คุยกับซีไรต์"อุทิศ เหมะมูล""ผมจะไม่ถูกทำลายด้วยสิ่งนี้"

พลันที่คณะกรรมการตัดสินรางวัลวรรณกรรมยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน หรือ "ซีไรต์" ประกาศผู้ได้รับการตัดสินอย่างเป็นเอกฉันท์ ชื่อ อุทิศ เหมะมูล เจ้าของนวนิยาย ลับแล, แก่งคอย ก็เป็นที่สนใจของนักอ่านขึ้นมาทันที

 จะว่าเป็นการชี้นำ หรือกระแสนิยมอย่างไรสุดแล้วแต่ แต่สิ่งที่น่าสนใจของนักเขียนหนุ่มวัย 34 ปี ผู้นี้คือความทุ่มเท จริงจัง และ "รัก" ที่จะ "เล่าเรื่อง" จนเจ้าตัวพูดอย่างเต็มปากเองว่า เป็น "นักเขียนเต็มคน" แล้ว   

 ในวันถัดมา, คณะผู้เกี่ยวข้องกับรางวัล รวมทั้งโรงแรมโอเรียนเต็ล จึงเต็มใจให้  "สื่อมวลชน" ช่วยกันแง้มประตูอันลึกลับซับซ้อน เพื่อไขตัวตนของ "เด็กชายจากแก่งคอย" ว่าวันนี้เขาคิดอะไรอยู่

 การพูดคุยครั้งนี้ ชมัยภร แสงกระจ่าง นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย พี่เอื้อยแห่งแวดวงวรรณกรรม อาสาเป็นผู้นำสัมภาษณ์ ในบรรยากาศที่อบอุ่นและกันเองที่สุด

 ที่สำคัญ ความหลังในวัยเยาว์ อาจทำให้เรา "เผลอรัก" และอยาก "ทะนุถนอม" เขาโดยไม่รู้ตัว!!!

0 อยากให้เล่าปูมหลังนิดหนึ่งว่าเป็นใคร พื้นเพมาจากไหน
 เกิดและเติบโตที่อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี เรียนอยู่โรงเรียนแสงวิทยา และโรงเรียนวัดศิลป์ราชพินิจ อำเภอแก่งคอย ช่วงเวลานั้นเป็นโลกที่แคบสำหรับผมเพราะว่ามีแค่ครอบครัว เพียงแต่ว่าความหลงใหลในศิลปะที่รู้สึกว่าตัวเองวาดรูปเก่ง จะพาตัวเองออกมาจากบ้านเกิดได้อย่างไร โชคดีที่ได้เรียนที่สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลโคราช เรียนด้านศิลปกรรม และหลังจากนั้นมาทุกอย่างก็เริ่มต้นตอนอายุ 15 ผมได้รู้จักเพื่อนฝูง ได้ไปใช้ชีวิตในสังคมอีกแบบ ได้อ่านหนังสือ ได้ฟังเพลง เก็บเกี่ยวประสบการณ์จากชีวิตที่ต้องช่วยตัวเอง จนเรียนอยู่ที่เทคโนโคราช 4 ปี หลังจากนั้นสอบเอนทรานซ์เข้าคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ เรียนครบทั้งหมด 5 ปีครึ่ง ไม่ได้จบตามหลักสูตร ไปอยู่ที่ไหนก็จะไปเป็นตัวป่วนที่นั่น ค่อนข้างจะมีปัญหากับสิ่งที่ผ่านมา

0 เรียนเอกอะไร
 ช่วง 3 ปีแรกจะได้เรียนเกี่ยวกับทักษะทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นดรออิ้ง วาดภาพทุกอย่าง พอผมเริ่มทำวิทยานิพนธ์ก็ไม่ได้จับพู่กันกับสีแล้ว เพราะว่าผมทำเกี่ยวกับคอนวิชวลอาร์ต อินสตรอเรชั่น กลายเป็นงานไม้ไป งานไม้ทำโรงศพของตัวเอง คือช่วงนั้นเป็นช่วงที่พ่อเสียชีวิต ผลกระทบจากความรู้สึกที่พ่อเสียชีวิตไปค่อนข้างรุนแรง ผมคิดว่าคงจะอยู่ในตัวตนของผมตลอดไป และก็พยายามจะผลักดันให้เขียนหนังสือ

0 เริ่มเขียนมาจากตอนพ่อเสียชีวิต
 คิดมาตั้งแต่จบแล้ว ผมรู้สึกว่าผมอยากจะทำงานศิลปะ แต่ว่าความคิดจะทำงานศิลปะกับเงินในกระเป๋ามันไม่เท่ากัน ถ้าไปทำอินสตรอเรชั่น ศิลปะแบบจัดวาง มันต้องใช้เงิน  

