
ครอบครัวรุ่นใหม่ “ดี-ร้าย” ต้องเปิดใจรับ
“ครอบครัวไทย” นับวันจะย่อส่วนเป็นไซส์เล็กๆ ที่มีเพียงพ่อแม่และลูก
นับวัน “ครอบครัวไทย” จะย่อส่วนจากอยู่กันพร้อมหน้าปู่ย่า ตายาย พ่อแม่ พี่น้อง ภายใต้ชายคาเดียวกัน เป็นไซส์เล็กๆ ที่มีเพียงสมาชิกหลักพ่อแม่และลูก ซึ่งดูเหมือนว่าน้อยคนจะน้อยปัญหา ทว่ากลับไม่เป็นแบบนั้น หลายคู่อยู่ไม่ยืดสุดท้ายก็หย่าร้างนำไปสู่ปัญหา “บ้านแตก” การประคับประคองครอบครัวให้สามารถเดินต่อไปได้อย่างมีอนาคต จึงเป็นสิ่งท้าทายสมาชิกทุกคนในบ้าน โดยเฉพาะพ่อแม่ที่เปรียบเสมือน “หัวและท้ายเรือ” ต้องใช้ความสามารถในการพายเพื่อไม่ให้เรือล่มก่อนถึงฝั่ง ลองไปฟังมุมมองของครอบครัวคนรุ่นใหม่ที่แต่ละบ้านมีแนวทางการดูแลสมาชิกในแบบฉบับของตัวเองอันสะท้อนว่าเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนก็ต้องรู้จักปรับตัว
เริ่มจากครอบครัว “สุวัฒโนดม” ของพ่อแม่ป้ายแดง “อ้อ” ศิรินันท์ และ “ดร.โอ๋” ผศ.ดร.ปรีชาพร ที่ตอนนี้กำลังอิ่มสุขกับ “ลูกสาว” สมาชิกใหม่เพิ่งคลอดหมาดๆ โดย “ดร.โอ๋” เกริ่นให้ฟังก่อนเลยว่า ครอบครัวจะสุขได้อย่างแรกเลยต้องมีพื้นฐานว่าต้องรักก่อน ที่เหลืออยู่ที่ความอดทน ให้อภัย และเข้าใจ เพราะทุกคนต่างการเลี้ยงดูมา จึงไม่มีทางเลยที่คู่ไหนจะไม่ทะเลาะกันหรือมีปัญหาทางความคิด เพราะฉะนั้นต้องทำเรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็ก และไม่ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่
“สังเกตคู่แต่งงานใหม่ เวลาที่ผู้ใหญ่รดน้ำสังข์เขาจะพูดแค่ 3 คำนี้ อดทน ให้อภัย เข้าใจกัน ถ้าทำได้ก็ทำให้ใจเย็นขึ้น และพอมีลูกก็จะทำให้ทุกอย่างนิ่งขึ้น แต่ก็ต้องใช้เวลา เพราะต้องอยู่ด้วยกันเห็นหน้ากันตลอด อย่างคู่เราคบกันปีกว่าก่อนจะแต่งงาน ปีแรกแค่ปรับตัว ปีต่อๆ มาเข้าใจกันมากขึ้นจนแทบไม่ทะเลาะกันเลย” นั่นคือสิ่งที่พ่อบ้านบอก ขณะที่ฝ่ายคุณแม่มือใหม่มองว่า ทุกอย่างต้องรู้จักยืดหยุ่น ต้องประนีประนอมกัน เพราะเติบโตมาไม่เหมือนกัน ตัวเองกับสามีอายุค่อนข้างต่างกันก็ต้องปรับตัวเข้าหากัน และแม้จะแต่งงานกันมาได้พอสมควรแล้วก็ไม่ลืมเติมหวานอยู่เสมอ ทุกสัปดาห์ต้องมีนัดกินเนอร์กันให้ได้อย่าง 1 ครั้ง ไม่จำเป็นต้องรับประทานข้าวนอกบ้าน ในบ้านก็สามารถนัดเดทกันได้ และต้องมีทริปเฉพาะสองคนอย่างน้อยปีละสองครั้ง
