หลวงตาปพนพัชร์ ธรรมะเยียวยามะเร็ง

ไลฟ์สไตล์ > พระเครือง  :  13 เม.ย. 2553

ในจังหวัดสกลนคร มีครูบาอาจารย์พระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบที่น่าเลื่อมใสอยู่มาก แต่สำหรับสำหรับท่านนี้ หลวงตาปพนพัชร์ จิรธัมโม เจ้าอาวาสวัดคำประมง ต.สว่าง อ.พรรณนานิคม จ.สกลนคร ทำงานทางธรรมกับคนป่วยมะเร็งอย่างต่อเนื่องหลายสิบปี

 หลวงตาปพนพัชร์ เรียนจบวิศวกรรมศาสตร์ สาขาการชลประทาน จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ปี ๒๕๑๙ แล้วก็เข้ารับราชการในตำแหน่งวิศวกรชลประทาน ๓ กองออกแบบกรมชลประทาน จนถึงปี ๒๕๒๑

 พอถึงปี ๒๕๒๒ ท่านก็ได้บรรพชาเป็นพระสงฆ์ในพุทธศาสนา โดยมีพระครูบริบาลสังฆกิจ (อุ่น อุตตโม) เป็นพระอุปัชฌาย์

 ในการปฏิบัติธรรม ท่านมีพระเดชพระคุณ หลวงปู่สิม พุทธาจาโร (พระญาณสิทธาจารย์) วัดถ้ำผาปล่อง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เป็นพระอาจารย์องค์แรก และต่อมาก็ศึกษาข้อวัตรปฏิบัติของครูบาอาจารย์ในสายของพระอาจารย์มั่น ภูริตตเถระ

 ต่อมาในเมื่อปี ๒๕๓๙ หลวงตาอาพาธด้วยโรคมะเร็งหลังโพรงจมูก (Nasopharynx) ท่านรักษาตัวด้วยการแพทย์แผนปัจจุบันทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเคมี หรือฉายรังสี แต่อาการมีแต่ทรุดลงเรื่อยๆ ต่อมาตัดสินใจแน่วแน่ที่จะแลกชีวิตด้วยการใช้สมาธิบำบัด รวมกับการใช้ยาสมุนไพรไทยรักษาตัวเอง จนหายเป็นปกติจนถึงปัจจุบัน และนำไปสู่ปฐมบทการก่อตั้ง “อโรคยศาล” สถานอภิบาลผู้ป่วยโรคมะเร็งด้วยสมุนไพรไทยและสมาธิบำบัด ขึ้นเมื่อปี 2547 จนเป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งทั้งไทยและต่างชาติ

 ท่านบอกแนวคิดในการตั้งอโรคยศาลว่า หมอส่วนใหญ่อยู่ในโรงพยาบาลใหญ่ๆ แพงๆ คนจนไม่มีโอกาสเข้าถึงการรักษาแบบนั้น

 “หลวงตาอยากช่วยคนจนให้มีสิทธิ์ในการรักษาที่ดีบ้าง ที่นี่ใช้ทั้งการแพทย์แผนไทย แผนปัจจุบัน และแผนจีน ผสมผสานรักษาแบบองค์รวม” ท่านบอก และหากใครได้มาเห็นก็จะทราบดีว่า หลวงตาจะคอยติดตามอาการคนไข้อย่างใกล้ชิด เพื่อแนะนำวิธีการดูแลและปรับขนาดยา (สมุนไพร) ให้ และไม่ว่าจะดึกดื่นค่อนคืนหรือเช้ามืดเพียงใด หากได้รับการร้องขอ หลวงตาจะออกมาดูแลคนไข้ด้วยตัวเองทุกครั้ง

 “มะเร็งไม่ใช่โรคที่จะรักษาได้ง่ายๆ เหมือนเส้นผมบังภูเขา เราต้องหาวิธี หาจิตวิญญาณของมะเร็งให้เจอ ดูว่าต้นเหตุอยู่ตรงไหน ดึงตรงนั้นออกมาจัดการ ถ้าทำได้ นั่นแหละ การรักษามะเร็งถึงจะไม่ใช่เรื่องยาก” 

 ผู้ป่วยที่มารักษาตัวที่อโรคยศาลส่วนใหญ่สิ้นหวัง และเกือบจะสิ้นเนื้อประดาตัวไปกับการรักษาจากแผนตะวันตก ไม่นับปัญหาทางกายที่สะบักสะบอมมาด้วยเคมีบำบัด และรังสีบำบัด แถมมะเร็งยังลุกลามไปยังจุดสำคัญ บางรายมารู้เมื่อมีอาการหนักแล้ว และได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ซึ่งแพทย์แผนปัจจุบันไม่มีวิธีรักษาแล้ว

