น่านเต๊อะ อุ่นไอหนาวที่เมืองปัว

น่านงัย!!! ตกหลุมรักน่านเข้าเต็มเปา

น่านเต๊อะ อุ่นไอหนาวที่เมืองปัว

          “น่าน” เมืองที่อยากเที่ยวมานานแต่ไม่มีโอกาสได้มาเยือนสักที เมื่อมีภารกิจที่ อ.ปัว จึงถือโอกาสเที่ยวชมกันสักหน่อย เราออกเดินทางกลางคืน ระยะทางประมาณ 700 กิโลเมตรจากกรุงเทพฯ สายๆ เราก็ถึงปัวตามแผน
ตะกายดอยภูคา...

น่านเต๊อะ อุ่นไอหนาวที่เมืองปัว

          จากถนนสายหลักเลี้ยวขวาไปเป้าหมายแรกอุทยานแห่งชาติดอยภูคา ระยะทางประมาณ 29 กิโลเมตร ขับรถไต่ความสูงชันและคดเคี้ยวขึ้นดอย แม้ถนนจะดีแต่บางจุดสูงชันเอาเรื่องเหมือนกัน ผ่านถนนลอยฟ้าที่วิ่งอยู่บนสันเขา ใช้เวลาไม่นานก็ถึงลานดูดาว หนึ่งในจุดกางเต็นท์ของอุทยานแห่งชาติดอยภูคา ที่นี่ทั้งสะดวก สะอาด มีที่จอดรถ ห้องน้ำสะอาด มีร้านกาแฟ เจ้าหน้าที่อุทยานต้อนรับให้คำแนะนำดีมากครับ

น่านเต๊อะ อุ่นไอหนาวที่เมืองปัว

          ลานดูดาวแห่งนี้มีต้นชมพูภูคาที่ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงปลูกไว้ด้วย นอกจากนั้นยังมีต้นเมเปิ้ลภูคา เราเลือกกางเต็นท์ค้างแรมกันที่นี่ ช่วงเย็นจะเห็นวิวพระอาทิตย์ตกท่ามกลางเทือกเขาสลับซับซ้อนสุดตา แสงสียามเย็นสวยงามติดตาตรึงใจยิ่งนัก ยามกลางคืนสงบเงียบ มีดาวเกลื่อนกราดท้องฟ้าให้นั่งชมท่ามกลางอากาศเย็นเยือก 10 กว่าองศา หนาวเอาเรื่องสำหรับคนที่ไม่คุ้นชินอย่างเราๆ กางเต็นท์เสร็จยังมีเวลาเหลือเฟือ เราจึงขับรถไปชมต้นชมพูภูคา ตอนนี้ยังไม่มีดอกให้เห็น ต้องรอช่วงเดือนกุมภาพันธ์โน่นแหละ แต่ก็มีดอกพญาเสือโคร่งให้ชมแทนบ้างนิดหน่อย เดินทางต่อไปอีกไม่กี่อึดใจก็ถึงจุดชมวิว 1715 เป็นจุดที่สวยมาก มองเห็นไกลสุดตา สำหรับผู้ที่ต้องการชมพระอาทิตย์ขึ้นสามารถกางเต็นท์นอนที่นี่ได้ และถ้าโชคดีอาจจะได้เห็นทะเลหมอกสวยๆ

น่านเต๊อะ อุ่นไอหนาวที่เมืองปัว

บ่อเกลือภูเขาแห่งเดียวในโลก
          จากจุดชมวิว 1715 ขับรถเลยไปอีก 10 กว่ากิโลเมตร ก็ถึงบ่อเกลือสินเธาว์ภูเขาแห่งเดียวในโลก เมื่อเดินผ่านสะพานไม้ไผ่ข้ามลำธารเล็กๆ จะพบบ่อเกลือเก่าแก่อายุกว่า 800 ปี ลึกมาก ชะโงกไปดูเห็นน้ำเกลืออยู่ก้นบ่อลิบๆ ได้ดูกระบวนการผลิตเกลือสินเธาว์ตั้งแต่เริ่มตักจากบ่อจนกระทั่งเป็นเม็ดเกลือ มันน่าอัศจรรย์ที่มีสายน้ำเกลืออยู่บนภูเขาสูงขนาดนี้

น่านเต๊อะ อุ่นไอหนาวที่เมืองปัว

ภูเก็ต เอ๊ะทำไมมาอยู่ที่น่าน?