แต่งงานครองเรือนมาได้ 14 ปีแล้วแต่ความรักความอบอุ่นในครอบครัวไม่มีทีท่าว่าจะจืดจาง นั่นเพราะ “นัท” อภิชาติ กับ “ขวัญ” ม.ล.พลอยนภัส ลีนุตพงษ์ และลูกชายคนเดียววัย 10 ปี “น้องธี" ธีทัต ลีนุตพงษ์ มีเคล็ดไม่ลับที่พร้อมแบ่งปัน โดย "ขวัญ" บอกว่า เริ่มจากพ่อแม่ก่อนเลยจะอยู่ด้วยกันได้ต้องมี “ศีลเสมอกัน” สมมุติคนหนึ่งมี 4 ข้ออีกคนก็ต้องมี 4 ข้อเท่ากัน ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีเกินหรือขาดมุมมองก็เริ่มต่างกันแล้ว ต้องหามาเติมให้เต็ม หรือหากใครผิดศีลข้อไหนก็ต้องมาคุยกัน โชคดีที่ตัวเองเป็นคนลืมง่ายเลยทำให้เรื่องที่จะนำไปสู่การทะเลาะกันหมดไป สำคัญว่าแต่ทุกคนต้องแบ่งเวลาสำหรับครอบครัวอย่างเหมาะสม
“โชคดีที่เราทำธุรกิจด้วยกัน อยู่ด้วยกันตลอด ลูกไปโรงเรียนเราก็ทำงาน พอถึงช่วงปิดเทอมก็ต้องทุ่มเวลาให้ลูกเต็มที่ ส่วนใหญ่ลูกชายชอบเล่นกับพ่อ แต่ก็จะมีเรื่องมาปรึกษาแม่บ้าง เช่น ไปทะเลาะกับเพื่อนมา เราก็จะรู้หน้าที่กัน อยากได้คำปรึกษามาที่แม่ เรื่องผู้ชายๆ ต้องไปหาพ่อ เรานอนด้วยกันสามคนตลอด ส่วนวันครอบครัวจริงๆ ส่วนใหญ่จะเป็นวันเสาร์-อาทิตย์ ที่จะใช้เวลาอยู่กันนานหน่อย เล่นกันตั้งแต่อยู่บนเตียงนอน ถ้ามีปัญหาความคิดเห็นไม่ตรงกันก็ต้องมาพูดคุยกันว่าปัญหาคืออะไร เหตุผลของความคิดแต่ละคนคืออะไร ถ้าคนไหนเหตุผลมีน้ำหนักกว่าก็ต้องยอมรับ ขวัญว่าทิิฐิเป็นเรื่องสำคัญนะถ้ายึดตัวเองตลอดมีปัญหาเพิ่มแน่นอน” ขวัญเผย
สำหรับครอบครัวฮาเฮไปไหนไปกันของ “แจ็ค” ปริญญา-“มุก” เพลินจันทร์ รุ่นประพันธ์ และลูกชายแฝด 3 “น้องทริป-น้องเทรย์ และ น้องทรอย” วัยกำลังซนแก่น ซึ่งกว่า 10 ปีแล้วที่ครองคู่กันมาจนมีทายาทคราวเดียวถึง 3 หน่อ เคล็ดไม่ลับ ตัวแม่ “มุก” เพลินจันทร์ แย้มว่าระยะเวลาขนาดนี้สามีภรรยาบางคู่ตกกลางคืนไม่ค่อยคุยกันแล้ว