ปรับสรีระสมดุลด้วยกายภาพบำบัด

ทำความเข้าใจใหม่"กายภาพบำบัด"ไม่ใช่แค่แก้ไขแต่ช่วยผ่อนคลายได้

          ความเข้าใจผิดที่คิดว่า การเข้ารับ “กายภาพบำบัด” นั้นจะต้องเป็นผู้มีปัญหาด้านกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นในร่างกาย แต่ในความเป็นจริงผู้รักสุขภาพทุกเพศทุกวัยล้วนสามารถเข้ารับการกายภาพบำบัดได้ ไล่เรียงตั้งแต่คนทำงาน นักกีฬา นักเรียน คนวัยเกษียณ หรือแม้แต่เด็กทารก เพื่อให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย แต่กระนั้นต้องผู้ภายใต้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ในโอกาสที่ กิติมา หัตถีรัตน์ ผู้บริหาร เค แอนด์ เค บาลานซ์ คลินิกที่ให้บริการเรื่องการแก้ไขและฟื้นฟูสมดุลร่างกาย เปิดให้สื่อมวลชนเข้าเยี่ยมชมร่วมพูดคุยกับนักกายภาพบำบัด รวมถึงทดสอบสรีระและสมดุลของร่างกาย

ปรับสรีระสมดุลด้วยกายภาพบำบัด

การบำบัดด้วยระบบแมนวลเทคนิค

ปรับสรีระสมดุลด้วยกายภาพบำบัด

กิติมา หัตถีรัตน์ และทีมนักกายภาพบำบัด

         กิติมา หัตถีรัตน์ กล่าวถึงการกายภาพบำบัดว่าเป็นการรักษาโดยปรับสรีระโครงสร้างร่างกายให้กลับเข้าสู่สมดุล ซึ่งเป็นการปรับเข้าสู่ตำแหน่งและหน้าที่ที่เหมาะสม เป็นกระบวนการรักษาที่ตรงจุดและไม่ใช้ยา โดยใช้หลักการและกระบวนการทางฟิสิกส์ร่วมกับความรู้ทางด้านกายวิภาคศาสตร์ (Anatomy) โดยนักกายภาพบำบัดได้ชื่อว่าเป็น "สเปเชียลลิสต์ ออฟ มูฟเมนต์ อนาลีซิส" คือผู้เชี่ยวชาญทางด้านการวิเคราะห์การเคลื่อนไหว ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการตรวจร่างกายและรักษา ซึ่งจะสามารถบอกปัญหาและลักษณะของความผิดปกติของร่างกายขณะเคลื่อนไหว และนำไปสู่การรักษาที่ตรงจุดได้ โดยขอบเขตของงานกายภาพบำบัดประกอบด้วย ระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ, ระบบประสาท, ระบบหัวใจและปอด และกายภาพบำบัดในเด็ก

ปรับสรีระสมดุลด้วยกายภาพบำบัด

การตรวจประเมินร่างกายโดยวิธีทางกายภาพบำบัด

         “ผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บบริเวณกระดูก กล้ามเนื้อ เอ็นกล้ามเนื้อ และข้อต่อ ซึ่งผู้ป่วยในกลุ่มนี้ได้แก่ ออฟฟิศซินโดรม, การบาดเจ็บทางกีฬา, หมอนรองกระดูกสันหลังปลิ้น, กระดูกทับเส้นประสาท, กระดูกสันหลังคด, กล้ามเนื้ออักเสบ, ข้อเสื่อม เป็นต้น ขณะที่ระบบประสาท ผู้ป่วยในกลุ่มนี้ได้แก่ ผู้ป่วยที่มีความเสียหายบริเวณสมองและเส้นประสาท ส่งผลให้การเคลื่อนไหวผิดปกติ เช่น ผู้ป่วยอัมพฤกษ์, อัมพาต, แขน-ขาอ่อนแรง จากโรคเส้นเลือดในสมองตีบ แตก ตัน เป็นต้น สำหรับระบบหัวใจและปอด ผู้ป่วยในกลุ่มนี้ได้แก่ ผู้ป่วยที่มีความเสียหายที่ระบบหัวใจและปอด เช่น ผู้ป่วยหลังผ่าตัดหัวใจ, ถุงลมโป่งพอง, น้ำท่วมปอด เป็นต้น โดยส่วนใหญ่จะพบได้ในแผนกศัลยกรรมในโรงพยาบาลโดยเฉพาะหลังการผ่าตัด ส่วนการกายภาพบำบัดในเด็ก จะเน้นเด็กที่มีปัญหาด้านพัฒนาการล่าช้าส่งผลต่อการเรียนรู้การเคลื่อนไหว ทั้งนี้ในขั้นตอนการทำกายภาพบำบัดต้องเริ่มจากการซักประวัติและการสังเกต ต่อด้วยการตรวจประเมินร่างกายโดยวิธีทางการภาพบำบัด จากนั้นจึงจะเข้าสู่ขั้นตอนทำกายภาพซึ่งแบ่งออกเป็น 2 แนวทางได้แก่ การบำบัดด้วยเครื่องมือ อาทิ เครื่องอัลตราซาวนด์ เครื่องชอตเวฟ และการบำบัดด้วยระบบแมนวลเทคนิค หรือการใช้มือ” ผู้บริหาร เค แอนด์ เค บาลานซ์ กล่าว

ปรับสรีระสมดุลด้วยกายภาพบำบัด

การบำบัดด้วยเครื่องอัลตราซาวนด์

         นอกจากนี้ กิติมา ยังแนะถึงวิธีการดูแลตัวเองในรายที่ป็นโรคออฟฟิศซินโดรมและผู้ป่วยเบาหวาน-ความดันโลหิตสูงแบบง่ายๆ ว่า “ผู้ป่วยออฟฟิศซินโดรม” ในระหว่างการบำบัดต้องออกกำลังกายควบคู่ไปด้วยเพื่อให้โครงสร้างกลับมาสู่ภาวะปกติ นอกจากนี้เก้าอี้ก็มีส่วนสำคัญคือพนักเก้าอี้ต้องตั้งตรง ซึ่งในส่วนนี้สามารถใช้หมอนใบใหญ่รองด้านหลังได้ และในรายที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์นานๆ ควรใช้หมอนวางบนตักเพื่อลดการใช้กล้ามเนื้อแขน อีกทั้งไม่ควรนั่งทำงานติดต่อกันเป็นเวลานานๆ ส่วน “ผู้ป่วยเบาหวาน” ส่วนใหญ่ประสบปัญหาหลอดเลือดส่วนปลายประสาททำงานได้ไม่ดี จึงต้องหมุนข้อเท้าบ่อยๆ เพื่อให้โลหิตหมุนเวียนได้ดีขึ้นควบคู่กับการป้องกันไม่ให้เกิดบาดแผลเนื่องจากรักษาหายยาก ขณะที่ “ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง” การเต้นแอโรบิกจะช่วยให้ระบบของร่างกายปรับเข้าสู่ภาวะสมดุลตรงกลาง และช่วยดึงน้ำตาลเข้าสู่เซลล์ได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้ควรให้ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ
         เค แอนด์ เค บาลานซ์ เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 08.00-20.00 น. สามารถรองรับผู้รักสุขภาพได้ 22 เตียง โดยมีนักกายภาพบำบัดคอยให้บริการ 15 คน สำหรับสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี เมื่อซื้อแพ็กเก็จภายภาพบำบัด 10 ครั้งในราคา 15,000 บาท รับเพิ่ม 1 ครั้ง พร้อมชุดของขวัญจากเวชสำอาง K.KATE 1 ชุด ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2561