royal coronation
วันที่ 23 สิงหาคม 2562
ไลฟ์สไตล์

นวัตกรรมยาภูมิคุ้มกันบำบัด พิชิต 8 มะเร็งร้าย!

วันที่ 21 ธันวาคม 2561 - 18:10 น.
มะเร็ง,รศนพนรินทร์ วรวุฒิ,หน่วยมะเร็งวิทยา,คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,ภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็ง,มะเร็งผิวหนัง,มะเร็งลำไส้ใหญ่,แพทย์,ผู้ป่วย,รักษา,ออกกำลัง,นอนหลับ,ทานอาหาร,เจมส์ พี อัลลิสัน,ทาสุกุ ฮอนโจ,โนเบล,นวัตกรรม
Shares :
เปิดอ่าน 716 ครั้ง

วงการแพทย์ได้คิดค้นวิธีการรักษามะเร็งแนวใหม่เรียกว่า ภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็ง หรือ Immuno-Oncology (IO)

     จากสถิติองค์การอนามัยโลก 2557 พบว่า คนไทยตายด้วยโรคมะเร็ง 82,800 คนต่อปี หรือตายชั่วโมงละ 9 คน แบ่งเป็นชายไทยตายด้วยโรคมะเร็ง 47,200 คนต่อปี หรือชั่วโมงละ 5 คน ขณะที่ผู้หญิงตายด้วยมะเร็ง 35,600 ต่อปี หรือชั่วโมงละ 4 คน อีกทั้งการคาดการณ์ในปี 2568 มะเร็งเต้านมจะเพิ่มขึ้น 3.3% แต่มะเร็งปากมดลูกจะลดลง 4.4% ขณะที่มะเร็งลำไส้ใหญ่จะเพิ่มขึ้น 3.3% ในเพศชาย และจะเพิ่มขึ้น 4.1% ในเพศหญิง ด้วยอัตราการตายของผู้ป่วยโรคมะเร็งที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ คณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญนานาประเทศจึงได้พยายามศึกษาค้นคว้าวิจัยแนวทางในการรักษาโรคมะเร็งให้ได้ผลที่ดีที่สุด และเกิดผลข้างเคียงน้อยที่สุดแก่ผู้ป่วย

รศ.นพ.นรินทร์  วรวุฒิ

    รศ.นพ.นรินทร์ วรวุฒิ ผู้ก่อตั้งหน่วยมะเร็งวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โรงพยาบาลจุฬากรณ์ สภากาชาดไทย เปิดเผยถึงความก้าวหน้าในการรักษามะเร็งด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด (Cancer Immunotherapy) ว่าวงการแพทย์ได้คิดค้นวิธีการรักษามะเร็งแนวใหม่เรียกว่า "ภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็ง" หรือ Immuno-Oncology (IO) โดยเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2561 ที่ผ่านมาสมัชชาโนเบลที่สถาบันแคโรลินสกา (The Nobel Assembly at Karolinska Institutet) ประกาศผลรางวัลโนเบล สาขาสรีรศาสตร์และการแพทย์ ประจำปี 2018 ให้แก่ เจมส์ พี อัลลิสัน (James P. Allison) จากศูนย์มะเร็งเอ็มดีแอนเดอร์สันมหาวิทยาลัยเท็กซัส สหรัฐอเมริกา และทาสุกุ ฮอนโจ จากมหาวิทยาลัยเกียวโต (University of Kyoto) ประเทศญี่ปุ่น ในการค้นพบวิธีบำบัดมะเร็งโดยการยับยั้งกลไกที่กดการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน เพื่อให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายโจมตีเซลล์มะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ถือเป็นความก้าวหน้า นวัตกรรมยารักษาโรคมะเร็งที่นำเซลล์จากภูมิคุ้มกันในร่างกายมาเป็นวัคซีนรักษามะเร็ง

     ปัจจุบันยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์รักษาคนได้ไม่จำกัดเป้าหมาย เน้นการรักษาโดยทำให้คนไข้มีภูมิคุ้มกันไปสู้กับมะเร็งได้ เพราะในร่างกายของทุกคนมีทั้งเซลล์ดีและเซลล์ไม่ดี แต่ถ้าร่างกายมีความสมดุลก็จะไม่เป็นโรคมะเร็ง การรักษาด้วยวิธีดังกล่าว เมื่อเทียบกับการรักษาแบบใช้เคมีบำบัด ทำให้การรักษามีผลที่น่าพอใจ หรือทำให้ผู้ป่วยหายขาดจากโรคมะเร็งได้

