่า พ่อเราทำงานหนักขนาดนี้ ถ้าไม่ช่วยคงไม่ใช่ลูกแล้ว เหมือนตอบแทนพระคุณที่เขาเลี้ยงเรามาตั้งนาน อย่างนิสายังเด็ก ผมจะพยายามพาลูกไปต่างจังหวัดให้เขาได้เห็นอะไรบ้าง อีกหน่อยผมคงจะพาลูกออกไปสองต่อสองสักวันต่ออาทิตย์ เหมือนไปเดทกัน สิ่งนี้พี่บอย (บอย โกสิยพงษ์) ทำอยู่ตลอดซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมาก ทำให้ลูกได้พูดในสิ่งที่เขาอยากจะพูดให้พ่อเขาฟัง ได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน เพื่อที่เขาจะพูดปรึกษาเราให้รู้สึกเหมือนเป็นเพื่อนคนหนึ่ง

 นี่แหละ คือ ตัวตนที่แท้จริงของสิงห์หนุ่มแห่งตระกูล "ภิรมย์ภักดี"


เปิดอ่าน