พระเครื่อง

'เจ๊หน่อย'ชงพุทธวิธีแก้ปมขัดแย้งการเมืองไทย

'เจ๊หน่อย'ชงพุทธวิธีแก้ปมขัดแย้งการเมืองไทย

12 มิ.ย. 2557

'เจ๊หน่อย'ชงพุทธวิธีแก้ปมขัดแย้งการเมืองไทย เป็นหัวข้อวิทยานิพนธ์ป.เอก'มจร' : สำราญ สมพงษ์รายงาน

                คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานสถาบันสร้างอนาคตไทย  ในฐานะนิสิตปริญญาเอก สาขาวิชาพระพุทธศาสนา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) หลังจากได้เรียนในหลักสูตรดังกล่าวผ่านมา 1 ปีแล้ว จึงได้เสนอและสอบหัวข้อโครงร่างวิทยานิพนธ์เรื่อง "พุทธวิธีเชิงบูรณาการแก้ปัญหาความขัดแย้งการเมืองไทยในสมัยปัจจุบัน" ที่ มจร วัดมหาธาตุฯ ท่าพระจันทร์ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.ที่ผ่านมา

                อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 7 มิ.ย.คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวในการเสวนาวิชาการ เรื่อง "ก้าวข้ามความขัดแย้งด้วยธรรม ด้วยหลักคุณธรรม 4 ประการ" โดยเป็นการนำเสนอวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกดังกล่าวตามที่เว็บไซต์มติชนออนไลน์ได้นำเสนอ โดยได้ยกบริบททางการเมืองไทยตลอด 9 ปีที่ผ่านมาที่เต็มไปด้วยความการแบ่งสีแผ่งฝ่ายจนเกิดการยึดอำนาจถึง 2 ครั้ง ทั้งนี้สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดมาจากสื่อมวลชนที่ไม่ใช่สื่อหลักนั่นคือสื่อออนไลน์ที่มีการเผยแพร่อย่างรวดเร็วและบางบริบทนำเสนอความเท็จ ถือเป็นวจีทุจริต สร้างความขัดแย้งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้โครงสร้างของสังคมไทยเปลี่ยนไปแบบหยั่งรากลึกถึงเรื่องปัญหาของคุณธรรมศีลธรรมของสังคมไทย อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

                ทั้งนี้คุณหญิงสุดารัตน์ได้ยกแนวทางการแก้ปัญหาความขัดแย้งของพระพุทธเจ้าโดยระบุว่า พระพุทธเจ้าได้ใช้หลักธรรมาธิปไตยเรียกประชุมทุกฝ่ายใช้เสียงข้างมากในการตัดสินเรื่องต่างๆ จึงไม่เกิดการทะเลาะกัน แต่การตัดสินใจต่างๆ ต้องเป็นผู้ที่มีปัญญาดี ซึ่งหากดูแล้วในทางการเมืองผู้ที่ตัดสินใจจะประกอบด้วยนักการเมืองและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ทั้งสองส่วนนี้ต้องใช้ปัญญาในการตัดสินใจ

                คุณหญิงสุดารัตน์ เสนอต่อว่า ประชาธิปไตยหากยึดแค่หลักสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาค แต่ไม่ได้เอาโครงสร้างส่วนลึกของครอบครัวที่หล่อหลอมให้มีจริยธรรม การกล่อมเกลาทางจิตใจ จึงก่อให้เกิดประชาธิปไตยแยกส่วน เพราะต่างคนต่างคิดถึงสิทธิของตัวเอง ไม่ได้คำนึงถึงผู้อื่น จึงก่อให้เกิดปัญหาในประชาธิปไตยไทย

