เบนซ์ โหมตลาดคอมแพคท์ ขยายฐานลูกค้ารุ่นใหม่

เบนซ์, ประเทศไทย, CKD

ปีนี้ตลาดรถยนต์ยังคงมีทิศทางที่ดี ยอดขายขยายตัวอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี รวมถึงรถในกลุ่มพรีเมียม

จริงๆ แล้วรถกลุ่มนี้คึกคักมาหลายปี แม้ในช่วงที่อุตสาหกรรมรถยนต์ถดถอยก็ตาม จะมีก็แค่ปีที่แล้วเท่านั้นที่หดตัวเล็กน้อย ก่อนจะกลับมาเติบโตอีกครั้งในปีนี้

ผู้นำตลาดนี้คือ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ครึ่งแรกปีนี้มียอดขายที่เติบโต 29% และค่ายตราดาวอาจะเห็นว่าช่วงนี้ไฟกำลังร้อน ก็น่าที่จะตีเหล็กให้ได้รูปทรงที่ต้องการ ด้วยการโหมบุกตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา เปิดตัวรถทั้งรุ่นใหม่ รุ่นพิเศษ รุ่นปรับโฉม หรือ ซีเคดี ไปแล้ว 5 รุ่นด้วยกัน และล่าสุดก็ขยับตัวอีกครั้ง

ไมเคิล เกรเว่ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายน ที่ผ่านมา เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประสบความสำเร็จในการทำตลาด โดยสามารถสร้างยอดขายได้ 6,827 คัน เพิ่มขึ้น 29% จากช่วงเดียวกันปีที่แล้ว ส่วนครึ่งปีหลังเชื่อว่าตลาดจะยังคงขยายตัวต่อไป เนื่องจากทิศทางของตลาดยังเป็นไปในแนวทางที่ดี อีกทั้งบริษัทนำเสนอสินค้ารุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง รวมถึงภาพรวมของเศรษฐกิจไทยมีทิศทางที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน ต่างจากหลายๆ ปีที่ผ่านมา

เบนซ์ โหมตลาดคอมแพคท์ ขยายฐานลูกค้ารุ่นใหม่

เบนซ์ โหมตลาดคอมแพคท์ ขยายฐานลูกค้ารุ่นใหม่

เบนซ์ โหมตลาดคอมแพคท์ ขยายฐานลูกค้ารุ่นใหม่

สำหรับยอดขายทั้งหมดเป็นกลุ่มรถคอมแพคท์ประมาณ 25% ซึ่งเป็นขนาดตลาดที่มีความเหมาะสม และเป็นสัดส่วนเติบโตมาจากก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ให้ความสำคัญกับตลาดรถกลุ่มคอมแพคท์ เนื่องจากเป็นรถที่มีบทบาทสำคัญในการขยายฐานตลาดไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ และจะกลายเป็นฐานลูกค้าที่สำคัญในอนาคต

“ส่วนใหญ่ลูกค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์ จะไม่ค่อยเปลี่ยนใจไปซื้อยี่ห้ออื่น มีแบรนด์ลอยัลตี้ค่อนข้างสูง ดังนั้นหากเราสามารถขยายตลาดไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้ เขาก็จะเป็นฐานสำคัญในอนาคต”

ทั้งนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ แบ่งกลุ่มสินค้าไว้ 3 กลุ่ม คือ พรีเมียม คอมแพคท์ คาร์ เช่น เอ-คลาส, บี-คลาส, ซีแอลเอ, ซีแอลเอส, จีแอลเอ กลุ่มคอนเทมโพลารี ลักชัวรี เช่น ซี-คลาส, อี-คลาส, เอส-คลาส และเอ็ม-คลาส และกลุ่มดรีมคาร์ เช่น รถคูเป้ โรดสเตอร์ เปิดประทุน หรือตระกูลเอเอ็มจี

“รถยนต์ในกลุ่มพรีเมียม คอมแพคท์ คาร์ได้รับความนิยมจากลูกค้าเป็นอย่างมาก ด้วยยอดขายทั้งหมด 1.09 หมื่นคันในประเทศไทย ตลอดระยะเวลาเกือบ 6 ปี นับตั้งแต่เปิดตัวรถยนต์กลุ่มดังกล่าวเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2555”

เกรเว่ กล่าวว่า ล่าสุด บริษัทเสริมตลาด คอมแพคท์โดยเปิดตัว จีแอลเอ 3 รุ่นย่อย และเตรียมตรียมจัดงาน Mercedes-Benz StarFest 2017 ในรูปแบบคาราวานเป็นครั้งแรกเพื่อกระตุ้นตลาดทันที เริ่มจากระหว่างวันที่ 22-30 กรกฎาคม ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ก่อนออกเดินทางไปยังอีก 4 จุดหมายทั่วประเทศ ได้แก่ ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน สาขาสุรินทร์ วันที่ 26-31 สิงหาคม, ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล เชียงใหม่ วันที่ 5-11 กันยายน ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล พลาซา ขอนแก่น วันที่ 18-24 กันยายน และห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล ภูเก็ต วันที่ 26 กันยายน-2 ตุลาคมนี้ โดยนอกจากรถใหม่แล้ว ภายในงานยังมีรถรุ่นอื่นๆ ร่วมแสดงรวม 16 รุ่น