    “ยาภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็งสามารถใช้ในการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งได้มากกว่า 8 ชนิด ประกอบด้วย มะเร็งผิวหนัง,มะเร็งปอด, มะเร็งศีรษะและลำคอ, มะเร็งไต,มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฮอดจ์กิน,มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ,มะเร็งเซลล์ตับ,มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งที่ตรวจพบ MSI สูง ซึ่งผู้ป่วยมะเร็งในกลุ่มนี้จะมีอาการดีขึ้นเมื่อได้รับการรักษา หรือหายขาดจากโรคมะเร็งได้ โดยขณะนี้ในประเทศไทยเริ่มมีการนำยาภูมิคุ้มกันรักษามะเร็ง มาใช้ในหลายโรงพยาบาล แต่อาจจะไม่แพร่หลายเท่าที่ควร เนื่องจากข้อจำกัดของค่ารักษาพยาบาล และมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่รักษาด้านนี้ได้อย่างจำกัด” รศ.นพ.นรินทร์ กล่าว

      ผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็ง ส่วนใหญ่จะไม่มีภูมิคุ้มกันในการต่อสู้กับมะเร็ง และมะเร็งนั้น เกิดจากภูมิคุ้มกันผิดปกติ การควบคุมและการใช้พลังงานผิดปกติ เจริญโตผิดปกติ ยีนโนมไม่เสถียร แบ่งตัวผิดปกติ ลุกลามแพร่กระจาย อักเสบผิดปกติ สร้างเส้นเลือดผิดปกติ ดังนั้น หน้าที่ของยาภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็ง จะเป็นการสอน กระตุ้น โปรแกรมให้เซลล์ภูมิคุ้มกันทำลายมะเร็งอย่างจำเพาะ โดยมีดีซี ทำหน้าที่เซลล์ชี้เป้า,แม็คโครฟากจ์ เป็นเซลล์กินมะเร็ง ,ทีเซลล์ จู่โจมมะเร็ง,เฮลเปอร์ ทีเซลล์ ทำหน้าที่เซลล์ผู้ช่วยประสานการจู่โจมมะเร็ง และมีบีเซลล์ สร้างแอนตี้บอดี้

     รศ.นพ.นรินทร์ กล่าวว่าในประเทศไทยมีผู้ป่วยที่รักษาด้วยยาภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็ง จำนวน 150 คน ซึ่งการรักษาจะใช้วิธีการผสมผสาน โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะเป็นผู้วินิจฉัย ให้คำแนะนำแก่คนไข้ และการรักษาต้องผ่านความยินยอมจากผู้ป่วยหรือญาติ เพราะร่างกายของผู้ป่วยมะเร็งแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนรักษาภูมิคุ้มกันดี อาจจะรักษาด้วยยาภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็งอย่างเดียวก็ได้ แต่บางคนต้องใช้การรักษาร่วมกันในหลายวิธี

     “ยาภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็ง” มีการใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอเมริกา ยุโรป และประเทศอื่น ๆ กว่า 50 ประเทศ รวมถึงประเทศในเอเชีย ได้แก่ ญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงคโปร์ ไต้หวัน มาเลเซีย และประเทศไทย ฯลฯ 7 ตัว ซึ่งการใช้ยาดังกล่าว ต้องได้รับการอนุมัติทะเบียนยาโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)ในแต่ละประเทศ

     “อย.ในประเทศไทย ได้มีการอนุมัติทะเบียนยาภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็ง เพื่อใช้รักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง จำนวน 4 ชนิด ได้แก่ Ipilimumab, Pembrolizumab, Nivolumab และ Atezolizumab จากการค้นพบว่าเซลล์มะเร็งสามารถหลบเลี่ยงการทำลายจากภูมิคุ้มกันร่างกายโดยสร้างโปรตีนชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า PD-L1 มายับยั้งการทำงานของเซลล์พิฆาตมะเร็ง (Cytotoxic T Cell) และด้วยนวัตกรรมทางการแพทย์จึงได้มีการค้นพบยาเพื่อมายับยั้งกลไกดังกล่าว โดยหนึ่งในกลไกของยาในกลุ่มนี้คือทำให้โปรตีน PD-L1 ไม่สามารถยับยั้งเซลล์พิฆาตมะเร็งได้ ส่งผลให้เซลล์พิฆาตมะเร็งทำลายมะเร็งได้ดีขึ้น ส่วนการใช้ยาจะฉีดทุก 2-3 สัปดาห์” รศ.นพ.นรินทร์ กล่าว

     

     การนำยาเหล่านี้มาใช้กับผู้ป่วยได้ผ่านกระบวนการวิจัยและทดลองรักษาแบบภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็ง ประมาณ 5-10 ปี พบว่าให้ผลตอบสนองต่อยาโดยประมาณร้อยละ 20 – 65 และลดความเสี่ยงของการเสียชีวิตร้อยละ 26-58 เมื่อเทียบกับยาที่เป็นมาตรฐานในการรักษาในระยะเวลาการติดตามประมาณ 1 ปี ขณะที่บางคนมีโอกาสหายขาดจากโรคมะเร็งได้ด้วย

