เสียงครวญ!พระธรรมทูตไทยในต่างแดน

เสียงครวญ!พระธรรมทูตไทยในต่างแดน คล้อยหลัง'ปู'ปากหวานพร้อมหนุนงาน : สำราญ สมพงษ์(FB-samran sompong)

              เป็นที่น่าอนุโมทนาอย่างยิ่งที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เห็นความสำคัญงานของพระธรรมทูตที่ระบุว่า

              "พระธรรมทูตสายต่างประเทศถือเป็นภารกิจสำคัญและมีเกียรติอย่างสูง ต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ทั้งทางโลกและทางธรรมเป็นอย่างดี เป็นผู้ซึ่งปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มีศีลาจารวัตรที่งดงามเพื่อมีความพร้อมทุกด้านในการถ่ายทอดหลักธรรม และหลักปฏิบัติให้พุทธศาสนิกชนได้รับรู้และเข้าใจในคำสอนที่ถูกต้อง สามารถน้อมนำหลักของพุทธธรรมไปปฏิบัติใช้ในการดำเนินชีวิต

              รัฐบาลได้มอบหมายให้สำนักงานพระพุทธศาสนาถวายสนองภารกิจของคณะสงฆ์ในส่วนของพระธรรมทูตสายต่างประเทศ พร้อมรับทราบปัญหาอุปสรรคและแนวทางแก้ไขเพื่อสร้างความพร้อมให้กับพระธรรมทูตที่จะออกไปประกาศเผยแพร่หลักธรรมในต่างประเทศ และเชื่อมั่นว่าพระธรรมทูตทุกรูปจะสามารถปฏิบัติศาสนกิจในฐานะทูตแห่งธรรมนำหลักคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้บรรลุตามพุทธปณิธาน"

              ในโอกาสที่เดินทางเป็นประธานในพิธีประชุมเสวนาพระธรรมทูตไทย 4 ทวีปประมาณ 200 รูป  เนื่องในงานฉลองพระชันษา 100 ปี สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก 3 ตุลาคม 2556 เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ที่วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร โดยก่อนหน้านี้เป็นประธานในพิธีถวายสังฆทาน พิธีตักบาตรพระสงฆ์ 200 รูป พิธีเปิดนิทรรศการพระชันษา 100 ปี สดุดีพระสังฆบิดร

              หลังจากเสร็จสิ้นพิธีการที่วัดบวรนิเวศวิหาร พระธรรมทูตไทย 4 ทวีปได้เดินทางไปร่วมประชุมเสวนาต่อที่มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย อ.ศาลายา จ.นครปฐม จัดขึ้นเพื่อเทอดพระเกียรติสมเด็จพระสังฆราชเช่นกัน โดยได้ฟังปาฐกถาพิเศษเทิดพระเกียรติเรื่อง "ศตวัสสาสังฆราชา:กึ่งศตวรรษพระธรรมทูตไทย" จากพระพรหมบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย โดยได้ชี้่แนะคุณสมบ้ติของพระธรรมทูตที่จะเดินทางไปเผยแพร่หลักธรรมในพระพุทธศาสนาในต่างแดนจะต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง

              ต่อจากนั้นเป็นการเสวนาวิชาการเรื่อง "ยุทธศาสตร์การพัฒนางานพระธรรมทูตในต่างประเทศ:ในมิติการบริหาร การสร้างเครือข่าย พัฒนา ส่งเสริมและอุปถัมภ์"  โดยผู้แทนจากพระธรรทูต 4 ทวีป ซึ่งได้สะท้อนปัญหาที่ผ่านมา อย่างเช่น พระธรรมทูตเองยังอ่อนด้านภาษาอังกฤษมาก ส่วนภาษาต่างประเทศอื่นๆไม่ต้องพูดถึง ดังนั้น สถานการศึกษาสงฆ์ควรจะส่งเสริมอย่างจริงจังอาจจะเรียบควบคู่กับภาษาบาลีก็เป็นได้

              ด้านการบริหารจัดการยังไม่เป็นเอกภาพเท่าที่ควรต่างคนต่างทำ โดยไม่ได้เดินทางไปในนามของมหาเถรสมาคมโดยตรงจึงทำให้มีปัญหาในการทำงานไม่ได้เป็นที่ยอมรับจากประเทศต่างๆ ซึ่งแตกต่างจากศาสนาอื่นๆ ซึ่งจะมีการมอบหมายให้ไปทำงานอย่างชัดเจน ส่วนการสนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐนั้นไม่ต้องพูดถึงเช่นกัน  ร่วมถึงวีซ่าจะมีการออกให้ในฐานะนักท่องเที่ยงไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ บ้างครั้งวีซ่าขาดเป็นบุคคลเถื่อนก็มี  บางรูปไปทำหน้าที่กลับมาประเทศไทยไม่มีวัดอยู่ก็มี