สำหรับ จีแอลเอ ประกอบไปด้วยรุ่นย่อย คือ จีแอลเอ 200 เออร์เบิน ราคา 2.09 ล้านบาท จีแอลเอ 250 เอเอ็มจี ไดนามิค ราคา 2.39 ล้านบาท และ เอเอ็มจี จีแอลเอ 45 4เมติก ราคา 4.84 ล้านบาท

เบนซ์ โหมตลาดคอมแพคท์ ขยายฐานลูกค้ารุ่นใหม่

เบนซ์ โหมตลาดคอมแพคท์ ขยายฐานลูกค้ารุ่นใหม่

ปรับหลักอากาศพลศาสตร์เติมสปอร์ต

จีแอลเอ 200 เออร์เบิน ผลิตในประเทศ (CKD) ใช้เครื่องยนต์เบนซิน แถวเรียง 4 สูบ เทอร์โบ พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ ขนาด 1.6 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 156 แรงม้าที่ 5,300 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตรที่ 1,250-4,000 รอบนาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. 8.1 วินาที ความเร็วสูงสุด 215 กม./ชม.

จีแอลเอ 250 เอเอ็มจี ไดนามิค ใช้เครื่องยนต์เบนซิน แถวเรียง 4 สูบ เทอร์โบ พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ ขนาด 2 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 211 แรงม้าที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตรที่ 1,200-4,000 รอบ/นาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. 6.6 วินาที ความเร็วสูงสุด 235 กม./ชม.

เอเอ็มจี จีแอลเอ 45 4เมติก ใช้เครื่องยนต์เบนซิน วี 6 เทอร์โบคู่ พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ ขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 381 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 475 นิวตันเมตรที่ 2,250-5,000 รอบ/นาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. 4.4 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม.

ฟรังค์ ชไตน์อัคเคอร์ รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด กล่าวว่า จีแอลเอได้ปรับปรุงคุณสมบัติด้านอากาศพลศาสตร์ ประกอบไปด้วยการปรับปรุงรูปร่างของเสาเอให้ ลาดเป็นวงโค้ง การปรับปรุงกรอบกระจกรอบตัวถังให้สอดรับกับหลักอากาศพลศาสตร์เพื่อปรับปรุงการไหลเวียนของอากาศด้านใต้ท้องรถ การปรับแต่งปลายขอบตัวถังบริเวณส่วนล่างของตัวรถให้เป็นพื้นที่ลู่ลมขนาดใหญ่ รวมถึงการปรับแต่งบริเวณส่วนกลางของเพลาหลังและท่อเก็บเสียงด้านหลังซึ่งเชื่อมต่อกับดิฟฟิวเซอร์

นอกจากนี้ยังติดตั้ง สปอยเลอร์หลังคา พร้อมติดตั้งไฟหลังที่ออกแบบขึ้นเป็นพิเศษ รวมถึงติดตั้งสปอยเลอร์ที่ด้านข้างตัวรถทั้ง 2 ด้าน เพื่อควบคุมการไหลเวียนของอากาศทางด้านหลังของตัวรถให้เป็นไปอย่างเหมาะสม

ส่วนการออกแบบภายนอก จีแอลเอ 200 เออร์เบิน และ 250 เอเอ็มจี ไดนามิคยกตัวถังให้สูงขึ้น เพื่อให้การขับขี่แบบออฟโรดทำได้ดีขึ้น กันชนแบบใหม่, ระบบไฟหน้าแบบ แอลอีดี ไฮเพอร์ฟอร์แมนซ์ทดแทนระบบไฟหน้าแบบไบ-ซีนอน

จีแอลเอ 250 เอเอ็มจี ไดนามิค หลังคาแบบพาโนรามิคซันรูฟ เลื่อนเปิด-ปิด ด้วยระบบไฟฟ้า, ระบบเปิด-ปิดบานประตูท้ายอัตโนมัติโดยไม่ต้องใช้มือ ชุดแต่ง AMG ดิสก์เบรกหน้าแบบมีช่องระบายความร้อน, ล้อขนาด 19 นิ้ว

ส่วน เอเอ็มจี จีแอลเอ 45 4 เมติก ได้รับการปรับปรุงทั้งรูปลักษณ์และคุณสมบัติทางเทคนิค ซึ่งการปรับแต่งคุณสมบัติด้านอากาศพลศาสตร์ด้วยอุปกรณ์ภายนอกใหม่ๆ เช่น ฝากระโปรงหน้ารูปแบบใหม่และปลายขอบ สปอยเลอร์หลังคาที่ปรับแต่งให้ลู่ลมยิ่งขึ้นนั้น

ฝากระโปรงหน้ารูปแบบใหม่ที่มีรูปทรงที่ลู่ลมกว่าเดิม ซึ่งทำให้ด้านหน้าของตัวรถดูโฉบเฉี่ยวขึ้น, ลวดลายของช่องรับอากาศด้านหน้าใหม่ เพิ่มชุดตกแต่งกันชนหน้าและกันชนหลังสีดำแบบไฮ-กลอสให้มีความสปอร์ตมากยิ่งขึ้น ด้านท้ายรถที่มาพร้อมกับดิฟฟิวเซอร์ลวดลายใหม่บริเวณกันชนหลัง การเลือกใช้วัสดุเก็บขอบสีดำปลายขอบ สปอยเลอร์หลังคาที่ปรับแต่งเพื่อยกระดับประสบการณ์การขับขี่โดยเฉพาะ และล้ออัลลอย แบบ 10 ก้าน ขนาด 20 นิ้ว


เปิดอ่าน