'ครูบาบุญชุ่ม'กับ...ปรากฏการณ์แห่งพลังศรัทธาสารทิศ

'ครูบาบุญชุ่ม ญาณสํวโร' กับ...ปรากฏการณ์แห่งพลังศรัทธาสารทิศ : เรื่อง ไตรเทพ ไกรงู ภาพ กุลพันธ์ ศิริพิมพ์อัมพร

               "ผู้คนนับหมื่นร่วมชมบารมีครูบาบุญชุ่ม ญาณสํวโร"   

               ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นปรากฏการณ์แห่งพลังศรัทธา ซึ่งเมื่อวันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๕๖ โดยมีพลังศรัทธาจากไทย จีน พม่า ไทยใหญ่ หลั่งไหลมาชมบารมีพระครูบาบุญชุ่ม ญาณสํวโร ซึ่งออกจากปฏิบัติธรรมเข้ากรรมฐาน หลังบำเพ็ญเพียร อธิษฐานไม่เปล่งวาจาและไม่พบบุคคลใดๆ ตั้งแต่วันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๕๓ นาน ๓ ปี ๓ เดือน ๓ วัน ณ ถ้ำราชคฤห์ อ.งาว จ.ลำปาง เพื่อร่วมงานอาสาฬหบูชา เทศนาสั่งสอนรวม ๓ วัน
    
               หลังจากนั้นพระครูบาบุญชุ่ม กลับเข้าสู่กรรมฐานต่อเป็นเวลา ๓ เดือน ในช่วงเข้าพรรษาตั้งแต่วันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๕๖ ที่ผ่านมา โดยให้ลูกศิษย์คนใกล้ชิด ๑๓ คน เข้าไปดูแลทำความสะอาดถ้ำ และมีชาวบ้านห้วยหกจัดเวรยามวันละ ๒ คน เฝ้าทางเข้าที่จะไปถ้ำ เพื่อกันประชาชนไปรบกวนในการปฏิบัติธรรมในวันเข้าพรรษา ซึ่งครูบาบุญชุ่มจะจำพรรษาในถ้ำต่ออีก ๓ เดือน ซึ่งเดิมทีนั้นมีกำหนดว่าท่านจะออกจากปฏิบัติธรรมเข้ากรรมฐาน วันที่ ๕ มกราคม ๒๕๕๗ แต่กำหนดการได้เปลี่ยนแปลง ท่านออกกรรมฐาน เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๕๖ ซึ่งตรงกับวันออกพรรษา
    
               การออกจากกรรมฐานของครูบาบุญชุ่มในวันออกพรรษา พลังศรัทธาของญาติโยมไม่ต่างจากเมื่อวันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๕๖ สาธุชนจากทุกสารทิศที่ทราบข่าวชาวทั้งจากเชียงราย, เชียงตุง, ไทยใหญ่, พม่า และจีน ต่างพากันแต่งชุดขาวเดินทางมากราบไหว้และชื่นชมบารมีของครูบาบุญชุ่ม พร้อมกางเต็นท์เพื่อพักค้างคืนบริเวณรอบถ้ำ ร่วมกันสวดมนต์ภาวนาทำวัตรเช้า-เย็น ภายในถ้ำร่วมกันเป็นเวลา ๓ วัน โดยครูบาชุ่มออกจากถ้ำเมื่อเวลาประมาณ ๐๓.๐๐ น. ของเช้าตรู่วันเสาร์ที่ ๑๙ ตุลาคม  
    
               หลังจากนั้นก่อนเพลครูบาบุญชุ่มได้นำลูกศิษย์สวดมนต์ในถ้ำราชคฤห์ และได้เทศน์สอนลูกศิษย์ ทั้งนี้ "คม ชัด ลึก" ได้นำบางส่วนของคำเทศน์ซึ่งมีใจความที่น่าสนใจดังนี้
    
