เทพ กำแพง กับ...ความเฮี้ยนของปั้นเหน่งแม่นาค

มีตำนานเล่าสืบต่อกันมากว่าร้อยปี เกี่ยวกับ แม่นาคพระโขนง ว่า สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ท่านนำกระดูก หน้าผากแม่นาค มาทำเป็น ปั้นเหน่ง หัวเข็มขัดโบราณ

  เล่าต่อกันว่า สุดท้ายปั้นเหน่งหน้าผากแม่นาคตกอยู่กับ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ โดยมีคติความเชื่อว่า ผู้ที่ได้ครอบครอง วิญญาณในปั้นเหน่งจะคุ้มครองผู้นั้น

 อย่างไรก็ตาม จากการเทกโอเวอร์รังพระ กำนันชูชาติ หรือ กำนันชูชาติ มากสัมพันธ์ เจ้าของ พิพิธภัณฑ์พระกำนันชูชาติ ของ นายสุเทพ จิรวัฒน์สุนทร หรือเจ้าของฉายาที่รู้จักกันดีในวงการพระเครื่องว่า เทพ กำแพง มีเครื่องรางอันล้ำค่าอยู่ชิ้นหนึ่ง ที่ประเมินค่ามิได้ คือ ปั้นเหน่งแม่นาค ซึ่งเชื่อกันว่า เป็นชิ้นเดียวกับของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ 

 หลังจากได้ปั้นเหน่งแม่นาคมาอยู่ในความครอบครอง เทพ กำแพง บอกว่า ผู้ที่ทราบข่าวต่างมาขอซื้อ และได้ประกาศไปว่า ขอก็ไม่ให้ ซื้อก็ไม่ขาย จะเป็นของคนอื่นหรือเปลี่ยนมือ ก็ต่อเมื่อตายไปจากโลกแล้วเท่านั้น

 ส่วนพระเครื่องและวัตถุมงคลอื่นๆ ใครอยากได้ชิ้นไหนขายให้หมด ด้วยเหตุที่ว่า พระสมเด็จองค์ที่ว่าแพงๆ ยังหาได้ง่ายยิ่งกว่าปั้นเหน่งแม่นาค เพราะมีเพียงชิ้นเดียวเท่านั้น และเคยแสดงความเฮี้ยน ให้ผู้ที่ลบหลู่มาหลายต่อหลายครั้ง

 ส่วนตนเองแม้ว่าจะเป็นเจ้าของ ก็ไม่ได้อธิษฐานจิตขออะไรจากปั้นเหน่งแม่นาค แต่ชีวิตโดยส่วนรวมแล้วดีขึ้นตามลำดับ

   ด้วยเหตุที่ เทพ กำแพง ได้เทกโอเวอร์รังพระของ เชาว์ ริเวอร์ จากนั้นในปีถัดมาก็เทกโอเวอร์รังพระของ พล.ต.อ.สนอง วัฒนวรางกูร โดยทั้ง ๓ รัง มีพระมูลค่าไม่ต่ำกว่า ๕๐๐ ล้านบาท และล่าสุดเทกโอเวอร์รังพระ กำนันชูชาติ  ทำให้มีพระสวยๆ จำนวนมาก

 ทั้งนี้ เทพ กำแพง ยอมรับว่า เป็นเรื่องยากที่จะเลือกนิมนต์องค์ใดองค์หนึ่งขึ้นคอ หลายครั้งจัดพระเครื่องเป็นชุดด้วยจำนวนพระที่มาก ขณะเดียวกันตัวเองเป็นคนตัวเล็ก ก็แขวนไม่ไหว ในที่สุดก็เลือกแขวนพระชุดเล็ก ซึ่งจัดพระเครื่องไว้หลายสิบชุด ทั้งนี้จะแขวนแบบสะพายแล่ง เนื่องจากแขวนทีเดียวหลายสิบองค์

 นอกจากนี้แล้ว สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ คือ เครื่องราง ซึ่งจะพกติดตัวน่าจะไม่ต่ำกว่า ๕๐ ชิ้น

 ส่วนเหตุที่ทำให้ เทพ กำแพง ก้าวสู่วงการพระ ก็มีสาเหตุน่าทึ่งไม่น้อย คือมี เตี่ย เป็นผู้ชมชอบพระเครื่องของเมืองกำแพงเพชร ดังนั้นเมื่อลูกชายที่ชื่อ สุเทพ อายุได้ประมาณ ๗ ขวบ และกำลังเรียนอยู่ชั้น ป.๒ เตี่ยก็นำ พระพิจิตรเม็ดข้าวเม่า มาให้แขวนคอ กับสร้อยสเตนเลสเส้นพอเหมาะกับวัย เพราะพระพิจิตรเม็ดข้าวเม่ามีขนาดเล็กจึงเหมาะกับเด็กๆ อีกทั้งด้านพุทธคุณเชื่อขนมกินได้ว่า สามารถคุ้มครองป้องกันอันตรายให้ผู้มีติดตัวได้ทุกรูปแบบ

 กระทั่งเข้าเรียนชั้นมัธยมแล้ว เตี่ยก็นำ พระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่มีกนก มาให้แขวนคอ แทนพระพิจิตร เพราะสมัยนั้นพระซุ้มกอยังพอหาได้ไม่ยาก แถมราคาก็ยังไม่แรงเหมือนปัจจุบัน
 