 “การบอกคนไข้ว่ารักษาไม่ได้แล้ว ก็เหมือนการพิพากษาชีวิตคนไข้ เขาคงเหมือนตายทั้งเป็น บางรายตอนไปหาหมอก็หายใจอยู่ดีๆ อยู่พอรู้ว่าเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย เท่านั้นแหละ หายใจไม่ออกขึ้นมาเลย” ท่านบอกพร้อมเสียงหัวเราะเหมือนเป็นเรื่องขำๆ แต่ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าไม่จริง

 ถึงปีนี้ อโรคยาศาล มีคนไข้รวมแล้วกว่า ๑,๖๐๐ คน มีอัตราคนไข้ที่ยังรอดชีวิตจากมะเร็งขั้นสุดท้ายมาตั้งแต่เมื่อ ๕ ปีก่อน ราว ๑๒% และยังคงเดินหน้าจัดส่งยาสมุนไพรไปให้คนไข้เก่าที่กลับไปรักษาตัวที่บ้าน โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ 

 หลวงตาไม่คิดค่าใช้จ่ายกับผู้ป่วยแม้แต่บาทเดียว ไม่ว่าจะเป็นค่ายาสมุนไพร ค่าที่พัก ที่จัดไว้ให้แบบสะดวกสบายพอสมควร ทั้งคนไข้และผู้ที่จะมาดูแล ค่าน้ำ ค่าไฟ ก็ไม่คิด เพราะเห็นว่าคนไข้เสียเงินกับการรักษามามากแล้ว มาถึงตรงนี้จะได้ไม่ต้องเป็นห่วงเป็นกังวลเรื่องเงินอีก 

 “ผู้ป่วยบางรายมาที่นี่ไม่มีญาติมาดูแล ไม่มีค่าพาหนะ พอถึงขากลับ นอกจากอาการจะดีขึ้น ยังได้ค่ารถกลับบ้านด้วย” ท่านบอกพร้อมเสียงหัวเราะที่ดังฟังชัดตามสไตล์

 เมื่อรับเป็นคนไข้ของอโรคยศาลแล้ว หลวงตามีแต่จะดูแลทุกคนทั้งผู้ป่วยและญาติ ราวกับเป็นลูกเป็นหลาน ท่านจะสอนให้ทุกคนรู้จักช่วยเหลือเกื้อกูลและแบ่งปันกัน ทำกิจกรรมร่วมกันทุกวัน เพื่อทำให้ทุกคนรู้สึกอบอุ่นเหมือนพี่น้อง แม้แต่อาหารการกินท่านก็เป็นห่วง ถึงขนาดให้ทำแปลงผักไฮโดรโปนิกส์ ไว้ให้คนไข้กิน เพื่อหลีกเลี่ยงสารพิษตกค้างจากยาฆ่าแมลง

 พร้อมกันนั้นท่านก็ให้โอกาสกลุ่มจิตอาสา เข้ามาช่วยดูแลสุขภาพกาย สุขภาพใจ ของผู้ป่วยและญาติผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง กิจกรรมของที่นี่จึงมีทั้งดนตรีบำบัด ฝังเข็ม นวดผ่อนคลาย ฯลฯ

 

 ทุกอย่างที่หลวงตาทำ ล้วนเป็นไปด้วยความเมตตา ท่านช่วยเกื้อกูลทางใจให้คนไข้ ผู้ป่วยหลายรายเมื่อกำลัง “ใจ” ดีขึ้น อาการทางกายก็ทุเลาลงอย่างน่าอัศจรรย์

 ท่านบอกอีกว่า มะเร็งเป็นโรคทางจิตวิญญาณ ต้องเยียวยาด้วยหัวใจ ควบคู่ไปกับการใช้ยาสมุนไพร สมาธิ ครอบครัวและชุมชน บำบัดไปพร้อมๆ กัน ที่สำคัญต้องเข้าใจธรรมะว่า โรคภัยไข้เจ็บเราไม่สามารถหนีได้ หนีไปทางไหนก็ไม่พ้นโรค แต่ทำอย่างไรจึงอยู่กับโรคได้อย่างมีความสุข อยู่กับปัจจุบันและเข้าใจโลกตามความเป็นจริงได้ ถ้าอยู่ได้ก็เท่ากับเป็นการสร้างบารมี สร้างกุศลให้จิตใจเรา เพื่อก้าวไปสู่การพ้นทุกข์ได้ไม่มากก็น้อย

 การที่หลวงตาไม่ยึดติดว่า “ฉันต้องดีคนเดียว” ท่านจึงมีทีมแพทย์และพยาบาลจิตอาสา เข้ามาช่วยดูแลคนไข้ ถ้าพิจารณาเห็นว่าจำเป็นต้องส่งต่อโรงพยาบาล เช่น เพื่อเจาะช่องท้องเอาน้ำออกหรือให้เลือด ท่านก็จะทำทันที