         เช้าตรู่เรารีบเก็บสัมภาระขับรถลงดอยมาเรื่อยๆ มุ่งหน้าสู่ “วัดภูเก็ต” เพราะวัดอยู่บนเนินสูงที่บ้านเก็ต ชาวบ้านจึงเรียกว่า “วัดภูเก็ต” เราลงมาถึงวัดช่วงสาย แดดอ่อนๆ ส่งผ่านความอุ่นให้คลายหนาวได้ แสงแดดสะท้อนน้ำค้างบนยอดหญ้ากลางทุ่งนาส่องประกายระยิบระยับ วัดนี้มีระเบียงชมวิว มองเห็นทุ่งนากว้างฉากหลังเป็นดอยภูคา แม้ว่าช่วงที่ผมไปหมดฤดูทุ่งนาเขียวขจีเหมือนในรูปภาพที่เคยเห็นแล้ว แต่ยังมีสีเขียวจากพืชไร่เติมแต่งให้ความงามไม่ลดน้อยลงไปเลย จากระเบียงเราจะมองเห็นลำธารไหลอยู่ด้านล่าง มีปลาว่ายอยู่เยอะแยะ เราสามารถให้อาหารปลาจากบนระเบียงสูงผ่านท่อลงไปด้านล่างที่วัดเรียกว่าให้อาหารปลาลอยฟ้า นอกจากธรรมชาติที่วัดแห่งนี้ยังมีศิลปะงดงามตามแบบฉบับของไทลื้อ อุโบสถทรงล้านนาประยุกต์ มีภาพจิตรกรรมฝาผนังสามมิติ มี “หลวงพ่อแสนปัว หรือหลวงพ่อพุทธเมตตา” ที่ศักดิ์สิทธิ์ประดิษฐานอยู่ อีกทั้งยังมีของโรงแรมธรรมะภูเก็ต สนธยา เทมเพิลสเตย์ เป็นที่พักเหมือนโรงแรมสำหรับผู้ที่มาปฏิบัติธรรมหรือนักนักท่องเที่ยว

น่านเต๊อะ อุ่นไอหนาวที่เมืองปัว

ปัว...ถิ่นไทลื้อ
          "อำเภอปัว" เมืองเล็กๆ ที่เงียบสงบท่ามกลางขุนเขา เป็นถิ่นของไทลื้อ จึงพบเห็นวัฒนธรรมแบบไทลื้ออยู่ทั่วไป นอกจากนี้ยังมีวัดวาอารามสวยงาม ผ้าทอแบบไทลื้อ โฮมสเตย์ไทลื้อ และที่พลาดไม่ได้คือร้านกาแฟบ้านไทลื้อ เปิดขายอยู่ริมทุ่งนา มีอาหารขึ้นชื่อคือข้าวซอย อร่อยมาก หลังจากนั้นก็สั่งกาแฟมานั่งกินชิลๆ ในตูบนา มองวิวท้องนาชมภูเขาที่ทอดยาวอยู่เบื้องหน้า การตกแต่งด้วยของใช้พื้นบ้านโบราณนับเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของที่นี่ รวมทั้งการเอาผ้าทอไทลื้อมาตากตามราวเพิ่มสีสันให้ประทับใจมากขึ้น....ที่ชอบใจอย่างหนึ่งก็คือ กาแฟที่นี่ราคาถูกกว่าในปั๊มน้ำมันเสียอีก ขณะเดียวกันสิ่งหนึ่งที่ผมประทับใจคือ การต้อนรับแบบพี่น้อง สินค้า อาหาร จำหน่ายในราคาแบบพี่น้องไม่ใช่ราคานักท่องเที่ยว แม้อากาศจะหนาวเย็นแต่ไมตรีของเมืองปัวทำให้เราอบอุ่นเหมือนนั่งอยู่บ้านของตัวเองเองมากกว่า เสียดายว่าผมมีเวลาอยู่ที่ไม่นานนักทำให้พลาดแหล่งท่องเที่ยวสวยๆ ไปหลายจุด แน่นอนว่าผมต้องกลับมาอีกแน่ ผมรู้สึกตกหลุมรักน่านเข้าเต็มเปา
          ...ก็ “น่าน” น่ะสิ เตือนไว้ก่อนอย่าได้เผลอใจเชียว เดี๋ยวจะหลงรักเมืองน่านเหมือนผม...
 