                "หากใช้หลักธรรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในเรื่องของความเมตตา มุ่งดี และเจริญต่อกัน จะช่วยสร้างบรรยากาศสมานฉันท์ โดยการยุติการเผชิญหน้าของสองฝ่าย และยุติการใช้สื่อเทียมในการยุยง ซึ่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ  (คสช.) ได้ดำเนินการแล้ว ที่สำคัญต้องดำเนินการตามหลักกฎหมายอย่างเสมอภาค ขณะเดียวกันหากทำให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากันพูดคุยกัน หรือสร้างกระบวนการที่เห็นต่างให้เป็นผู้ร่วมพัฒนาประชาธิปไตยไทย โดยสงวนจุดต่างเอาจุดร่วมมาพูดคุยกันแล้วให้เกิดมีสภาประชาชนที่จะให้ฟังความคิดเห็นต่างสองฝ่ายมาหล่อหลอมกันให้เป็น "สภาธรรมาธิปไตย" เอาธรรมะเป็นตัวตั้ง ให้ผู้เห็นต่างคิดร่วมกัน น่าจะเป็นหนทางก้าวสมานฉันท์ได้ จึงขอเสนอแนวทางดังกล่าวเป็นโรดแม็พ แก้ปัญหาความขัดแย้ง เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง  และสภาธรรมาธิปไตย ต้องอยู่ต่อเพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้ต่อไปในอนาคต โดยมีองค์กรไม่แสวงหาประโยขน์เข้ามาดูแล" นิสิตปริญญาเอก มจร ผู้นี้เสนอ

                หลังจากนั้นได้เปิดโอกาสให้ผู้ทรงคุณวุฒิได้วิพากษ์วิทยานิพนธ์ โดยนายวิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย คสช. ในฐานะกรรมการควบคุมวิทยานิพนธ์ กล่าวว่า  วิทยานิพนธ์ที่ดำเนินการเป็นเรื่องของพระพุทธศาสนาไม่ใช่รัฐศาสตร์ การเดินเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบควรยึดกรอบพระพุทธศาสนา  จึงขอให้อิงหลักทางศาสนามากกว่าทางการเมือง ดังนั้นเนื้อหาจึงยังไม่ชัดตามเค้าโครงเรื่อง

                อย่างไรก็ตามในการแก้ปัญหาความขัดแย้งหรือไกล่เกลี่ยความขัดแย้งนั้นถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรสันติศึกษาในมหาวิทยาลัยต่างๆ ร่วมถึง มจร เองได้ร่วมมือกับสถาบันพระปกเกล้า และสถาบันพระปกเกล้า เปิดหลักสูตรนี้ขึ้นมาเป็นได้ 1 รุ่นแล้ว และเข้าสู่รุ่นที่  2 ในปีการศึกษา 2557 นี้

                เมื่อศึกษาพระพุทธศาสนาในบริบทของคำว่า "สันติศึกษา" หรือ "สันติภาพ" จะพบว่า "สันติภาพ" หรือ "สันติสุข" จะเกิดขึ้นได้และดำรงอยู่อย่างยั่งยืนนั้น จะต้องเริ่มจากตัวบุคคลที่จะต้องมีสันติภายในเสียก่อนถึงจะสามารถสร้างสรรสังคมและบุคคลให้มีสันติสุขได้

                เมื่อศึกษาพระพุทธประวัติจะเห็นได้ว่าพระองค์นั้นมีเป้าหมายที่ชัดเจนที่จะดำรงพระองค์ให้เป็นประโยชน์ต่อบุคคลอื่นทุกลมหายใจ ตั้งแต่พระองค์อุบัติขึ้นในโลกเป็นเจ้าชายสิทธัตถะที่สวนลุมพินี กรุงกบิลพัตร์ ประเทศเนปาลปัจจุบัน จนยูเนสโกได้ประกาศให้เป็นมรดกโลกและจุดไฟสันติภาพต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้ เพราะเห็นความสำคัญของพระพุทธเจ้าที่สร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในโลกโดยไม่ใช้กำลัง

                เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะดำรงพระองค์ที่กรุงกบิลพัตร์เป็นล่วงถึง 29 ปีตามลักษณะฆราวาสวิสัยจนทำให้อุดมการณ์ของพระองค์เกือบจะมอด แต่พระองค์ก็ได้นำเทียนนั้นขึ้นจุดให้สว่างในดวงจิตอีกครั้ง จึงได้ตัดสินใจละเพศฆราวาสดำรงตนเป็นนักบวชที่แม่น้ำอโนมทา อันดับแรกที่พระองค์ทรงแสวงหานั้นก็คือความรู้ที่แท้จริง โดยเริ่มจากการเขียนแบบสอบถามเพื่อจะนำทดสอบถามแสวงหาข้อมูลต่างๆจากสำนักแหล่งความรู้ทั้งหลายแล้วนำมาสรุปว่าเป็นความรู้ที่แท้จริงหรือไม่ ซึ่งก็ได้คำตอบเสมอว่า "ไม่ใช่"

                จนกระทั้งได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของอุทกดาบสและอาฬารดาบสที่ทำวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกขณะนั้นเพราะมีความรู้ในระดับ "อรูปฌาน4" ถือว่าสูงสุดในยุคนั้น เมื่อพระองค์ได้ศึกษาทั้ง 2 สำนักนี้แล้ว ได้ลงความเห็นว่าไม่ใช่ความรู้ที่แท้จริงอีก จึงได้ลาจารย์ทั้งสองปฏิบัติตนตามลำพังด้วยวิธีต่างๆที่โด่งดังในขณะนั้นก็คือการบำเพ็ญทุกรกิริยาทรมานตนขั้นอุกฤษฎ์ก็ยังไม่พบความรู้ที่แท้จริงอีก จึงเปลี่ยนแนวทางมาใช้ทางสายกลางจนบรรลุธรรมเกิดสันติภายในอย่างถาวรใต้ต้นโพธิ์เมืองพุทธคยาปัจจุบัน

                สิ่งที่พระพุทธเจ้ารู้ใต้ต้นโพธิ์นั้นถือได้ว่าเป็นทฤษฎีใหม่คือทางสายกลางหรือคำว่า "พอ" ได้พบพระเจ้าองค์ใหม่นั้นก็ "ธรรมชาติ"  พบปรัชญาใหม่นั้นก็คือ "อนัตตา" หรือ "อนาตมัน" คือรู้ว่าสรรพสิ่งทั้งหลายไม่แท้ ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ และจะไปยึดติดว่าเป็นตัวกูของกูตามที่พระพุทธทาสใช้นั้นไม่ได้เป็นต้น

                เมื่อพระพุทธเจ้ามีความรู้ที่เป็นทฤษฎีใหม่เช่นนี้แล้ว ก็เริ่มเรียบเรียงวิทยานิพนธ์ของพระองค์โดยใช้เวลา 1 เดือน และใครครวญว่าจะมีสรรพสัตว์หมู่ใดที่จะสามารถเข้าใจความรู้ของพระองค์ได้บ้าง ก็ได้พบว่าสรรพสัตว์ทั้งหลายนั้นมี 4 ประเภทเหมือนบัว 4 เหล่าพอจะมีบุคคลรู้ธรรมของพระองค์ได้บ้าง จึงตัดสินใจเขียนบทความจากวิทยานิพนธ์ดังกล่าว เพื่อที่จะนำเสนอในเวทีต่างๆ เวทีแรกก็คือป่าอิสิปตนมฤคทายวันเมืองพาราณสีหรือสารนาถปัจจุบัน เพราะสถานที่แห่งนี้มีปัญจวัคคีทั้ง 5  ตนที่ปรนบัติพระองค์สมัยบำเพ็ญเพียร แล้วในทั้งที่สุดพระพุทธเจ้าก็ได้เสนอบทความครั้งแรกที่เรียกว่าการแสดงปฐมเทศนาจนทำให้ "อัญญาโกณฑัญญะ" ได้ดวงตาเห็นธรรมก็คือรู้ว่าพระองค์ตรัสรู้ทฤษฎีใหม่นั้นคืออะไร ทำให้เกิดพระพุทธศาสนาขึ้นอย่างสมบูรณ์ในโลกนี้

