โฟตอน ทูนแลนด์ ปิกอัพจีนพร้อมรบ

ปิคอัพจีน, โฟตอน, EBD, ESP, ไม่มีกล้องมองหลัง

โฟตอน ค่ายรถยนต์รายใหญ่จากจีน ส่งรถปิกอัพเข้ามาเปิดตลาดบ้านเราปลายปีที่แล้ว

โดยมุ่งหวังที่จะแย่งชิงส่วนแบ่งในตลาดที่ใหญ่ที่สุด แต่ก็มีการแข่งขัน และความแข็งแกร่งของกลุ่มผู้นำตลาดในขณะนี้

โฟตอน ทูนแลนด์ มาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซล คอมมอนเรล เทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์ 2.8 ลิตร ของคัมมินส์ ยี่ห้อที่โด่งดังของสหรัฐ และมีชื่อเสียงกับเครื่องเรือ และตัวนี้เป็นเครื่องยนตฺ์มีที่มาจากจีนที่คัมมินส์ไปลงร่วมทุนกับโฟตอน ให้กำลังสูงสุด 163 แรงม้าที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิด 360 นิวตันเมตร ที่ 1,800-3,000 รอบ/นาที

ไม่เพียงแต่เครื่องยนต์ของคัมมินส์ แต่ว่าส่วนประกอบอื่นๆ ที่ทูนแลนด์หยิบขึ้นมาเป็นจุดขายก็มีที่มาจากค่ายดังๆ เช่น เกียร์ของเก็ทแร็ก เยอรมนี ระบบควบคุมความดันหัวฉีด อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และระบบเบรกเอบีเอส จากบ๊อช เยอรมนี เพลาท้ายดานา จากสหรัฐ หรือระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ บอร์ก วอร์เนอร์ เป็นต้น

ช่วงแรก ทูนแลนด์ เปิดตลาด 2 ตัวถัง คือ ซิงเกิลแค็บ กับ ดับเบิลแค็บ โดยดับเบิลแค็บแบ่งเป็นรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อธรรมดา 2 ล้อยกสูง และรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ แต่ว่าทั้งหมดมีเฉพาะเกียร์ธรรมดา 5 สปีด ส่วนใครที่อยากได้เกียร์อัตโนมัติ รอปลายปีครับ ทางผู้บริหารยืนยันว่ามาแน่ โดยราคาคงขยับขึ้นไม่เกิน 4 หมื่นบาท

โฟตอน ทูนแลนด์ ปิกอัพจีนพร้อมรบ

โฟตอน ทูนแลนด์ ปิกอัพจีนพร้อมรบ

ทูนแลนด์ มีขนาดความยาวตัวถัง 5,310 มม. กว้าง 1,880 มม. สูง 1,870 มม. ฐานล้อ 3,105 มม. ความกว้างช่วงล้อหน้า-หลัง 1,580 มม. เท่ากัน ระยะต่ำสุดจากพื้นรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ และ 2 ล้อยกสูง 200 มม. รุ่นทั่วไป 160 มม.น้ำหนักรุ่น 4 ประตู ขับ 4 ล้อ 1,950 กก. รุ่น 4 ประตู 2 ล้อ ยกสูง 1,860 กก. รุ่น 2 ล้อ รุ่น 4 ประตู 1,810 กก. และรุ่นซิงเกิลแค็บ 1,720 กก.

อุปกรณ์ที่ให้มาไม่น้อย เช่น เบาะนั่งปรับได้ 6 ทิศทาง กล่องเก็บของคอนโซลกลางขนาดใหญ่ ที่เก็บแว่น พวงมาลัยมัลติิฟังก์ชัน ระบบบลูทูธ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ช่องเชื่อมต่อยูเอสบี ระบบควบคุมเครื่องปรับอากาศแบบดิจิทัล ระบบเปิดปิดไฟหน้าอัตโนมัติ

ด้านความปลอดภัยเช่น ถุงลมคู่หน้า ระบบเบรกเอบีเอส ระบบกระจายแรงเบรกอัตโนมัติ (EBD) ระบบควบคุมการทรงตัว (ESP) ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี เฟืองท้ายลิมิเต็ด สลิป ในรุ่นขับ 4 เป็นต้น

รูปทรงโดยรวมก็ดูดีใช้ได้ครับ แต่ก็อยู่ที่ความชอบของแต่ละคนว่าสวยไม่สวย ชอบไม่ชอบ แต่อย่างน้อย เรื่องของขนาดก็ต้องถือว่าโฟตอนทำการบ้านมาดี เข้ากับยุคสมัยที่ปิกอัพยุคนี้ต้องใหญ่ ไม่อย่างนั้นก็จะเสียเปรียบคู่แข่ง แต่ขนาดของทูนแลนด์ก็ฟัดได้กับค่ายอื่นๆ