0 แล้วเขียนหนังสือ มันได้เงินมากกว่าจริงๆ หรือ
 ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ตอนที่ผมเริ่มเรียนศิลปะ คือทางบ้านเขาก็ไม่ส่งเงินอยู่แล้ว และเขาไม่รู้ว่ามันคืออะไร ทำไมต้องออกไปจากบ้านด้วย เขางงๆ ตามประสาเขา ต้องไปหาเงินเรียนเอง แม่ส่งเงินมาให้แต่ก็ยังไม่พอ ในขณะที่คนอื่นๆ เวลาที่ลูกไปเรียนต่างจังหวัด เขาโทรมาตลอด เงินขาดหรือยัง ของผมไม่มีโทรมา ผมต้องโทรไป แต่ว่าที่บ้านไม่มีโทรศัพท์ ผมต้องเขียนโทรเลข ถ้าเป็นพ่อแม่คนอื่นต้องบอกว่าสบายดีไหม ขาดเหลืออะไรไหม จะเอาเงินเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นที่บ้านผมก็จะบอกว่าโทรมาอีกแล้ว ให้ไปเท่านี้ยังไม่พออีกหรือไง ซึ่งบางทีเขาอยู่ในพื้นที่ที่เขาไม่รู้ว่าเงินสองพันบาทที่ผมได้ส่งมาให้นั้น มันต้องจ่ายค่าห้องพัก ไหนจะค่าเสื้อผ้า สบู่ ยาสีฟัน หรือแม้กระทั่งอุปกรณ์การเรียน เขาบอกว่าเงินสองพันนี้ให้จัดการเอาเอง

0 แล้วทำอย่างไร
 ขอเพื่อน ผมจะได้เพื่อนคอยช่วยเหลือ เวลาที่ผมขาดเหลืออะไรเขาก็จะแบ่งปันให้

0 ระหว่างเรียนศิลปากรล่ะ
  ผมก็ยังต้องช่วยเหลือตัวเองอยู่เหมือนเดิม จะได้รุ่นพี่คอยช่วยเหลือ หมายความว่าเวลามีงานอะไรเขาก็จะเอาเด็กปีหนึ่งไปเป็นเด็กบอร์ด ไปทำงานหามรุ่งหามค่ำ แต่ว่ามันจะคุ้มเพราะไปทีจะได้เงินสองพันสามพันบาท จนพอมาถึงปี 3 รู้สึกว่าช่วงนั้นเป็นปีแรกที่มีกองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา เลยได้เข้าสมัครเป็นนักเรียนทุนกู้ยืม 5 ปีนี้ ผมใช้คณะศิลปกรรมเป็นบ้าน จะทำงานและนอนที่ตึกเลย

0 ไม่เห็นบอกว่าแม่ทำให้เขียนหนังสือสักที
 แกทำลับๆ แกทำร้ายผม (หัวเราะ)

0 ทำศิลปะจัดวางนี่มันไม่ได้สตังค์เท่าเขียนหนังสือ
 ตอนที่ผมจบออกมาผมไปทำภาพยนตร์เป็นผู้กำกับศิลป์ พอเข้าไปในวงการหนังรู้สึกว่ามันยังไม่ใช่ คือผมอยากทำงานศิลปะ แต่ว่าความคิดกับเงินในกระเป๋ามันไม่เท่ากัน ผมเลยคิดว่าผมจะถ่ายทอดเรื่องราวในสมองออกมาเป็นงานศิลปะด้วยวิธีไหนได้ จริงๆ จะเป็นคนชอบเขียนบันทึกประจำวันตั้งแต่อายุ 15 แล้วไม่ต้องใช้อะไรมาก คือผมมีปากกากับกระดาษ ผมก็เริ่มที่จะสร้างเรื่องราวได้แล้ว ผมเขียนเรื่องสั้นเรื่องแรกชื่อ เลือน...จุดจบของนามอันเป็นอื่น ตีพิมพ์ที่สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ได้ค่าเรื่องน่าจะประมาณ 1,500 บาท ผมคิดว่าเขียนหนังสือคงใช่แล้วล่ะ พอทำแล้วก็รู้สึกมีความสุขเหมือนกับที่ทำงานศิลปะ ที่ได้ใช้เวลาอยู่กับมันในช่วงเริ่มต้นงานเขียน พอได้เงินมาก็เอาไปฉลอง (หัวเราะ) ไม่รู้สึกว่าต้องเก็บ เพราะว่าผมทำงานได้เงินมาก็ต้องฉลองเหมือนกัน 