     รศ.นพ.นรินทร์ กล่าวต่อไปว่า ยารักษามะเร็งทุกชนิดล้วนมีผลข้างเคียงที่แตกต่างกันออกไป สำหรับผลข้างเคียงของการใช้ยาภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็งที่พบส่วนใหญ่ คือ ผู้ป่วยจะมีอาการคันที่ผิวหนัง มีผื่นขึ้น เป็นไข้ หรือบางรายประมาณ ร้อยละ 3-5 มีอาการปอดอักเสบ ลำไส้อักเสบ ในการรักษาผู้ป่วยสามารถเลือกวิธีการรักษาได้ไม่ว่าจะเป็น การผ่าตัด การฉายรังสี และการให้เคมีบำบัด โดยแพทย์ผู้รักษาจะให้คำแนะนำว่าการรักษาแบบใดเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย ซึ่งกรณีการรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็ง แม้ว่าจะมีประสิทธิภาพสูงในการรักษาและผลข้างเคียงน้อยกว่าการรักษาประเภทอื่นแต่จะต้องมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลใกล้ชิด

     “ในต่างประเทศ อย่าง ญี่ปุ่น มีการนำเซลล์ภูมิคุ้มกันบำบัดของตัวเองของแต่ละคนที่แข็งแรง เอาเซลล์ที่แข็งแรงมาจัดเก็บแยกเป็นเซลล์ภูมิคุ้มกัน และสเต็มเซลล์ ซึ่งเมื่อมีอาการเจ็บไข้ได้ป่วยก็นำมาใช้ แต่ในประเทศไทยวิธีดังกล่าวถือว่าเป็นการทดลอง และยังไม่มี อย. หรืองานวิจัยรับรอง เพราะการจะนำมาฉีดทันทีหรือไม่นั้น ถ้าเก็บเซลล์ตอนอายุมากๆ เซลล์ก็จะอยู่ได้ไม่นาน ไม่ได้ช่วยให้เกิดประโยชน์เท่ากับได้เซลล์ที่ตอนร่างกายแข็งแรง และไม่แน่ชัดว่าเซลล์เหล่านี้จะกลายพันธุ์หรือไม่ ดังนั้น การนำเซลล์ภูมิคุ้มกันบำบัดสามารถช่วยได้ทั้งระยะสั้นและระยะยาว”รศ.นพ.นรินทร์ กล่าว

     การไม่มีโรคเป็นสิ่งที่ทุกคนควรดูแล รักษาให้คงไว้ซึ่งสุขภาพที่ดี รศ.นพ.นรินทร์ กล่าวทิ้งท้ายว่าหากใครที่ไม่อยากเป็นโรคมะเร็ง หรืออยากมีสุขภาพที่ดี อยากแนะนำให้ปฎิบัติตามหลัก 6 อ. คือ อาหาร ควรมีวินัยในการบริโภคอาหาร และเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะผักสดและผลไม้โดยเฉลี่ยแล้ว เราควรบริโภคผักอย่างน้อยวันละ 400 กรัม นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการเนื้อแดง ทั้งนี้ การบริโภคอาหารที่มีประโยชน์เป็นวิธีการดีท็อกซ์ร่างกายที่ดีที่สุด 2.อากาศ ควรอยู่ในสถานที่ๆมีอากาศถ่ายเท ไม่มีผลพิษ 3.เอนกาย โดยการนอนให้ครบ 6-8 ชั่วโมงต่อวัน และที่สำคัญ ควรนอนแต่หัวค่ำและตื่นนอนแต่เช้า เพราะฮอร์โมนดีจะช่วยซ่อมแซมร่างกายในขณะที่เรานอนหลับ 4.อุจจาระ สามารถรักษาโรคมะเร็งได้ เนื่องจากเมื่อเราอุจจาระ ร่างกายจะขับแบคทีเรียที่ไม่ดีออกมา ทำให้มีแต่แบคทีเรียดีอยู่ในลำไส้ ซึ่งส่งผลต่อการมีภูมิคุ้มกันที่ดีในร่างกาย 5.ออกกำลัง ควรออกกำลังอย่างน้อยวันละ 30-60 นาที เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกาย และ 6.อารมณ์ ควรทำอารมณ์ดีอย่างสม่ำเสมอ ไม่เครียดมากจนเกินไป เช่นเล่นดนตรีบำบัด นั่งสมาธิบำบัด หรือทำกิจกรรมที่ตนเองชื่นชอบ

    ปัจจุบัน ประเทศไทยแม้มีการใช้ “ยาภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็ง นวัตกรรมโนเบลพิชิตมะเร็ง” รักษาด้วยแนวทางภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็งยังไม่ได้แพร่กระจายมากนัก เนื่องด้วยค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง และมีผู้เชี่ยวชาญด้านนี้จำนวนจำกัด แต่ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีการรักษาที่มีผลดีต่อผู้ป่วย ให้อาการดีขึ้น อยู่บนโลกกลมๆ ใบนี้ได้ยาวนานขึ้น หรือสามารถทำให้ผู้ป่วยหายขาดจากโรคมะเร็งได้

Shares :
เปิดอ่าน 716 ครั้ง

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกัน ไลน์@komchadluek ที่นี่

5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