น่านเต๊อะ อุ่นไอหนาวที่เมืองปัว

หัวใจหล่นที่เมืองปัว
          เป้าหมายหลักในการเยือนเมืองน่านครั้งนี้อยู่ที่ อ.ปัว ไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยว แต่เป็นเด็กคนหนึ่งครับ....ย้อนไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ครอบครัวเราตัดสินใจรับอุปการะเด็กผู้หญิงวัย 7 ขวบในความดูแลของมูลนิธิซีซีเอฟ เพื่อเด็กและเยาวชนในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไว้หนึ่งคน ชื่อ “เจนนี่” น้องเป็นชาวเขาเผ่าม้งที่เกิดในครอบครัวที่ขัดสน อาศัยอยู่กับย่า แม่ และอา ส่วนพ่อไปทำงานรับจ้างนานๆ จะกลับบ้านสักครั้ง แม่รับจ้างปักผ้า บางวันต้องออกหาของป่ามาทำอาหารไว้กิน เมื่อถึงวัยเรียนจึงอาจไม่ได้รับการศึกษาที่ดีและเหมาะสมตามวัย

น่านเต๊อะ อุ่นไอหนาวที่เมืองปัว

          เราเขียนจดหมายคุยกันบ้าง ส่งของใช้ไปให้บ้าง โดยมีมูลนิธิเป็นสื่อกลาง คราวนี้เป็นครั้งแรกของครอบครัวเราและเจนนี่ เราตื่นเต้นมากที่จะได้เจอกัน น้องเจนนี่มาพร้อมกับคุณย่าและเจ้าหน้าที่ ซีซีเอฟ 2 ท่าน ภาพแรกที่ผมเห็นคือเด็กผู้หญิงในชุดกีฬา สวมทับด้วยเสื้อกันหนาวแขนยาวที่ผมส่งไปให้เมื่อ 2 ปีที่แล้ว เสื้อเริ่มเก่าและคับแล้ว เจนนี่โตขึ้นเยอะ ต่างจากรูปที่ส่งมาให้ดูมากจนจำไม่ได้ น้องเจนนี่เป็นเด็กชาวเขาที่เรียบร้อย น่ารักสมวัย ยิ้มสวย ขี้อาย พูดน้อย และเรียนเก่งมาก
          เราเอาเสื้อกันหนาวตัวใหม่ให้เธอใส่ ให้ตุ๊กตาหมี พร้อมกับจักรยาน ขนม เสื้อผ้า และอุปกรณ์การเรียนจำนวนหนึ่ง รวมทั้งฝากหนังสือสำหรับเด็กจำนวนหนึ่งให้เจ้าหน้าที่ซีซีเอฟ ไปให้เด็กๆ ที่โรงเรียนด้วย ก่อนจะลาจากกันมา เจนนี่มอบกระเป๋าผ้าฝีมือปักของแม่ให้เป็นที่ระลึกด้วย เป็นกระเป๋าม้งที่สวยมาก ได้เห็นรอยยิ้มแห่งความสุขของน้องเจนนี่แล้วทำเอาเราหัวใจพองโต ตื้นตัน ภูมิใจจนบอกไม่ถูก
          การหว่านปุ๋ยบำรุงดินด้วยการสละเงินวันละไม่กี่บาทของเรา ทำให้ต้นกล้าน้อยๆ ได้เจริญงอกงามอย่างที่ควรจะเป็นแล้ว ตอนนี้น้องเจนนี่เป็นเหมือนสมาชิกในครอบครัวเราไปแล้ว รอยยิ้มน้อยๆ ของน้องเจนนี่เล่นเอาพวกเราทำหัวใจหล่นไว้ที่น่านเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ
          ขอบคุณ พัฒนา มะโนการ เจ้าหน้าที่ซีซีเอฟน่าน ท่านที่ต้องการรายละเอียดการอุปการะเด็กติดต่อได้ที่มูลนิธิซีซีเอฟ เพื่อเด็กและเยาวชน ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 0-2747-2600, 08-9029-2093 http://www.ccfthai.or.th เฟซบุ๊ก :www.facebook.com/ThaiCCFLine ID : @ThaiCCF

เรื่อง/ภาพ : อดุล แดงมูล



เปิดอ่าน