0เขียนเรื่องสั้นในระยะแรกมีปฏิกิริยาอะไรกลับมาไหม
 ไม่มีครับ พอมาถึงเรื่องที่สามผมส่งไปที่เนชั่นสุดสัปดาห์ คุณนิรันศักดิ์ (บุญจันทร์) โทรกลับมา แกบอกว่าเขียนดีนะ ทำต่อไป และเรื่องนี้ก็ได้ลง พอเขียนได้สามเรื่องก็มีความรู้สึกว่าเข้าแล้วล่ะ เหมือนกับว่าฝึกทักษะการเขียนไปด้วย เริ่มเขียนนวนิยาย ระบำเมถุน อยากจะให้คุณแดนอรัญ แสงทอง ช่วยอ่านงานให้หน่อย เพราะตอนนั้นผมก็อ่านงานเขา ปรากฏว่าในหนังสือเรื่อง อสรพิษ แกเผลอเขียนที่อยู่ไว้ ผมก็เลยลองส่งต้นฉบับที่เขียนไว้สามตอนไปให้แก สักสัปดาห์ต่อมาแกเขียนไปรษณีย์กลับมาว่าได้รับแล้ว แกก็ขู่ว่าอย่าทำเลย เขียนหนังสือ ให้ไปทำอย่างอื่นก่อน ไปใช้ชีวิตไปทำอะไรที่คุณอยากทำก่อน แล้วคิดดูว่าการเขียนหนังสือนี้มันยังอยู่กับคุณอยู่ไหม ถ้ามันยังอยู่ถึงมาเป็นนักเขียนได้ 

 ผมไม่เชื่อ ผมก็เขียนกลับไปหาแกอีก แกก็เงียบไป สักระยะหนึ่งแกเขียนกลับมาว่าอ่านจบแล้ว บอกว่ามันมีอะไรที่ดีแต่ว่ามันยังไม่จบ คุณต้องกลับไปเขียนให้จบ ผมยังไม่รู้ว่าตัวละครตัวนี้จะเป็นยังไงต่อไป ดูเหมือนคุณเขียนค้างเอาไว้อะไรอย่างนี้ ถ้าคุณเขียนจบผมยินดีจะเขียนคำนิยมให้ ผมใช้เวลาอยู่ 4-5 เดือนเขียนอีกสองภาคขึ้นมา ระหว่างนั้นคุณแดนอรัญก็เขียนไปรษณียบัตรมาหาผมตลอด ซึ่งผมรู้สึกปลาบปลื้มมาก เพราะมันเหมือนกับเป็นคุณครูที่ตามงานคุณเขียนเสร็จหรือยัง คุณอย่าเพิ่งยอมแพ้นะ คือตอนแรกแกขู่ก่อน พอหลังจากนั้นแกจะให้กำลังใจ แกโทรมาบอกว่าคุณต้องทำให้ได้นะ คุณมาเกือบจะถึงที่แล้วอะไรอย่างนี้ ไปรษณีย์ผมก็ยังเก็บไว้

0 กลับมาถึงเรื่อง ลับแล, แก่งคอย
 เรื่องนี้มาตอนที่ผมกำลังนั่งเขียนเรื่อง กระจกเงา/เงากระจก อยู่ ยังไม่จบ กลุ่มก้อนความคิดบางอย่างมันเริ่มต้นว่าอยากจะเขียนถึงเด็กชายคนหนึ่ง แล้วก็นึกถึงบ้านเกิด อยากจะเขียนถึงความฝันของพ่อกับแม่อะไรอย่างนี้ มันเป็นวิธีการแสดงความรักอีกแบบ คือมันก็จะมาเป็นชุดๆ ขึ้นมาในความคิด ระหว่างนั้นความคิดการเล่าเรื่อง โครงสร้างต่างๆ เริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว น่าจะได้ลงมือสักที เพราะผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่จะต้องเขียนตอนนี้ ผมต้องอาศัยตรงนี้ในการเล่าเรื่องความห่าม ทะลึ่ง มุทะลุ ดุดัน หรือน้ำเสียงที่มันต้องใช้ความก้าวร้าว คือถ้าผมจะเขียนตอนอายุมากกว่านี้ก็คงจะไม่ได้แบบนี้ ผมเริ่มจะมองออกว่าจะเขียนยังไง
0 เรื่องนี้มีข้อเท็จจริงสักกี่เปอร์เซ็นต์