               ครูบาบุญชุ่ม บอกว่า ในโลกจักรวาลนี้ไม่มีอะไรเป็นแก่นสาร ทุกสิ่งทั้งปวงเกิดดับตามเหตุปัจจัยไหลไปผ่านมาและผ่านไป ไม่มีอะไรเหลืออยู่ ไม่ควรไปยึดมั่นถือมั่นด้วยสิ่งใดทั้งโลกนี้และโลกหน้า จงตั้งจิตอุทิศชีวิตที่เหลืออยู่น้อยนี้ ถวายเป็นพุทธบูชา น้อมจิตภาวนาให้รู้แจ้งในรูปนามและสังขารอันไม่เที่ยงทุกข์ เป็นอนัตตาไม่ใช่ตัวตนเราเขาอะไร รู้แจ้งด้วยปัญญาตามความจริงว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป นอกจากทุกข์แล้วไม่มีอะไร
    
               พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่า ทุกข์ควรกำหนดรู้ สมุทัยเหตุให้เกิดทุกข์ควรประหาร นิโรธ ควรทำให้แจ้ง มรรคควรเจริญภาวนาให้เกิด ธรรมะทุกอย่างรวมอยู่ที่จิตดวงเดียว เมื่อจิตรู้ จิตตื่น จิตเบิกบานอย่างยิ่งแล้วย่อมพ้นจากทุกข์ การบำเพ็ญธรรมปฏิบัติธรรมนี้ไม่ได้หวังเพื่ออะไรเป็นอะไรสักอย่าง แต่เป็นไปเพื่ออยู่เย็นเป็นสุขในชีวิตประจำวัน เพื่อความหมดห่วงหมดอาลัยในโลกทั้งสาม เพื่อนิพพานเท่านั้น ขอให้ทุกคนตั้งใจจริงทำจริงปฏิบัติจริงต่อธรรมะ อย่าท้อถอยเอาชีวิตเป็นเดิมพันถึงจะตายด้วยการปฏิบัติธรรมก็ยอม ให้มีกำลังใจเข้มแข็ง และทำจิตให้อ่อนโยนอ่อนน้อมถ่อมตน     
    
               อย่าคิดว่าเราเป็นคนสำคัญให้ทำตนแบบปกติธรรมดาๆ นี่แหละดีที่สุด เมื่อเราคิดว่าเราเป็นคนสำคัญแล้ว เมื่อผู้อื่นไม่ให้ราคาเรา ไม่นับถือให้ความสำคัญเราแล้ว จิตใจเราจะเป็นทุกข์ร้อนรนสับสนวุ่นวายไปตามกระแสโลกธรรม ขอให้ตั้งใจให้ดีมีสติทุกเมื่อ ทุกขณะจิต เพียงแต่รู้เฝ้า ดูเฝ้าเห็นกายกับใจเคลื่อนไหวไปตามเหตุปัจจัย เป็นเพียงรูปธรรมนามธรรมเท่านั้น เป็นเพียงก้อนทุกข์ ก้อนธาตุ เท่านั้น ไม่ควรไปให้ราคาตัวเองและวัตถุธาตุ สิ่งใดไม่ควรมั่นหมายผูกพันกับสิ่งใดในโลก เราอยู่ในโลกอย่าหลงมายาของโลก ไม่ติดไม่ข้องแวะเกี่ยวกับสิ่งในใจ มีแต่ใจรู้แจ้ง ปล่อยวางสู่ความว่างสภาพเดิมของธรรมชาติแท้
    
               ครูบาบุญชุ่มเทศน์ในตอนท้ายว่า ขอให้ทุกคนจงตั้งจิตตั้งใจให้ดี เราจะได้เกิดมาเป็นมนุษย์ก็ยาก จะได้มาพบพุทธศาสนาก็ยาก จะพบพ่อดีแม่ดี ครูบาอาจารย์ที่ดีก็ยาก ได้สร้างบารมีมาถึงวันนี้ อายุเราจะยืนมาถึงวันนี้ไม่ใช่ง่าย เราป่วย เราไข้หลายครั้งเพราะว่าทุกดวงจิต ทุกชีวิต ทุกวิญญาณก็เป็นไปตามกฎของทุกขัง อนิจจัง อนัตตา ก็เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ มันไม่อยู่เหมือนเดิม ก็ทุกสิ่งทุกอย่างต้องเป็นไปตามธรรมชาติ ฉะนั้นเราได้ประคับประคองธาตุขันธ์ของเราอายุของเรามาถึงวันนี้บุญที่สุดแล้ว และเราจะอยู่ต่อไปอีกกี่ปี กี่เดือน กี่วัน กี่ยาม ก็แล้วแต่บุญกุศลของเรา แล้วแต่ธาตุขันธ์ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของสมมุติ เรายืมเขามาโดยมีธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลมและก็ประกอบด้วยขันธ์ทั้ง ๕ มีรูปธรรมนามธรรมเกิดดับอยู่ตลอด

