“เบนซ์”ประเดิมปี60 ลุย“ซีเคดี”กดราคาดันยอด

ตลาดรถยนต์ปี 2559 ติดลบประมาณ 4.9%

ส่วนตลาดพรีเมียมยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี และเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่ยังรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดไว้ได้อย่างเหนียวแน่น แม้ว่าช่วงปลายๆ ปี ตลาดจะแผ่วลงไปบ้างก็ตาม แต่ค่ายดาวสามแฉกก็ยังยืนยันที่จะเดินหน้าเกมรุกต่อไป ทั้งในด้านของสินค้าที่จะส่งรถใหม่ลงสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องมากมายหลายรุ่น หรือว่าในเชิงของอุตสาหกรรม การลงทุน

ปลายปีที่แล้ว เมอร์เซเดส-เบนซ์ โดยบริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ แมนูแฟคเจอริง (ประเทศไทย) จำกัด ได้ต่อสัญญากับ บริษัท ธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด ให้เป็นผู้ประกอบรถยนต์ต่อไปอีก 12 ปี เพื่อรองรับแผนขยายธุรกิจและตลาดในอนาคต

และไม่เพียงแค่ต่อสัญญาเท่านั้น แต่ยังเพิ่มโรงงานที่ 2 เข้ามาด้วย

“เบนซ์”ประเดิมปี60 ลุย“ซีเคดี”กดราคาดันยอด

ปัจจุบัน ธนบุรีฯ มีโรงงานย่านพระประแดง 2 โรง โดยโรงใหญ่ พื้นที่ 81 ไร่ เดินสายประกอบเมอร์เซเดส-เบนซ์ ขณะที่โรงงานที่ 2 พื้นที่ 31 ไร่ ประกอบรถยนต์ทาทา ซึ่งกำลังจะหมดสัญญา 10 ปี ในช่วงต้นปีหน้า หลังจากนั้นจะปรับสายพานมาผลิตเมอร์เซเดส-เบนซ์แทน

เมอร์เซเดส-เบนซ์ บอกว่า การต่อสัญญา การเพิ่มโรงงานที่ 3 ทำให้ปีนี้ต้องมีการลงทุนเพื่อเพิ่มเทคโนโลยี เครื่องจักร การพัฒนาบุคลากร เพื่อขยายกำลังการผลิต

ผู้บริหารเมอร์เซเดส-เบนซ์ บอกว่า ปีนี้เชื่อว่าตลาดรถยนต์จะดีขึ้น ดังนั้นแนวทางการเติบโตก็จะต้องพยายามส่งสินค้าใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นแนวทางที่สร้างการเติบโตให้บริษัทในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

“เบนซ์”ประเดิมปี60 ลุย“ซีเคดี”กดราคาดันยอด

นอกจากนี้ก็จะพยายายามเพิ่มสัดส่วนการทำตลาดรถที่ประกอบในประเทศ หรือซีเคดี ให้มากขึ้น จากปัจจุบันมีสัดส่วนประมาณ 2 ใน 3 ของยอดขายทั้งหมด ซึ่งการทำตลาดรถซีเคดี จะทำให้ลดภาระภาษีนำเข้าจากเยอรมนีได้มาก และนี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เพิ่มโรงงานประกอบโรงที่ 2

ช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา รถซีเคดี รุ่นล่าสุดก็ได้ฤกษ์เปิดตัวอย่างเป็นทางการเป็นรุ่นแรกของปี 2560 ก็คือ อี-คลาส เจเนอเรชั่นที่ 10 ซึ่งทำให้สามารถปรับราคาลงจากรุ่นนำเข้า หรือซีบียู ได้เป็นชิ้นเป็นอันเลยทีเดียว คือ 4-6 แสนบาท

อี-คลาส ซีเคดี มี 3 รุ่นย่อย คือ E 220 d Avantgarde ราคา 3,390,000 บาท, The E 220 d Exclusive ราคา 3,690,000 บาท และ The E 220 d AMG Dynamic ราคา 3,990,000 บาท

“เบนซ์”ประเดิมปี60 ลุย“ซีเคดี”กดราคาดันยอด

สำหรับอี-คลาส เจเนอเรชั่น 10 เป็นรถอีกรุ่นที่ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภค มีจุดเด่นหลายอย่าง ทั้งเรื่องของอัตราสิ้นเปลืองหรือว่าการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ส่วนรายละเอียดและอุปกรณ์มาตรฐานของแต่ละรุ่นย่อย เช่น E 220 d Avantgarde มาพร้อมกับไฟหน้าแบบ LED High Performance ส่วน E 220 d Exclusive และ E 220 d AMG Dynamic ไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED, ระบบส่องสว่างอัจฉริยะ, ระบบปรับโคมไฟหน้ารถตามการเลี้ยวของพวงมาลัย, ระบบเพิ่มความส่องสว่างขณะเลี้ยวโค้ง, ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ

สำหรับตัวท็อป E 220 d AMG Dynamic จะเพิ่มความแตกต่างจากรุ่นอื่นคือ ล้ออัลลอยสปอร์ตจาก AMG แบบ 5 ก้านคู่ ขนาด 19 นิ้ว, หลังคาพาโนรามิกซันรูฟเลื่อนเปิด-ปิด ด้วยระบบไฟฟ้า, กันชนหน้า-หลัง และสเกิร์ตข้างดีไซน์สปอร์ตแบบ AMG, ดิสก์เบรกหน้าแบบมีช่องระบายความร้อน และสัญลักษณ์ Mercedes-Benz บนคาลิปเปอร์เบรกหน้า

ภายในห้องโดยสาร เบาะที่นั่งตอนหลังสามารถพับลงแบบ 1/3 และ 2/3 เพื่อความสะดวกในการบรรจุสัมภาระ และสำหรับ E 220 d Avantgarde และ E 220 d Exclusive ตกแต่งแบบหรูหรา เบาะนั่งหุ้มหนัง ARTICO พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชันหุ้มหนัง nappa ในขณะที่ E 220 d AMG Dynamic เบาะนั่งหุ้มหนัง nappa, พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นแบบสปอร์ต ท้ายตัดหุ้มหนัง nappa, ชุดหน้าจอความละเอียดสูงและหน้าจอดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว 2 จอ เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในห้องโดยสาร

ทั้ง 2 จอ จะอยู่ติดกันและมีลักษณะลอยตัวแบ่งการแสดงผลเป็น 2 ส่วน คือ แผงหน้าปัดสำหรับแสดงมาตรวัดต่างๆ ซึ่งเป็นหน้าจอแบบ Wide screen ขนาดใหญ่เพื่อให้ผู้ขับขี่มองเห็นได้ชัดเจน และอีกส่วนหนึ่งจะเป็นหน้าจออินโฟเทนเมนต์ โดยผู้ขับขี่สามารถเลือกรูปแบบของแผงหน้าปัดได้ 3 แบบ ตามความชอบส่วนตัว ได้แก่ แบบคลาสสิก แบบสปอร์ต และแบบ Progressive ซึ่งนับเป็น ครั้งแรกของรถยนต์ในเซ็กเมนต์นี้ที่มีการติดตั้งจอดังกล่าว รวมถึงระบบชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สาย เป็นต้น

E 220 d AMG Dynamic ยังมีระบบแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้าอีกด้วย

E 220 d Avantgarde และ E 220 d Exclusive ติดตั้งระบบ MB Audio 20 พร้อม Controller และ Touchpad ส่วน E 220 d AMG Dynamic จะมาพร้อมกับระบบ COMAND Online พร้อม Controller และ Touchpad, ระบบสั่งการด้วยเสียง (เฉพาะภาษาอังกฤษ) , ระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester® และฟังก์ชันเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือระบบปฏิบัติการ iOS (Apple CarPlay™) และ Android (Android Auto) นอกจากนี้ ทั้ง 3 รุ่นยังติดตั้งด้วยระบบแผนที่นำทาง และระบบไฟสร้างบรรยากาศในห้องโดยสารที่ปรับสีได้ 64 สี

ระบบความปลอดภัยที่สำคัญเช่น ถุงลมนิรภัยด้านหน้า 2 ตำแหน่ง สำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร, ถุงลมนิรภัยบริเวณหัวเข่าผู้ขับขี่, ถุงลมนิรภัยด้านข้าง 2 ตำแหน่ง สำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้า, ม่านถุงลมนิรภัยด้านข้าง ป้องกันศีรษะ 4 ตำแหน่ง สำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร, เข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุด 5 ที่นั่ง, โปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ, ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS, ระบบเบรก ADAPTIVE BRAKE พร้อมฟังก์ชัน HOLD และ Hill-start Assist, ไฟเบรกกะพริบอัตโนมัติเมื่อเบรกฉุกเฉิน

ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับรถ, ระบบรักษาความเร็ว และจำกัดความเร็ว, เซ็นเซอร์ช่วยในการนำรถเข้าจอด, ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ, ระบบเตือนเพื่อนำรถเข้าศูนย์บริการ (ASSYST Service interval indicator) และระบบเตือนแรงดันยาง

E 220 d Avantgarde ติดตั้วกล้องแสดงภาพด้านหลังขณะถอยรถ ในขณะที่ E 220 d Exclusive และ E 220 d AMG Dynamic จะมาพร้อมกับกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง

ทุกรุ่นใช้เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ ให้กำลังสูงสุด 194 แรงม้า ที่ 3,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตรที่ 1,600–2,800 รอบ/นาที เกียร์อัตโนมัติ ชุดใหม่ 9G-TRONIC อัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน 25.6 กิโลเมตร/ลิตร และมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 102 กรัม/กิโลเมตร


เปิดอ่าน