แต่กับสามีคุยกันเป็นชั่วโมงกว่าจะได้นอน ขณะที่พ่อบ้านเสริมว่า บางครั้งยังมี “เดทไนท์” ให้ลูกๆ อยู่กับตายาย พ่อแม่ออกไปดูหนังนอกบ้านกันสองต่อสอง หรือไปเจอเพื่อนปาร์ตี้กัน คือทุกวันศุกร์จะส่งลูกไปบ้านตายายก่อน ซึ่งลูกๆ ก็ชอบมาก แล้ววันเสาร์พ่อแม่จะตามไปสมทบ เพราะฉะนั้นคืนวันศุกร์คือวันของพ่อแม่ที่เที่ยวกันเหมือนเป็นแฟน
“มุก” บอกว่าตั้งแต่สร้างครอบครัวมาแทบไม่เคยทะเลาะกันเลย ยกเว้นเรื่องลูกซึ่งลงเอยด้วยต่างคนต่างเดินออกไปสักพักแล้วมาคุยกันอีกที เมื่อเข้าใจกันแล้วก็ไม่มีอะไรต้องกังวล ครอบครัวก็เดินหน้าไปเหมือนทุกๆ วัน แต่บางครอบครัวไม่เป็นแบบนี้ ทั้งเรื่องพ่อแม่เรื่องลูกถาโถมจะหาทางออกไม่เจอ สุดท้ายต้องเลิกรา ซึ่ง “แจ็ค” มองว่าที่เป็นแบบนี้มีหลายปัจจัย ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากการแต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อย แต่ละคนยังค้นหาตัวตนซึ่งกันและกันไม่เจอ เรื่องนี้ “มุก” เสริมทันทีว่า คนเราเวลาอยู่กันนานๆ แล้วอาจจะเบื่อกัน ประกอบกับมีสิ่งเร้าจากนอกบ้าน ผู้ชายไปเจอคนสวย ผู้หญิงไปเจอหนุ่มๆ ใจไม่แข็งพอก็โอนเอนตาม ซึ่งแจ็คมักจะพูดเสมอว่าความรับผิดชอบเป็นสิ่งสำคัญ แค่สิ่งที่มีอยู่ในมือลูกสามเมียอีกหนึ่งก็ปวดหัวจะแย่แล้ว ไม่อยากหาความวุ่นวายเพิ่ม
“อันนี้เป็นสิ่งที่ดีที่คนเป็นเมียฟังแล้วรู้สึกชื่นใจ เป็นความวุ่นวายจริงๆ นะ ถ้าคนเราใช้ชีวิตแบบสองคนในร่างเดียว ต้องคอยหลบหลีก เพราะฉะนั้นเราจะเปิดใจคุยกันเสมอ” มุกบอก แจ็คก็เห็นด้วยพร้อมกับมองว่าความเป็นจริงคนสองคนจะมารักกันสร้างครอบครัวกันได้ไม่จำเป็นต้องมีความเหมือนกันไปทั้งหมด จะเรียกว่าคนเหมือนกันเก็บไว้เป็นเพื่อน ส่วนคนไม่มีกันเก็บไว้เป็นคู่ก็พอจะได้ ต้องมีอะไรให้เรียนรู้กัน อย่างคู่ตัวเองแต่ละคนก็ต้องมีพื้นที่เป็นของตัวเอง มีเพื่อนต้องเจอ สำคัญต้องบอกกล่าวกันจะได้ไม่รอเก้อ รักษาคำพูด และไม่ขี้หึงเกินงาม ด้วยเหตุนี้นิยมคำว่า “ครอบครัว” ของทั้งคู่คือ...แบ่งปัน ดูแล เข้าใจ...สั้นๆ แต่ได้ใจความ!!