รุ่นขับ 4 ใช้ล้อ 17 นิ้ว ใหญ่กว่ารุ่นอื่นที่ใช้ขนาด 15 นิ้ว และก็มีคิ้วซุ้มล้อบันไดข้าง ระบบสัญญาณเตือนถอยหลัง (ไม่มีกล้องมองหลัง) กระจกข้างโครเมียม พร้อมไฟเลี้ยว ทุกรุ่นมีไฟขับขี่กลางวัน ทรงกลม ติดตั้งไว้ในกันชนตำแหน่งที่เราคุ้นเคยว่าเป็นไฟตัดหมอกนั่นแหละ ซึ่งเมื่อยกเบรกมือขึ้นไฟดวงนี้จะดับลง

ตัวถังที่ใหญ่ก็ส่งผลให้ภายในห้องโดยสารกว้างขวางนั่งสบาย เบาะนั่งหนังแท้ และเบาะหลังก็ทำมาได้ดี องศาของพนักพิงอยู่ในตำแหน่งที่ดีช่วยให้นั่งได้สบาย การออกแบบอุปกรณ์ต่างๆ ในห้องโดยสารทำได้ดี ดูร่วมสมัยและทันสมัย วัสดุโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ แต่หนังหุ้มพวงมาลัยขาดความละเอียดไปนิด

ตำแหน่งควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ ดี เบาะนั่งปรับตำแหน่งให้เข้ากับตัวไม่ยาก พวงมาลัยปรับระดับได้ก็ช่วยให้ควบคุมรถได้ดี แต่คันเร่งสูงไปหน่อย

ผมขับทูนแลนด์ด้วยระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ บนมอเตอร์เวย์ในวันที่ฝนพรำเป็นช่วงๆ ซึ่งช่วงล่างก็น่าพอใจยึดเกาะถนนได้ดี รถทรงตัวได้ดี และช่วงที่รถพุ่งขึ้นคอสะพานที่มีอยู่มากมาย จังหวะลงของรถใช้ได้เลยครับ กลับเข้าสู่ภาวะปกติได้เร็ว ไม่เด้ง ไม่ร่อน

แต่โดยรวมยังกระด้างไปสักนิด ถ้าหากมีของบรรทุกใส่ท้ายรถสักเล็กน้อยน่าจะนุ่นเนียนขึ้น หรือถ้าเดินทางท่องเที่ยวกับครอบครัว เพื่อนฝูงพร้อมสัมภาระ ก็น่าจะนุ่มเนียนขึ้นเช่นกัน แต่ที่ว่ากระด้างไม่ได้ทำให้มีปัญหาอะไร และไม่ถึงขั้นกระแทกกระทั้น หัวสั่นหัวคลอนนะครับ อารมณ์ใกล้เคียงกับปิกอัพในตลาดอีกหลายๆ รุ่น เพียงแต่ผมมองในแง่ที่ว่ามันเป็น 4 ประตู ขับ 4 ที่ส่วนใหญ่น่าจะซื้อไปใช้ส่วนตัวมากกว่าบรรทุกของ เกียร์ใช้งานง่าย เปลี่ยนง่าย นานๆ ขับเกียร์ธรรมดาทีก็สนุกเหมือนกัน เครื่องยนต์ก็สอบผ่านเลย อัตราเร่งใช้ได้ ลองกดคันเร่งไล่ความเร็วในวันที่จราจรค่อนข้างหนาแน่น ก็ขึ้นไปได้ที่ 150 ไม่ยากนัก

มีพื้นที่ทดสอบพิเศษ เป็นการขับขี่ออฟโรด ในเขตเหมืองใกล้ๆ บางพระ ให้ได้อรรถรสบ้าง ก็ไม่ใช่งานยากของทูนแลนด์ โดยลองปรับมาใช้ระบบขับเคลื่อน 4 High ใช้เกียร์ 2 แตะคันเร่งเบาๆ ก็ปีนขึ้นเนินได้นุ่มๆ ง่ายๆ ลุยน้ำละุยโคลนไม่ยากเย็นอะไร

ถือว่าเป็นน้องใหม่ที่น่าสนใจ รถอยู่ในเกณฑ์ที่ขับดี ใช้งานได้ดี แถมยังอัดแคมเปญฟรีบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 2 แสนกิโลเมตร ทำให้คนที่อาจจะยังไม่มั่นใจเรื่องอะไหล่ เรื่องการบริการ สบายใจขึ้นเยอะ อย่างน้อยๆ คนที่ซื้อรถเอาไว้ใช้ในการทำงานเป็นหลัก หรือเถ้าแก่ที่ซื้อรถให้ลูกน้องขับ ก็คงหันมาพิจารณาทางเลือกนี้ครับ


เปิดอ่าน