              อีกทั้งควรมีการให้รางวัลกับพระธรรมทูตโดยควรจะได้รับการพิจารณาเลื่อนสมณศักดิ์ตามผลงาน เพราะนี้คือขวัญกำลังใจแม้นว่าบางรูปอาจไม่ต้องการเพราะถือว่าเป็นการทำงานเพื่อพระศาสนาก็เพียงพอแล้วก็ตามที ควรจะมีการอนุเคราะห์กันยามเจ็บป่วยยากจนและยามมรณภาพ ส่วนยยุทธศาสตร์นั้นควรจะมีเป้าหมายที่เยาวชนเป็นสำคัญ

              ขณะเดียวกันพระครูปริยัติโพธิวิเทศ (ดร.คมสรณ์ คุตตธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดไทยเชตวันมหาวิหาร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกุสินารา พระธรรมทูตสายประเทศอินเดียซึ่งเดินทางมาร่วมประชุมด้วย ได้แสดงความเห็นทางบล็อกเกอร์ท่านคมสรณ์โอเคเนชั่นความว่า "พร้อมกันนี้นับเป็นครั้งแรกในระยะเวลาห้าสิบปี กึ่งศตวรรษ ที่คณะสงฆ์ไทย ได้ส่งพระธรรทูตสายต่างประเทศ ออกไปประกาศพระศาสนาเริ่มตั้งแต่ปีพ.ศ. 2500 คราวฉลองพุทธชยันตี ที่ประเทศอินเดีย โดยรัฐบาลอินเดียได้เชิญชวนประเทศต่าง ๆ ที่นับถือพระพุทธศาสนาทั่วโลกไปร่วมสร้างวัด ณ บริเวณโดยรอบโพธิมณฑล พุทธคยา แดนตรัสรู้ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยรัฐบาลไทยได้เริ่มสร้างวัดแห่งแรกในต่างประเทศขึ้นคือวัดไทยพุทธคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย ได้ส่งพระธรรมทูตรุ่นแรกไปประจำในต่างแดนคือที่ประเทศอินเดียตั้งแต่ปีพ.ศ.2500  จากวันนี้ถึงวันนี้ พระสงฆ์ไทยได้นำพระพุทธศาสนาออกไปสร้างวัดทั่วโลกจำนวน 450 วัด มีพระธรรมทูตสายต่างประเทศจำนวน 1390  รูปทั่วโลก และนับวันยิ่งจะมีการขยายงานสายต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น ในทุก ๆ ประเทศที่มีพระพุทธศาสนาไปจากประเทศไทย

              การมาประชุมเสวนาพระธรรมทูตไทยสายต่างประเทศจำนวนกว่าสองร้อยรูปในครั้งนี้นั้น จึงถือเป็นโอกาสที่คณะพระธรรมทูตสายต่างประเทศจักได้มาทบทวนบทบาท การประกาศธรรม  การทำหน้าที่ประกาศพระศาสนาในต่างแดน พร้อมรวบรวมปัญหา อุปสรรคในการทำงาน มาเสนอต่อภครัฐเพื่อเป็นแนวทางสนับสนุน ส่งเสริม และการอุปถัมภ์ให้การทำงานได้คล่องตัวมากยิ่งขึ้น ให้ภาครัฐมีกาบทบาทต่องานพระธรรมทูตสายต่างประเทศมากขึ้น เพราะที่ผ่าน ๆ มานั้นรัฐแทบไม่ได้ช่วยเหลืออะไรเลย และเพื่อให้สมกับการทีีต่างชาติได้ยอมรับยกย่องประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลกอย่างแท้จริง"

              พร้อมกันนี้พระมหานรินทร์ นรินฺโท พระธรรมทูตวัดไทยในรัฐเท็กซัสประเทศสหรัฐอเมริกา ได้แสดงความเห็นผ่านอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะดอทคอม ต่อคำพูดของน.ส.ยิ่งลักษณ์ว่า "พูดน่ะง่าย แต่ทำนะยาก แค่ตั้ง "หน่วยงานสนับสนุนกิจการพระธรรมทูตสายต่างประเทศ" กองเล็กๆ ไว้ที่พุทธมณฑล ก็ยังไม่มีปัญญาจะหาบุคคลากรและงบประมาณสนับสนุน ต้องให้สำนักพุทธฯ แบ่งคน-เจียดเงิน มาจัดการเอง เหมือนเด็กเล่นหม้อข้าวหม้อแกง พูดแล้วก็จะหาว่าไม่สนับสนุนคนกันเอง"

              นี้เป็นเพียงเสียงส่วนหนึ่งของพระธรรมทูตและวันที่ 2 ต.ค.นี้จะมีการประชุมกลุ่มย่อยแล้วจะมีการสรุปเสนอต่อน.ส.ยิ่งลักษณ์ให้การสนับสนุนส่งเสริมตามที่ระบุ ส่วนจะเป็นจริงอย่างไรนั้นก็คงต้องติดตามกันต่อไป ทั้งนี้ทั้งนั้นคงขึ้นกับพุทธสุภาษิตที่ว่า "มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโนมยา มนสา เจ ปสนฺเนน ภาสติ วา กโรติ วา ตโต นํ สุขมเนฺวติ ฉายา ว อนปายินี" จะเป็นไปได้หรือไม่อยู่ที่ใจ

 

 

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกัน ไลน์@komchadluek ที่นี่

เปิดอ่าน