เรียนให้รู้กับ BMW Driving Experience

บีเอ็ม, เรียนให้รู้กับ BMW, Driving, Experience, BMW Driving Experience 2017, skid pad

รถยนต์ฝั่งยุโรปให้ความสำคัญกับตลาดรถกลุ่มปลั๊กอิน ไฮบริดกันมากทีเดียว รวมถึงบีเอ็มดับเบิลยู ที่เปิดเกมรุกทางด้านนี้

          นอกจากตัวสินค้าก็ยังมีเรื่องของการขยายจุดชาร์จสาธารณะในพื้นที่ต่างๆอย่างต่อเนื่อง แม้จะยังไม่แพร่หลาย แต่ก็เป็นการฉายภาพและกระตุ้นตลาดได้อีกทางหนึ่ง

          นอกจากนี้สิ่งที่ทางค่ายรถต้องการสื่อคือนอกจากจะเป็นรถที่ช่วยให้ประหยัดเชื้อเพลิงแล้ว เรื่องของสมรรถนะก็ไม่ได้หายไปไหน โดยเฉพาะฝั่งของบีเอ็มดับเบิลยูที่เน้นจุดขายเรื่องของอารมณ์สปอร์ตมาโดยตลอด และวิธีหนึ่งที่จะทำให้ได้เห็นได้รู้ด้วยตัวเองก็คือ การจัดกิจกรรมขับขี่ จะเป็นการทดสอบหรือเป็นการเรียนรู้ก็ว่ากันไป

เรียนให้รู้กับ BMW Driving Experience

         ล่าสุดบีเอ็มดับเบิลยูนำปลั๊กอิน ไฮบริด รุ่นล่าสุด 330e M Sport มาจัดกิจกรรม “BMW Driving Experience 2017” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรม The Ultimate JOY Experience ที่นำเสนอที่สุดของประสบการณ์การใช้ชีวิตทั้งกิจกรรมไลฟ์สไตล์ในประเทศและทริปสู่จุดหมายทั่วโลกสำหรับลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยูโดยเฉพาะ

       330e M Sport มีค่าตัว 2.79 ล้านบาท ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร เบนซิน 4 สูบ ทวิน พาวเวอร์ เทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 184 แรงม้า แรงบิด 290 นิวตันเมตร ส่วนมอเตอร์ไฟฟ้ามอบกำลังเพิ่มอีก 89 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร โดยสามารถเลือกขับขี่โดยใช้พลังไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้ที่ความเร็วสูงสุด 120 กม.ต่อชม.

เรียนให้รู้กับ BMW Driving Experience

      โหมดไฮบริด มีอัตราเร่ง 0-100 กม.ต่อชม. 6.1 วินาที และมีความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 225 กม.ต่อชม. เมื่อใช้งานร่วมกัน เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังรวม 252 แรงม้า มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ 55.6 กม.ต่อลิตร และปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 42 กรัมต่อกม.

       เมื่อชาร์จไฟเต็มที่สามารถขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าอย่างเดียวได้ระยะทาง 37-40 กม. ทั้งนี้แบตเตอรี่มีความจุ 7.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งประกอบไปด้วยโมดูลแบตเตอรี่ 5 ตัว โดยแต่ละโมดูลสามารถถอดเปลี่ยนได้ตามความจำเป็น ทำให้เมื่อมีเหตุต้องเปลี่ยนก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทั้งหมด เปลี่ยนเฉพาะโมดูลที่เสื่อมเท่านั้น

เรียนให้รู้กับ BMW Driving Experience

       สำหรับการชาร์จสามารถชาร์จได้กับปลั๊กไฟบ้านทั่วไป โดยใช้เวลาประมาณ 3 ชม. แต่ถ้าชาร์จกับอุปกรณ์บีเอ็มดับเบิลยู ไอ วอลล์บ็อกซ์ เพียวใช้เวลาที่น้อยกว่า 2 ชม. ซึ่งแบตเตอรี่นี้ทางบีเอ็มดับเบิลยูบอกว่า มีระยะเวลารับประกัน 6 ปี หรือ 1 แสนกม.

