เหรียญที่ระลึก'เสด็จเตี่ย'กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์

เหรียญที่ระลึก'เสด็จเตี่ย'กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ : เรื่องและภาพ ไตรเทพ ไกรงู

              พลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ทรงเป็นต้นราชสกุล “อาภากร” พระองค์ทรงเป็นที่รักและนับถือทั้งบรรดาเหล่านายทหารและประชาชนโดยทั่วไป ชาวบ้านจะเรียกท่านว่า “เสด็จเตี่ย” หรือ “หมอพร” จนติดปาก มาจนถึงปัจจุบัน
    
              พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ ผู้เป็นพระบิดาของกองทัพเรือไทย เป็นพระราชโอรสลำดับที่ ๒๘ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ประสูติแต่ เจ้าจอมมารดาโหมด เมื่อวันอาทิตย์ ปีมะโรง ตรงกับวันที่ ๑๙ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๒๓ เสด็จไปศึกษาต่อ ณ ประเทศอังกฤษ พร้อมกับ รัชกาลที่ ๖ ทรงเข้ารับการศึกษาจากโรงเรียนนายเรือที่อังกฤษ
    
              หลังจากเสด็จกลับมาได้รับราชการจนได้รับการเฉลิมพระอิสริยยศเป็น พระองค์เจ้าต่างกรม ที่ “กรมหมื่นชุมพรเขตร์อุดมศักดิ์” ดำรงตำแหน่ง รองผู้บัญชาการกรมทหารเรือ ขณะนั้นท่านมีพระชันษาเพียง ๒๖ ปี เท่านั้น และทรงเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการวางรากฐานตั้งโรงเรียนนายเรือ จนสำเร็จในวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๔๙ จึงได้ยึดถือว่าวันนี้ เป็น “วันกองทัพเรือ”
    
              พ.ศ.๒๔๖๒ ทรงเป็นข้าหลวงพิเศษ ออกไปจัดซื้อเรือรบจากยุโรป และทรงเป็นผู้บังคับการเรือนำ “เรือหลวงพระร่วง” กลับจากยุโรป มาถึง กรุงเทพฯ ด้วยพระองค์เอง ปีจากนั้นได้รับโปรดเกล้าฯ เลื่อนขึ้นเป็น “กรมหลวง” ทรงศักดินา ๑๕,๐๐๐ ตำแหน่ง สุดท้าย ทรงเป็น “เสนาบดีกระทรวงทหารเรือ” ท่านสิ้นพระชนม์ ณ ต.ทรายรี จ.ชุมพร วันที่ ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๖๖ สิริพระชันษา ๔๓ ปี และกองทัพเรือถือเอาวันที่ ๑๙ พฤษภาคมของทุกปี เป็น “วันอาภากร”
    
              นายศราวุฒิ วรพัทธ์ทวีโชติ หรือ “คุณเจมส์” เจ้าของกิจการ ร้าน Siam Coin & Antiques "ร้าน กษาปณ์เมืองสยาม" หรือ "ร้าน Siamcoin" และเลขานุการสมาคมเหรียญที่ระลึกไทย บอกว่า เหรียญที่ระลึกที่เกี่ยวกับ “กรมหลวงชุมพร” ในปัจจุบัน มีเยอะมาก ถ้านับดู น่าจะมีเป็นร้อยๆ รุ่น  แต่เหรียญที่ระลึกที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ผู้คนรู้จักและเสาะหากัน มากคือ เหรียญทรงข้าวหลามตัด ที่สร้างเป็นที่ระลึกในงานพระเมรุของท่าน พ.ศ.๒๔๖๖ มีด้วยกัน ๓ ชนิด คือ ทองคำ เนื้อเงิน และเนื้อทองแดง ปัจจุบันมูลค่าการสะสมมากถึงหลักแสนขึ้นไป เหรียญเงินสวยๆ มากๆ ก็ขยับไปแตะหลักล้าน
    
              เหรียญต่อมาที่เกี่ยวกับ “กรมหลวงชุมพร” ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นเหรียญ รุ่นที่ ๒ ที่สร้าง พ.ศ.๒๔๗๘ เป็นเหรียญที่สร้างห่างจากเหรียญแรก พ.ศ.๒๔๖๖ ถึง ๑๒ ปี หรือ ๑ รอบปีนักษัตรนับจากปีสิ้นพระชนม์คือเหรียญ “ทรงเสมา” ออกโดยวัดบางพลีใหญ่กลาง ด้านหน้าเป็น อักษรพระนาม “อก” ซึ่งย่อมาจากพระนามของท่าน “อาภากร” อยู่ภายใต้พระมหาพิชัยมงกุฎ โดยราชประเพณี ผู้จะใช้อักษรพระนามภายใต้พระมหาพิชัยมงกุฎได้นั้น จะต้องเป็นระดับพระองค์เจ้าที่ทรงกรมแล้วขึ้นไป
    
