เปิดประตูภูเก็ตสู่กวางโจว

อยู่ภูเก็ตก็ไปกวางโจวได้ไม่ต้องแวะกรุงเทพฯ ก่อน

เปิดประตูภูเก็ตสู่กวางโจว

สีสันแม่น้ำจูเจียงยามค่ำ

          ขึ้นชื่อว่าประเทศ "สาธารณรัฐประชาชนจีน" แม้จะมีโอกาสเดินทางไปย่ำแผ่นดินมังกรมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง แต่ด้วยอาณาเขตที่กว้างใหญ่ไพศาล ไปทีไรก็ยังไม่เคยซ้ำเมืองกันเลยสักที ครั้งนี้ก็เช่นกันเราใช้บริการสายการบินไทยสมายล์เที่ยวบินปฐมฤกษ์ จาก จ.ภูเก็ต บินตรงสู่ “เมืองกวางโจว” ซึ่งเป็นเมืองเอกของมณฑลกวางตุ้ง เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดทางภาคใต้ของประเทศจีน ทั้งยังได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวค่อนข้างมาก เพราะที่นี่เป็นศูนย์กลางทางด้านการเมือง อุตสาหกรรม เศรษฐกิจเทคโนโลยี และการศึกษาที่สำคัญของมณฑลกวางตุ้ง และเป็นมณฑลซึ่งเป็นที่ตั้งของเขตเศรษฐกิจพิเศษทั้ง 3 แห่งของจีน คือ เซินเจิ้น จูไห่ และซัวเถา รวมถึงมีภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ยาวนาน และมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจหลายแห่งทีเดียว

เปิดประตูภูเก็ตสู่กวางโจว

อนุสาวรีย์ 5 แพะ

          จากสนามบินนานาชาติภูเก็ต ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงเท่านั้น เครื่องบินก็พาเราร่อนลงสู่รันเวย์ของสนามบินไป๋หยุน เมืองกวางโจว หรือที่รู้จักกันในนาม “เมือง 5 แพะ” หรือหลายคนเรียกที่นี่ว่า “เมืองดอกไม้” บ้าง “เมืองข้าว” บ้าง ไกด์สาวชาวจีน “น้องใหม่” เล่าให้ฟังว่า กวางโจวเต็มไปด้วยผู้คนจากต่างถิ่นที่ย้ายเข้ามาทำงานรวมแล้วกว่า 30 ล้านคน ขณะที่ชาวเมืองกวางโจวเองนั้นมีราว 10 ล้านคนเท่านั้น ในสมัยก่อนกวางโจวขึ้นชื่อในเรื่องการค้าขาย สินค้ายอดนิยมคือ กระเบื้อง ผ้าไหม และชาที่คนจีนชอบดื่มกันมากเพราะเชื่อว่าจะทำให้ร่างกายแข็งแรง  

          เหยียบเมืองกวางโจวในช่วงเช้าตรู่ของวัน ไกด์สาวไม่รอช้าเรียกความสดชื่นด้วยการพาตะลุยชมเมืองทันที ประเดิมที่แรกด้วย “อนุสาวรีย์ 5 แพะ” ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของเมือง เป็นหินแกะสลักเป็นรูปแพะ 5 ตัว สูง 11 เมตร ตั้งตระหง่านอยู่กลางสวนสาธารณะเยยี่ ซิ่ว มีเรื่องเล่าจนถึงปัจจุบันว่า มีเทวดา 5 องค์สวมเครื่องแต่งกาย 5 สีขี่แพะ 5 ตัวคาบรวงข้าว 6 รวงลงมาสู่เมืองกวางโจว และได้มอบเมล็ดพันธุ์ข้าวแก่ชาวเมือง พร้อมอวยพรให้พ้นความอดอยากตลอดกาล เมื่อสิ้นคำพูดเทวดาก็หายไป และแพะที่ขี่มาก็กลายเป็นหิน 5 ก้อน จากนั้นเมืองกวางโจวก็มีเศรษฐกิจที่เจริญรุ่งเรืองอย่างมาก และเชื่อว่าเป็นเพราะแพะเทวดาที่ทำให้บ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง ทำให้ชาวเมืองซาบซึ้งในบุญคุณ จึงตั้งอนุสาวรีย์แพะเพื่อรำลึกถึงและเป็นสัญลักษณ์ของเมืองตลอดมา