 หากคนไข้อยากกลับบ้านหรือไปรักษาต่อที่โรงพยาบาล ท่านก็ไม่ห้าม เพียงแต่ให้แนวทางว่า “คุณต้องรับผลของมันได้นะ” แต่ท้ายที่สุดรับไม่ได้ “ถ้าจะกลับมา เราก็ยินดีรักษาแบบประคับประคองต่อไป” ท่านบอกและย้ำว่า “ที่นี่เราให้ทุกคนได้เลือกทางเดินอย่างอิสระ”

 หลวงตาอธิบายต่อว่า งานของอโรคยศาล จะเน้นการรักษาผู้ป่วยแบบองค์รวมโดยใช้สมุนไพรตามธรรมชาติ ร่วมกับการใช้สมาธิบำบัดว่า “เราจะให้คนไข้กินยาสมุนไพรเพื่อช่วยให้ภูมิต้านทานแข็งแรงและระบบน้ำเหลืองดีขึ้น ถ้าสองระบบนี้ดี มะเร็งก็จะทำอะไรเราไม่ได้”

 ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ หลวงตาจะสอนให้ผู้ป่วยได้เข้าใจชีวิตตามความเป็นจริงว่า คนเรานั้นต้องตายทุกคน ถึงไม่ตายเพราะมะเร็ง ก็ต้องตายเพราะเหตุอื่น เพื่อใจของผู้ป่วยและญาติจะได้ไม่เป็นมะเร็งไปด้วย

 ทุกๆ วันในตอนเช้าและค่ำ ท่านจะสอนให้คนไข้ฝึกนั่งสมาธิอย่างน้อย ๙ นาที พิจารณาชีวิตว่ามีการเกิด ป่วย และตาย ร่างกายต้องเสื่อมไปตามสภาวะของมันเอง

 ลองคิดว่าถ้าอีก ๙ นาทีข้างหน้าจะต้องตาย จะพิจารณาความตายของเราและยอมรับความตายได้อย่างไร

 นอกจากยาต้านมะเร็งตามมาตรฐานของอโรคยศาลแล้ว ท่านก็ร่วมมือกับสถาบันการแพทย์แผนไทยอีกหลายแห่ง ทั้งในท้องถิ่น จ.สกลนคร จังหวัดใกล้เคียง พัฒนาสูตรยารักษามะเร็ง ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งปอด มะเร็งเม็ดเลือด มะเร็งเต้านม

 ท่านบอกว่าครอบครัวต้องมีส่วนร่วมในการรักษาด้วย เพราะการรักษาที่โรงพยาบาล ญาติพี่น้องมักทิ้งคนไข้ให้หมอและพยาบาลดูแล ที่นี่หลวงตาจึงวางแนวทางการรักษาว่า ครอบครัวต้องช่วยก่อน แล้วเราช่วยสนับสนุนให้เข้มแข็งมากขึ้น

 ในเรื่องวิธีการต้มยาก็ไม่ใช่แค่ต้มให้เสร็จๆ ไป แต่ต้องใส่ใจและทำอย่างมีสมาธิ ระมัดระวังและอดทน การต้มยาจึงเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง กว่าจะเสร็จก็ใช้เวลา ๒ ชั่วโมงกว่า

 “ถ้าคนไข้อยากทุกข์น้อยลง ก็ต้องรู้จักมองเข้าไปภายในตัวเอง ปรับปรุงวิธีการใช้ชีวิต พอมาเป็นมะเร็ง คุณต้องรู้จักใจเย็น ค่อยๆ เรียนรู้อาการและเข้าใจว่าจะต้องปรับตัวอย่างไร เพื่อให้อยู่กับโรคนี้ได้อย่างไม่เป็นทุกข์ หรือหากต้องตายก็จะได้ ตายอย่างยิ้มได้” ท่านบอกในท้ายที่สุด

 ***อโรคยศาล มีโครงการ “มาเป็นจิตอาสากันเถอะ เพียงปีละ ๑ วัน” (หรือมากกว่า) เพื่อเปิดเวทีให้คนที่จิตอาสาได้ทำความดีเพื่อผู้อื่นได้ง่ายๆ โดยใช้หลักธรรมสื่อความหมาย

 ผู้สนใจทำงานจิตอาสา แจ้งความจำนงได้ที่เว็บไซต์ วัดคำประมง www.khampramong.org  มุมซ้ายล่าง หัวข้อ ติดต่อวัดคำประมง / อีเมล : ppp@khampramong.org หรือโทร.๐-๔๒๗๗-๙๒๗๖

 ส่วนท่านใดมีจิตศรัทธาอยากช่วยเหลือค่าใช้จ่ายเพื่อเป็นค่ายารักษามะเร็ง ค่าอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแรงงาน และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ขอเชิญสมทบทุนผ่านบัญชีออมทรัพย์ ชื่อบัญชี มูลนิธิอภิญญาณอโรคยศาล ธนาคารกรุงไทย สาขาสกลนคร เลขที่ : ๔๑๒-๐-๔๙๖๙๔-๕

 


เปิดอ่าน