               ปัจจุบัน พระครูบาเจ้าบุญชุ่ม ได้เข้าบำเพ็ญเพียรอยู่ในถ้ำพระโพธิสัตย์ราชคฤห์ แม่แก้ เมืองงาว จ.ลำปาง หากใครจะเข้าชมบารมีท่านต้องรอไปปีหน้า ซึ่งในวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๕๗ เป็นวันคล้ายวันเกิดของท่าน งานใหญ่ที่ลูกศิษย์จัดขึ้นแสดงมุทิตาจิต หลังจากนั้นมีข่าวมาว่าท่านจะไปจำพรรษาอยู่ที่รับไทยใหญ่ ประเทศพม่า


เสี้ยวหนึ่งแห่งพลังศรัทธา


               "พลังศรัทธาของลูกศิษย์ที่แห่ไปชมบารมีของครูบาบุญชุ่มไม่เคยลดลงแม้แต่น้อย" นี่เป็นความเห็นของ นายชินทัต เวียร์สุวรรณ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สำนักส่งเสริมจริยธรรมองค์การ บริษัทเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพีเอฟ) ผู้ที่ติดตามและเดินทางไปกราบไหว้ครูบาบุญชุ่มมากว่า ๑๐ ครั้งแล้ว
    
               พร้อมกันนี้นายชินทัต ยังบอกด้วยว่า ลูกศิษย์ของท่านส่วนใหญ่จะเป็นชาวไทยใหญ่ทั้งในจังหวัดเชียงราย และประเทศพม่า ส่วนคนไทยจริงๆ ส่วนใหญ่อาจจะไม่รู้จากท่าน เพราะข้อมูลประวัติของท่านถูกนำเสนอผ่านสื่อหลักสื่อใหญ่นั้นน้อยมาก จำนวนลูกศิษย์ที่มาชมบารมีล้วนมาจากพลังศรัทธาที่เกิดจากบารมีและความบริสุทธิ์ของครูบา ท่านไม่เคยออกสื่อ มุ่งปฏิบัติธรรมอยู่ในถ้ำเงียบๆ ท่านเทศน์สอนอย่างเดียว ไม่เคยบอกบุญให้ช่วยสร้างอะไร ของที่ถวายไม่ว่าจะเป็นอะไร โดยเฉพาะธนบัตรท่านจะโปรยทาน หากใครถวายอะไรให้ท่านจะถวายต่อในขณะนั้นทันที
    
               ในขณะที่อาจารย์พรพชรพรหม บุญอินทร์ เจ้าของบ้านธรรมนำชีวิต หนึ่งในผู้ที่มาร่วมงาน บอกว่า การเดินทางมากราบครูบาบุญชุ่ม อาศัยความศรัทธาอย่างเดียวไม่พอ ต้องอาศัยความเพียรพยายามด้วย ระยะทางจากอำเภองาวถึงถ้ำราชคฤห์ไม่ถึง ๒๐ กม.แต่ต้องใช้เวลาเดินทางกว่า ๓ ชั่วโมง ยิ่งในช่วงฤดูฝนด้วยแล้วรถขับเคลื่อน ๔ ล้อ หากไม่พันโซ่อย่างหวังเลยว่าจะได้ชมบารมีครูบาบุญชุ่ม วันนี้ตนเองต้องจอดรถทิ้งไว้กลางทางแล้วเดินด้วยเท้าเปล่าอีก ๕ กม.เมื่อเห็นตัวท่านและได้ฟังท่านเทศน์ความเหน็ดเหนื่อยก็หายไป ทั้งนี้ต้องชื่นชมพลังศรัทธาของชาวไทยใหญ่ที่เดินทางมาจาก จ.เชียงราย และประเทศพม่า ที่เดินทางมาชื่นชมบารมีและร่วมสวดมนต์กับครูบา ซึ่งมีมากกว่าคนไทย
 


เปิดอ่าน