          ไปต่อกันที่แลนด์มาร์กแห่งใหม่ตั้งตระหง่านใจกลางกวางโจว นั่นคือ กวางโจว ทาวเวอร์ ความสูง 600 เมตร ซึ่งปัจจุบันสูงเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากโตเกียวสกายทรี ที่นี่ใช้เป็นหอส่งสัญญาณโทรทัศน์ สร้างเสร็จก่อนเปิดกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ที่กวางโจวเป็นเจ้าภาพเมื่อปี 2010 ตัวอาคารมีจุดเด่นที่ส่วนเว้าโค้งจนได้รับการขนานนามด้วยชื่อเล่นน่ารักๆ ว่าซูเปอร์โมเดล สำหรับจุดที่นักท่องเที่ยวสามารถชมทิวทัศน์ของเมืองกวางโจวได้แบบสุดลูกหูลูกตาคือชั้นที่ 107 และ 108 จะมีส่วนที่เป็นพื้นกระจกยื่นออกไปจากตัวตึกเพื่อให้สามารถเก็บภาพมุมสูงเป็นที่ระทึกกันด้วย

เปิดประตูภูเก็ตสู่กวางโจว

เจ้าแม่กวนอิมองค์ใหญ่ที่ภูเขาดอกบัว

          หลังเยี่ยมชม 2 สัญลักษณ์ของเมืองแล้ว ก็ได้เวลาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธ์ที่ชาวจีนนับถือกันมาก เรามาที่ เหลียนฮัวซาน หรือภูเขาดอกบัว เพื่อนมัสการเจ้าแม่กวนอิมองค์ใหญ่ สร้างตั้งแต่ปี 1944 ขนาดความสูง 40.88 เมตร หล่อด้วยทองเหลืองและทองคำ  โดยชาวจีนต่างร่วมใจกันสร้างขึ้นด้วยความศรัทธาอย่างแรงกล้า จากนั้นตรงดิ่งไปที่ วัดลิ่วหรงซื่อ หรือวัดไทรหกต้น วัดเก่าแก่ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง สร้างในปี 537 เดิมไม่ได้ใช้ชื่อนี้กระทั่งสมัยราชวงศ์ซ่ง กวีผู้มีชื่อเสียงโด่งดังจึงเปลี่ยนมาใช้ชื่อนี้ เนื่องจากเห็นว่าภายในวัดมีต้นหรงหรือต้นไทรอยู่ 6 ต้นนั่นเอง

         อีกหนึ่งไฮไลท์คือ การล่องเรือแม่น้ำจูเจียง หรือแม่น้ำไข่มุก นับเป็นแม่น้ำที่มีความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจและประวัติศาสตร์ รวมถึงการคมนาคมขนส่ง แม่น้ำจูเจียงเป็นแม่น้ำที่ยาวเป็นอันดับ 3 ของประเทศจีน ความยาวราว 2,000 กิโลเมตร ชื่อแม่น้ำไข่มุกนี้มีที่มาจากก้อนหินก้อนใหญ่ที่ก้นแม่น้ำ ลักษณะกลมมน ผิวเรียบเนียน ส่องประกายคล้ายไข่มุก ปัจจุบันสองฝั่งแม่น้ำเต็มไปด้วยอาคารสูง โรงแรม 5 ดาว และแหล่งช็อปปิ้งมากมาย การล่องเรือชมวิวดูสีสันยามค่ำคืนจึงเป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมกันมาก โดยเฉพาะเมื่อเรือแล่นผ่านกวางโจว ทาวเวอร์ 2010 ที่เต็มไปด้วยแสงไฟสีสันสดใส เป็นจุดหลักที่นักท่องเที่ยวจะยกกล้องขึ้นมาเก็บภาพเป็นที่ระลึก   