 จะเรียกว่าข้อเท็จจริงผมก็... เพราะเขียนขึ้นมาจากความทรงจำ เป็นข้อมูลบ้าง เกี่ยวกับถนนมิตรภาพที่หาได้จากเว็บไซต์วิกิพีเดีย แต่ว่ารายละเอียดต่างๆ เขียนขึ้นจากความทรงจำตอนที่ไปอยู่

0 ตัวละครที่ชื่อทิพย์เป็นชื่อเดียวกับแม่
 จริงๆ เป็นตัวละครตัวเดียวที่เป็นชื่อจริง พอรู้ว่าได้ซีไรต์ แกก็ออกไปเซิ้งหน้าบ้าน (หัวเราะ) 

0 แม่จะมีสีสันกว่าลูกเยอะ...ในเรื่องชอบเล่นไพ่ด้วย
 พ่อเสียตอนผมเรียนอยู่ศิลปากรปี 2 พอพ่อเสียแกก็ยังเป็นแม่บ้านตลอดมา พ่อเสีย มันค่อนข้างกระทบกับครอบครับมากพอสมควร เพราะพ่อเป็นคนเลี้ยงทั้งหมด พอเขาไปครอบครัวก็ลำบาก แม่เป็นคนเลี้ยง พอผมมาเรียนอยู่มหาวิทยาลัยผมได้กลับบ้านน้อยด้วย พอกลับไปแม่มีสามีใหม่แล้ว ซึ่งผมก็ไม่ได้ผูกใจเจ็บอะไร แค่กลับไปบ้านแล้ว เอ้า...ผู้ชายคนนี้คือใคร มาอยู่บ้านผมได้ยังไง

0 ได้รางวัลแล้วจะเขียนอะไรต่อ
 ตั้งแต่พอเล่มนี้พิมพ์ออกมาแล้ว ก็รู้ว่าสำนักพิมพ์ต้องส่งซีไรต์อยู่แล้ว จิตใจมันก็ไม่เป็นสุขอยู่แล้ว มัวแต่จะคอยดูว่าซีไรต์ปีนี้เขาจะเห็นเราไหม ต้องย้อนไปตอนที่ กระจกเงา/เงากระจก ส่งเข้าประกวดซีไรต์ ผมคิดว่ากรรมการน่าจะมองเห็น แต่ปรากฏว่าไม่ได้เข้ารอบ ได้ข่าวว่าเป็น 15 เล่มสุดท้ายมั้ง ผมต้องทำอะไรสักอย่าง เพราะผมคิดว่าจะไม่ถูกทำลายด้วยเรื่องนี้ วันรุ่งขึ้น ถ้าดูวันที่เริ่มเขียนคือ 27 กรกฎาคม ผมลุกขึ้นเขียนเล่มนี้เลย และก่อนจะประกาศช็อตลิสต์เล่มนี้ก็เหมือนกัน ผมต้องเอาความสนใจไปไว้ที่อื่น ในเมื่อผมมีนวนิยายมีเรื่องที่ผมอยากจะเขียนอยู่แล้ว ผมก็เริ่มเขียนนวนิยายเรื่องใหม่เลย

0 รู้สึกอย่างไรกับการได้รางวัล
 รู้สึกมีความสุขและท่วมท้นไปด้วยความสุข เพราะฉะนั้นผมยินดีที่จะรับรางวัลอย่างไม่เคอะเขิน มันเป็นช่วงเวลาขณะหนึ่ง รู้ว่ามันต้องจากไป ปีหน้าก็จะมีซีไรต์คนใหม่ เล่มใหม่ เมื่อจะมีความสุขก็รู้สึกให้เต็มที่ครับ

0 เห็นความหวั่นไหวกับรางวัล แสดงว่ามีอิทธิพลต่อนักเขียนเหมือนกัน
 ผมว่าเป็นความรู้สึกของมนุษย์ ก็ยอมรับกับพี่ๆ นักข่าวตรงๆ ว่าแน่นอนมันทำให้รู้สึกหวั่นไหว ซึ่งมันดีแล้ว ทีนี้พอมันเกิดขึ้นมา ตัวเราก็ต้องจัดการกับมันให้ได้ และต้องมีสติอยู่ตลอดเวลา จากนี้ต่อไปก็ดูว่าผมจะเป็นคนเดิมเหมือนตอนที่ไม่ได้รับรางวัลหรือเปล่า ผมเองก็ต้องพิสูจน์ตัวเองเหมือนกัน



เปิดอ่าน