มาที่ครอบครัวเปี่ยมสุขที่กำลังเฝ้าดูลูกสาวเพียงหนึ่งเดียวกำลังเติบใหญ่อย่างมีอนาคต นำโดยคุณพ่อบ้านนายทหารหนุ่ม “โน้ต” น.ท.จงเจต วัชรานันท์ แม่บ้านคนสวย เกรซ มหาดำรงค์กุล และลูกสาว จตฤม (จาติม) มหาดำรงค์กุล วัย 4 ขวบเศษ สำหรับสาวเกรซ ออกตัวว่าไม่ค่อยมีเทคนิคอะไรในการครองเรือนอยู่ด้วยการให้เกียรติกัน เข้าใจกัน ทุกวันคือวันสำคัญ ไม่คิดว่าวันอะไรจะพิเศษ ดูแลกันทุกวัน ถ้ามีปัญหาต้องพูดให้รู้เรื่องไปเลย ถ้ายังมีอะไรติดค้างคาใจ ก็อาจจะหมดปัญหาในวันนี้ แต่ก็จะสะสมไปเรื่อยๆ ฝังลึกลงเรื่อยๆ
“ไม่มีเกี่ยงกันเลี้ยงลูกเลย มีแต่แย่งกันเลี้ยง เพราะพ่อแม่ทำงานเวลาอยู่กับลูกได้คือตอนเย็นหลังเลิกงาน ส่วนกลางวันเป็นหน้าที่พี่เลี้ยงซึ่งเป็นคนเก่าคนแก่เลี้ยงเกือบทุกคนในบ้านมา น่าจะเลี้ยงได้ดีกว่าเราซะอีก การอยู่แบบครอบครัวใหญ่แล้วมามีครอบครัวเป็นของตัวเอง ไม่ค่อยต่างกันนะ อยู่ที่เรากำหนดให้เป็นอย่างไร ครอบครัวใหญ่คนเยอะอาจมีปัญหาเยอะ แต่ใช่ว่าครอบครัวเล็กๆ จะปัญหาน้อย” เกรซเผย
“ไม่ซีเรียสอะไร
ถ้าคนจะอยู่กันไม่ได้
แล้วแยกทางกัน
แต่อารมณ์อาจไม่เหมือนรุ่นพ่อแม่
ที่ยื้อกันจนแก่เฒ่า
ซึ่งถ้าทำได้ก็ดี
แต่สมัยนี้คงต้อง
เปลี่ยนความคิดแล้ว..”
ด้านคุณพ่อมือใหม่ บอกว่าสไตล์เลี้ยงลูกส่วนตัวจะค่อนข้างดุถ้าลูกไม่ค่อยเชื่อฟัง ตอนยังไม่มีลูกเห็นลูกคนอื่นตามใจเวลาลูกอยากได้อะไร ไม่พอใจก็ลงไปนอนดิ้น ซึ่งลูกสาวบางครั้งก็มีแบบนี้ เราไม่อยากให้เป็น แต่พยายามเก็บอารมณ์ ค่อยๆ สอน แต่ถ้าไม่ได้ผลก็ต้องตีบ้าง เบาๆ แค่นี้ลูกก็เสียใจแล้ว หลังจากนั้นก็ไม่ทำอีกเลย สำหรับครอบครัวก็จะพยายามมีกิจกรรมพ่อแม่ลูกร่วมกัน ไปข้างนอกให้ลูกได้เรียนรู้โลกใบใหม่
“จริงๆ แล้วเป็นแฟนกัน กับเป็นสามีภรรยาแตกต่างกัน ตอนเป็นแฟนถ้าไม่ได้แชร์นิสัยใจคอกันพอมาใช้ชีวิตด้วยกันก็ทำให้ไปกันไม่ได้ ถ้าเป็นแบบนี้เลิกกันก็ไม่ผิด ยิ่งมีลูกด้วยก็จะยิ่งลำบาก ถ้าต้องทะเลาะกันให้ลูกเห็นทุกวัน ส่วนตัวไม่ซีเรียสอะไรถ้าคนจะอยู่กันไม่ได้แล้วแยกทางกัน แต่อารมณ์อาจไม่เหมือนรุ่นพ่อแม่ที่ยื้อกันจนแก่เฒ่าซึ่งถ้าทำได้ก็ดี แต่สมัยนี้คงต้องเปลี่ยนความคิดแล้ว ดังนั้นก่อนจะแต่งต้องดูให้ดี แต่งแล้วไม่ใช่แค่คนสองคนนะ มีคนในแต่ละครอบครัวมาร่วมกัน ทำอะไรก็ต้องคิดให้ดีก่อน ต้องปรับตัวให้สมดุล ไม่ใช่ให้เปลี่ยนเป็นคนละคนซึ่งเป็นไปได้ยาก สำคัญว่าต้องซื่อสัตย์คงไม่มีใครจะใจกว้างขนาดนั้น” นายทหารนุ่มกล่าวทิ้งท้าย...