              ดังนั้น อักษรพระนาม “อก” จึงมิใช่ว่าพระเกจิใดจะนำมาใช้ได้เอง จากในอดีตที่คนทั่วๆ ไปเข้าใจว่า “อก” ย่อมาจาก “พระครูอรรถโกวิทวุฒิคุณ”ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง จึงเป็นการเข้าใจที่ผิด ในช่วงปี พ.ศ.๒๔๗๘ ตรงกับต้นสมัยรัชกาลที่ ๘ มีผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในตอนนั้นคือ นาวาเอกพระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพย์อาภา พระโอรสองค์โตในกรมหลวงชุมพรฯ คู่กับ พลเอกเจ้าพระยาพิชเยนทรโยธิน เป็นในช่วง หลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครองไม่นาน
    
              จึงเป็นไปได้ว่า เพื่อแสดงความระลึกถึง “เสด็จเตี่ย” พระบิดาของท่าน ท่านจึงได้ประทานวิสุงคามสีมาของวัดต่างๆ ทั่วประเทศ นับเป็นร้อยๆ วัด ในวาระครบรอบ ๑๒ ปี ที่เสด็จเตี่ยของท่านสิ้นพระชนม์ เราจะเห็นได้ว่า ในปี พ.ศ.๒๔๗๘ มีเหรียญพระออกมามากเป็นพิเศษ เช่น การยกช่อฟ้า หรือ ฝังลูกนิมิต เหรียญรุ่นนี้ มีอักษรระบุว่า “ที่ระลึก ในการผูกพัทธสีมา ฝังลูกนิมิตร วัดบางพลีใหญ่กลาง  พ.ศ.๒๔๗๘”
    
              ตรงกลาง เป็นอักษรพระนาม “อก” ใต้พระมหาพิชัยมงกุฎ มีชนิดโลหะที่ผลิต ๒ ชนิด คือ เนื้อเงิน  และ เนื้อทองแดง ด้านหลังมีสองแบบคือ เป็นรูปแบบอักขระยันต์ และเป็นแบบหลังเรียบ มีการจารอักขระด้วยมือแทน เข้าใจว่าพระเกจิชื่อดังในละแวกนั้น ที่อยู่ในยุคนั้น มาร่วมพิธีด้วยทั้งสิ้น  ไม่ว่าจะเป็น หลวงปู่เผือก วัดกิ่งแก้ว, หลวงปู่แย้ม วัดด่านสำโรง และหลวงพ่อดิ่ง วัดบางวัว เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เหรียญรุ่นนี้ ถือว่า เป็นเหรียญเก่า อันดับต้นๆ ของ จ.สมุทรปราการ เป็นเหรียญที่หายาก และมีของปลอมระบาดมานานแล้ว จำนวนการสร้าง เนื้อเงินราว ๑๐๐ เหรียญ และเนื้อทองแดง ราวๆ ๘๐๐ เหรียญ  


ที่สุดเหรียญที่ระลึกหายาก


              คุณเจมส์ ยังบอกด้วยว่า เหรียญที่ระลึก ที่หายากมากที่สุดของ เสด็จในกรมหลวงชุมพรฯ ที่ท่านทรงสร้างไว้เอง ในสมัยที่ท่านมีพระชนม์ชีพอยู่ในปัจจุบันนี้เท่าที่พบมีรุ่นเดียวเท่านั้น ในวงการพบแค่ “๒ เหรียญ” คือ เหรียญที่ระลึก ที่ทรงแจกในงานพิธีขึ้นตำหนักใหม่(วังนางเลิ้ง) ของเสด็จในกรมหลวงชุมพรฯ เป็นเหรียญที่หายากมากๆ จนแทบไม่มีคนรู้จักเลย
    