                หลังจากนั้นพระองค์ก็ได้เสนอบทความจากวิทยานิพนธ์คือทฤษฎีใหม่นั้นตามเวทีต่างๆตลอดพระชนม์ชีพ 45 พรรษา  มีผู้ที่ฟังแล้วเกิดสันติภายในก็มีส่วนช่วยในการเสนอทฤษฎีของพระองค์จนทำให้เกิดสังคมแบบใหม่เรียกว่า "อริยสงฆ์" ส่วนที่ยังไม่เป็นอริยสงฆ์บางครั้งก็เกิดความขัดแย้งภายใน พระองค์ก็ใช้วิธีการแก้ปัญหาจนเกิดพระวินัยบัญญัติสำหรับฆราวาสทั่วๆไปก็คือศีล 5 และศีล 8 สามเณรศีล 10  พระภิกษุศีล 227 พระภิกษุณีศีล 311เมื่อมีผู้ล่วงละเมิดพระวินัยบัญญัติ พระองค์ก็วิธีพิจารณาตัดสินอธิกรณ์หรือคดีหรือเรียก "อธิกรณสมถะ" ซึ่งเป็นกระบวนการไกล่เกลี่ยความขัดแย้งเชิงพุทธประการหนึ่งที่พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส ผู้อำนวยการหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาสันติศึกษา มจร ได้ใช้เป็นหัวข้อในการทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก

                แต่พุทธวิธีในการแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เห็นชัดตามลักษาสันติศึกษาเชิงพุทธนี้ก็คือความขัดแย้งของพระเมืองโกสัมพีที่ทะเลาะกันเพราะเรื่องเล็กน้อยแต่ลุกลามใหญ่โตแบ่งเป็นสองฝ่ายชัดเจนเหมือนเมืองไทย พระพุทธเจ้าทรงใช้วิธีให้พระทั้งสองกลุ่มเจรจาประนีประนอมกันแต่ไม่เป็นผล จึงปลีกวิเวกไปจำพรรษาแต่เพียงพระองค์เดียวที่ป่าปาลิไลยกะ 

                และคราวที่พระองค์เสด็จไปที่เมืองกบิลบัตร์เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งของพระญาติเช่นกรณีที่ชาวนาเมืองสักกะกับวิเทหะที่เป็นพระญาติทั้งสองฝ่ายทะเลาะกันเพราะแย่งน้ำทำนา และการเสด็จไปห้ามพระเจ้าวิฑูรทัพพะโกรธเจ้าศากยวงศ์ที่ไม่ให้เกียรติยกทัพไปสังหารจนหมดสิ้น อันแสดงให้เห็นว่าบางครั้งการปัญหาความขัดแย้งนั้นหากแก้ไม่ได้ก็ต้องให้เป็นไปตามเหตุปัจจัยตามหลัก "อนาตมัน" เป็นต้น

                พุทธวิธีในการแก้ปัญหาความขัดแย้งที่มีการรวบรวมไว้ที่เด่นชัดและมีการสวดกันเป็นประจำนั้นก็คือ "บทพาหุง" ซึ่งมีเนื้อหาที่ระบุถึงวิธีในการแก้ปัญหาของพระองค์บางครั้งก็ต้องแลกด้วยชีวิตอย่างเช่นตอนที่พระเทวทัตกลิ้งก้อนหินหวังที่จะปลิดพระชนม์ชีพพระองค์จนทำให้พระองค์บาทเจ็บถือว่าเป็นกรรมหนักประการหนึ่งเป็นต้น

                พุทธวิธีในการปัญหาความขัดแย้งดังกล่าวนี้สามารถพิสูจน์ได้ว่าพระองค์เป็นนักสันติภาพที่ยิ่งใหญ่ เพราะมีลักษณะต่างจากนักสันติภาพอื่นๆคือเป็นผู้สร้างสันติภายในและเป็นสันติภาพที่ยั่งยืน จนสหประชาชาติประกาศให้วันวิสาขบูชาเป็นวันวิสาขบูชาโลก เพื่อเป็นตัวอย่างที่กระตุ้นให้นักสันติภาพทั้งหลายเจริญรอยตาม