       กิจกรรมครั้งนี้จัดที่สนามทดสอบไทยบริดจสโตน เพื่อให้เรียนรู้เกี่ยวกับตัวรถและตัวเรา นั่นคือเรียนรู้ทักษะการควบคุมรถในสถานการณ์ต่างๆ กับครูฝึกที่มีประสบการณ์

        กิจกรรมนี้จะจััดให้ลูกค้าที่เป็น JOY Member  โดยมีค่าใช้จ่าย 4,900 บาท และแขกพิเศษราคา 1.7 หมื่นบาท ซึ่งผมว่าก็เป็นสิ่งที่คุ้มค่าในการที่จะได้เรียนรู้การควบคุมรถที่ถูกต้องในสนามหรือพื้นที่ที่มีความปลอดภัย

เรียนให้รู้กับ BMW Driving Experience

       กิจกรรมม 1 วัน อัดแน่นทั้งภาคทฤษฎีประมาณ 1 ชม. จากนั้นก็ลุยกับภาคปฏิบัติ ซึ่งมีหลายสนามหลายรูปแบบ ประกอบด้วย 1.การหักเลี้ยวเปลี่ยนช่องทางเพื่อหลบรถด้านหน้าแบบกะทันหัน โดยไม่เบรก 2.คล้ายข้อ 1 แต่เบรกก่อนหักเลี้ยว 3.การเปลี่ยนช่องทางเพื่อหลบสิ่งกีดขวาง เช่น ของตกบนถนน 4.การขับสลาลอม 5.การเรียนรู้อาการอันเดอร์สเตียร์ หรือเลี้ยวไม่พอ หรือที่เรียกกันว่าหน้าดื้อ พร้อมการแก้ไข 6.การขับบนพื้นลื่น (skid pad) เพื่อเรียนรู้อาการโอเวอร์สเตียร์ หรืออาการท้ายออก ท้ายไถล พร้อมการแก้อาการ และ 7.ปิดท้ายด้วยการขับดริฟท์บนพื้นลื่น

       การจะขับรถแบบนี้ได้ดี สิ่งสำคัญอยู่ที่พื้นฐานที่ทุกคนรู้กันดี แต่จะทำหรือไม่ทำนั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ก็คือการนั่งในท่าที่ถูกต้อง พร้อมที่จะควบคุมรถในเวลาฉุกเฉิน ไม่ใช่ปล่อยตามเวรตามกรรมหรือว่าพวงมาลัยรถเป็นที่ให้คนยึดกันเหวี่ยงเท่านั้น

        เพราะฉะนั้นการนั่งต้องเหยียบแป้นต่างๆ ได้ถนัด โดยที่เหยียบสุดแล้วเข่ายังต้องงอได้ประมาณ 45 องศา ระยะจับพวงมาลัยต้องหมุนได้คล่อง และแขนไม่เหยียดจนตึง หลังต้องตรงและสัมผัสกับพนักพิงเต็มที่ เพราะเมื่อรถเสียการทรงตัวจะถ่ายทอดผ่านมาทางนี้ให้รู้อย่างรวดเร็วและหาทางแก้ไขได้ทันท่วงที

         เมื่อนั่งถูกต้องที่เหลือก็เป็นเรื่องของสมาธิ ทักษะ และแน่นอนที่สุดสมรรถนะของรถ

เรียนให้รู้กับ BMW Driving Experience

         สมาธิเป็นเรื่องสำคัญทั้งการรับรู้อาการของรถ และการใช้สายตาที่ถูกต้อง ซึ่งอาจะฝืนธรรมชาติของคน นั่นก็คือจะต้องมองหาทางออกอย่ามองอุปสรรค เช่น เมื่อมีสิ่งของขวางเส้นทาง ต้องมองไปที่พื้นที่ว่างและปลอดภัย อย่ามองของสิ่งนั้น เพราะมีโอกาสสูงที่จะชนมัน หรือการใช้พวงมาลัย ที่แม้จะต้องหมุนมาก บางช่วงต้องหมุน 180 องศา แต่ควรทำอย่างนุ่มนวลแต่รวดเร็ว ไม่ควรใช้แบบกระชาก

        สถานีต่างๆ ที่ได้ขับให้ทั้งความรู้ สนุก และเรียนรูสมรรถนะของรถ โดยเฉพาะเรื่องของการทรงตัว การยึดเกาะถนนที่ทำได้ดี แม้ว่าบางช่วง เช่น การเปลี่ยนเลนกะทันหันผมจะปลดระบบช่วยเหลือการทรงตัว หรือดีเอสซี ไม่ให้ทำงาน แต่ก็ยังสามารถควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางที่ต้องการได้ แม้ว่าจังหวะก่อนหน้านั้นรถจะแสดงอาการเสียหลักก็ตาม แต่ก็สามารถแก้คืนกลับมาได้

        รายละเอียดการขับมีเยอะมาก ยากที่จะอธิบายในพื้นที่จำกัด แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากบอกก็คือ การเรียนรู้ภาคปฏิบัติ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเรียนกับบีเอ็มดับเบิลยู ลูกค้ายี่ห้ออื่นก็ติดตามข่าวสารของบริษัทนั้นๆ ว่ามีกิจกรรมลักษณะนี้หรือไม่ หรือไม่ก็ควักกระเป๋าไปเรียนกับผู้ที่เปิดคอร์สสอน ซึ่งก็มีหลายคนที่ทำอยู่ในเวลานี้


เปิดอ่าน