              เหรียญนี้เป็นเหรียญเนื้อเงิน ทรงกลม มีขนาด ๒๖.๕ มม. ด้านหน้าเป็นรูปลายพระหัตถ์ อ่านว่า “อาภากร” อยู่ตรงกลางของรูปพระอาทิตย์มีขีดรัศมีโดยรอบ (อาภา มีความหมายว่า แสง, รัศมี, ความสว่าง) ด้านหลัง มีอักษรจารึก ข้อความ “วันที่ ๗ มีนาคม ร.ศ.๑๒๕” งานการขึ้นตำหนักใหม่ ของ พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ มีปรากฏในราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๒๓ หน้า ๑๓๑๕-๑๓๑๖ มีข้อความตอนหนึ่งว่า
    
              “พระเจ้าลูกยาเธอ ได้ถวายมีดพับ สำหรับเหลาดินสอ มีอักษรจารึก และทรงแจกแก่ พระบรมวงษานุวงษ์ข้าราชการ ทั้งบรรดาที่ได้ไปในงานนี้เปนอันมาก”
    
              เหรียญที่ระลึกเหรียญนี้มีข้อความจารึกวันที่แบบเดียวกันกับมีดพับนี้ จึงเข้าใจว่า แจกในงานวันเดียวกัน แต่คงมีจำนวนที่แจกไม่มากนัก จึงไม่อยู่ในบันทึกดังกล่าว มีดพับนี้ แม้จะแจกจำนวนมาก แต่ในวันนี้ แม้เพียงอันหนึ่งยังจะหาชมได้ยากมากยิ่งนัก หากนับถึงปัจจุบันนี้ เหรียญอันนี้ จะมีอายุเก่าแก่มากถึง ๑๐๙ ปี
    
              นอกจากเหรียญนี้แล้ว ยังมีเหรียญที่ระลึกที่ ท่านทรงแจกให้พระธิดาและหม่อมของท่าน ในคราวที่ท่านเสด็จไปยุโรปและซื้อ “เรือหลวงพระร่วง” นำกลับมา เป็นเหรียญทองคำลงยา ด้านหน้าเป็นรูปตราหน้าหมวกทหารเรือ ด้านหลังเรียบ  มีลายพระหัตถ์ จารจารึกข้อความ เหรียญนี้ถือเป็นเหรียญแจกเป็นการส่วนพระองค์  


 “หมอพรหมอเทวดา”  

              ของสะสมอีกอย่างที่มองข้ามไม่ได้เลย และในหลายบ้านมีไว้บูชานั้น คุณเจมส์ บอกว่า “รูปถ่ายของท่าน” รูปถ่ายที่เป็นที่นิยมกันมาก คือ รูปถ่ายในชุดทหารเรือ แต่ถ้ารูปถ่ายที่หาชมยากมากที่สุดคือ “รูปถ่ายหมอพร” ในระหว่างที่ทรงออกจากราชการ เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๔-๒๔๖๐ พระองค์ทรงใช้เวลามาศึกษาในด้านการแพทย์ ทั้งแผนไทย แผนโบราณ และแผนปัจจุบัน โดยมีทั้งหมด ๔ แผนก คือ คนแก่, เด็ก, โรควัยกลางคน เกี่ยวกับ ระดู และประสาท และแผนกไข้ต่างๆ ทุกชนิด
    
              ท่านเสด็จไปเยี่ยม รักษาคนไข้ ด้วยพระองค์เอง และจะมีคนมาตามท่านไปรักษาอยู่เสมอ และ ท่านก็ไม่เคยคิดค่ารักษา จึงมีพวกคนจีนนิยมรักใคร่บูชาท่านมาก ชาวบ้านพากันเรียก “หมอพรหมอเทวดา”  
    
              ภาพที่เห็นอยู่นี้เป็นภาพที่ทรงฉายในราวๆ พ.ศ.๒๔๕๖ ทรงฉายที่ร้าน Y.Asaw Bangkok  เป็นร้านถ่ายภาพของชาวญี่ปุ่น ในปัจจุบันในวงการนักสะสมถือว่าเป็นภาพถ่ายที่หายากมากที่สุด พบเห็นแค่ราวๆ ๓-๔ ภาพ เท่านั้น    
    
              ส่วนภาพถ่ายแบบอื่นๆ ของท่านนั้น มีหลายยุคหลายสมัย ตั้งแต่สมัยทันยุค และมายุครัชกาลที่ ๗ ถึงรัชกาลที่ ๘ ก็มีอัดรูปท่าน เราจะพอสังเกต ได้จากตัวหนังสือ การสะกดชื่อของท่าน และไม่ว่ายุคไหน เวลาจะผ่านไป อีกนานเพียงใด คุณงามและความดีของท่านยังคงติดตรึงอยู่ในใจ ของชาวไทยไปตลอดกาล


 


เปิดอ่าน