 แต่แล้ว หลังจากแขวนพระซุ้มกอได้ไม่นาน หนุ่มน้อยสุเทพก็ถูกเตี่ยโกรธอย่างรุนแรง ทั้งนี้เพราะระหว่างแขวนพระซุ้มกออยู่นั้น คุณครูเห็นเข้าจึงเอ่ยขอ หนุ่มน้อยสุเทพก็ใจดียกให้คุณครูไปฟรีๆ ซึ่งต่อมาพอเตี่ยทราบเรื่องก็เลยโกรธมาก

 เทพ กำแพง บอกด้วยว่า เนื่องจากสมัยนั้น กว่าจะได้พระซุ้มกอองค์นี้ เตี่ยต้องใช้ข้าวเปลือกจำนวนถึง ๔ เกวียนไปแลก จึงได้มา

 จากที่เห็นเตี่ยโกรธอย่างรุนแรงนี้เอง หนุ่มน้อยสุเทพ จึงตั้งใจแน่วแน่ จะหามาชดใช้เตี่ยให้ได้ จากนั้นก็มุ่งเสาะหา พระซุ้มกอ ที่ช่วงนั้นคนเมืองกำแพงเพชรยังมีกันมากมาย มาคืนเตี่ยได้ถึง ๒-๓ องค์ และแต่ละองค์นอกจากสวยสมบูรณ์แล้ว ยังเป็นพระแท้อีกด้วย

 ตั้งแต่นั้นมา ก็กลายเป็นเซียนพระ ขณะอายุเข้าสู่วัยรุ่น แบบไม่ตั้งใจ คือ เมื่อใครมีพระซุ้มกอก็จะมุ่งมาให้เช่าบูชา และไม่เคยปฏิเสธที่จะเช่า เนื่องจากมีความชำนาญในการดูพระซุ้มกอมากทีเดียว

 ต่อมาในระยะหลังๆ จึงเริ่มสะสมพระสกุลอื่นๆ ของเมืองกำแพงเพชรไปด้วย รวมทั้งพระเครื่องเมืองอื่นๆ หากเจอถูกใจ ก็สะสมไปตามความนิยม

 ด้วยเหตุนี้ หลายปีต่อมาจึงกลายเป็นเซียนพระที่ได้ฉายา เทพ กำแพง ตามชื่อเมืองเกิด เพราะเป็นผู้ชำนาญการดูพระเมืองกำแพงนั่นเอง

 นอกจากพระเครื่องแล้ว ยังสะสมเครื่องรางของขลังอีกด้วย หลังจากศึกษา ก็เลยเป็นผู้นิยมชมชอบเครื่องรางของขลัง มากกว่าพระเครื่อง

 และสิ่งหนึ่งที่ไม่อยากให้ใครเอาเป็นแบบอย่าง คือ การเป็นคนชอบลองของ เมื่อได้เครื่องรางที่ขึ้นชื่อว่า มีพุทธคุณสุดยอด หลายครั้งที่นำไปทดลองยิงด้วยอาวุธปืน  ตามประสาผู้อยากรู้อยากเห็น

 ก็ได้ประจักษ์กับอิทธิฤทธิ์ของเครื่องรางที่มีทั้งยิงไม่ออกบ้าง หรือยิงออกแต่ไม่ถูกบ้าง เช่น ตะกรุดหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ที่มีทั้งนำไปทดลองยิงเอง และเคยเห็นพวกพ้องถูกยิงจังๆ ถึงขั้นล้มทั้งยืน แต่คมกระสุนกลับไม่ได้กินเลือดเลย เพราะเพื่อนที่ถูกยิง มีตะกรุดของหลวงปู่ศุขคาดเอวไว้ จึงหันมานิยมชมชอบเครื่องรางของขลังมากขึ้น และสะสมไว้มากมายหลายสำนักเลยทีเดียว

 “พระเครื่องเป็นเหมือนสมบัติผลัดกันชม ทุกอย่างมันเป็นวัฏจักร อย่างกับหลักธรรมที่ว่า เกิดขึ้นในเบื้องต้น เปลี่ยนแปลงในท่ามกลาง และดับลงในบั้นปลาย อย่าไปยึดติดว่า พระเครื่องจะเป็นของเรา และอยู่กับเราไปตลอดชีวิต ให้คิดเสียว่า เป็นสมบัติผลัดกันชม เป็นทรัพย์เป็นสมบัติของแผ่นดิน เป็นมรดกทางพุทธศาสนา ผมไม่เชื่อว่า จะมีรังพระไหนเป็นอมตะตลอดกาล วันนี้ผมมีแรงไปเทกโอเวอร์รังพระคนอื่น วันหน้าคลื่นลูกใหม่มาแรง รังพระของเทพ กำแพง ก็ต้องแตกรังเหมือนกับรังพระที่แตกรังทุกๆ ปี วันนี้พระอยู่กับเรา วันหน้าย่อมเปลี่ยนมือ พระหลายองค์เปลี่ยนมือองค์ละหลายๆ ครั้ง และทุกครั้งราคาเพิ่มขึ้นตลอด” เทพ กำแพง พูดทิ้งท้ายไว้อย่างน่าคิด
 
เรื่อง - ภาพ... "ไตรเทพ ไกรงไ


เปิดอ่าน