          ออกนอกเมืองไปทางตะวันออกเฉียงเหนือของกวางโจว เป็นที่ตั้งของ ภูเขาไป๋หยุน มียอดเขากว่า 300 ยอด กินเนื้อที่ 20.98 ตารางกิโลเมตร บนภูเขานี้มีทิวทัศน์ที่สวยงาม อากาศบริสุทธิ์ ทั้งยังมีสถานที่่ท่องเที่ยวกระจายอยู่ทั่วไป ชาวเมืองกวางโจวจึงนิยมมาพักผ่อนหย่อนใจมากมาย หนุ่มสาวที่ยังกำยำแข็งแรงก็เดินขึ้นไปได้เป็นการออกกำลังกายไปในตัว ส่วนคนที่ร่างกายไม่สู้ดีนักหรือคนที่อยากชมวิวมุมสูงก็เลือกใช้บริการนั่งกระเช้าขึ้นไปบนยอดเขาได้เลย

 เปิดประตูภูเก็ตสู่กวางโจว

ภายในอุทยานเป่าม่อ

        อีกสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่ชาวกวางโจวภาคภูมิใจและแวะเวียนมากันไม่ขาดสาย ทั้งยังเป็นสถานที่ที่โรงเรียนต่างๆ มักพาเด็กๆ มาทัศนศึกษาอยู่เป็นนิจ นั่นคือ อุทยานเป่าม่อ เดิมทีเป็นสถานที่แปรพระราชฐานหรือพระราชวังฤดูร้อนของฮ่องเต้ สร้างขึ้นตั้งแต่ปลายสมัยราชวงศ์ชิง ด้านในมีสิ่งก่อสร้างและตำหนักต่างๆ มากมาย แต่ถูกปิดทิ้งร้างมาเป็นเวลานาน กระทั่งปี 1995 จึงบูรณะขึ้นใหม่ เพื่อใช้เป็นสวนสาธารณะให้ชาวเมืองได้มานั่งเล่นผ่อนคลายชิลๆ แต่ถ้าตั้งใจจะมาเดินชมความสวยงามและยิ่งใหญ่ของสภาปัตยกรรม คงต้องใช้เวลานานพอควรเพราะอุทยานเป่าม่อมีอาณาเขตถึง 1 แสนตารางกิโลเมตร แต่ไฮไลท์สำคัญที่ต้องไม่พลาดชมคือ บริเวณทางเข้าอุทยานจะมีสะพานมังกร 9 ตัวแกะสลักด้วยหินขนาดใหญ่ ซึ่งมังกรนั้นเปรียบได้กับฮ่องเต้ อยู่คู่กับกำแพงหินขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยความกว้างถึง 22.38 เมตร สูง 5.83 เมตร บนกำแพงหินมีรูปหงส์แกะสลักอยู่ตรงกลาง ซึ่งหงส์เปรียบเสมือนฮองเฮา จุดนี้จึงเทียบได้กับฮ่องเต้และฮองเฮาอยู่เคียงคู่กันนั่นเอง 

          แม้กวางโจวจะเป็นเมืองที่เจริญก้าวหน้าทางอุตสาหกรรม แต่ก็มิอาจปฏิเสธได้ว่าการท่องเที่ยวก็กำลังก้าวไปควบคู่กัน หากอยากไปเยือนให้เห็นกับตา ไทยสมายล์ มีบริการถึงสัปดาห์ละ 4 เที่ยวบิน สามารถดูรายละเอียดและสำรองที่นั่งได้ที่ www.thaismileair.com



เปิดอ่าน