'ทำความเข้าใจระหว่างศาสนา'กับพระอาจารย์โพธิ์

ไลฟ์สไตล์ > พระเครือง  :  15 ต.ค. 2555

ศาสนา , พระภาวนาโพธิคุณ  , โพธิ์ จันทสโร , พุทธทาสภิกขุ

'ทำความเข้าใจระหว่างศาสนา' กับ พระภาวนาโพธิคุณ (โพธิ์ จันทสโร) ผู้สืบทอดปณิธานท่านพุทธทาสภิกขุ : วิปัสสนาบนหน้าข่าว โดยมนสิกุล โอวาทเภสัชช์

             ทุกวันขึ้น ๑๓ ค่ำ เดือน ๑๐ ของทุกปี คือ "วันเยี่ยมสวนโมกข์" หรือ "วันทำวัตรท่านอาจารย์พุทธทาส" ปีนี้ตรงกับวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๕ ซึ่งเป็นวันคล้ายวันฌาปนกิจสรีระของท่านพุทธทาสเมื่อ ๑๙ ปีก่อนพอดี ในยามบ่ายวันนั้นเองมีการเสวนาระลึกถึงท่านพุทธทาส โดยมีพระภิกษุประมาณ ๓๐๐ รูป คนเก่าคนแก่อายุ ๘๐ ขึ้น รวมทั้งวัยกลางคน และคนรุ่นใหม่กว่า ๒๐๐ คนมาร่วมฟังธรรม เสวนาธรรม และปฏิบัติธรรมตามอัธยาศัย 

   

             นอกจากนั้น วันนี้ยังถือเป็นการเปลี่ยนผ่าน หรือจะเรียกว่าเป็นวันสวนโมกข์ผลัดใบอีกครั้งก็ว่าได้ เมื่อพระภาวนาโพธิคุณ (โพธิ์ จันทสโร) เจ้าอาวาสวัดธารน้ำไหล สวนโมกขพลาราม อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี ประกาศเกษียณจากการเป็นเจ้าอาวาสในวันออกพรรษา โดยจะมี พระอาจารย์สุชาติ ปัญญาทีโป เป็นเจ้าอาวาสรูปใหม่ต่อไปหลังออกพรรษานี้

   

             พระอาจารย์โพธิ์กล่าวท่ามกลางศิษยานุศิษย์ที่เป็นทั้งพระภิกษุและฆราวาสว่า อยากพูดอะไรให้เป็นพิเศษในวันนี้ 

   

             "เป็นวันที่กระผมสบายใจที่สุด อบอุ่นมากที่สุดในทุกๆ ปี ตั้งแต่มารับภาระเป็นเจ้าอาวาสมา ๔๙ ปี ปีนี้อายุ ๘๐ ปี ๖๐ พรรษาแล้ว ก็เลยตัดสินใจจะเกษียณจากการเป็นเจ้าอาวาสหลังจากพรรษานี้ เนื่องจากมีโรคประจำตัว โดยเฉพาะโรคหัวใจ หลอดเลือดเลี้ยงหัวใจค่อนข้างจะตีบ รักษามา ๗-๘ ปี ที่สำคัญก็คือ โรคหัวใจเป็นโรคที่ปุ๊บปั๊บอาจไปเลย

   

             "อีกประการหนึ่ง พระเดชพระคุณท่านอาจารย์พุทธทาส ๘๐ ปี ท่านเกษียณจากความเป็นเจ้าอาวาส แล้วมอบหมายให้กระผมทำหน้าที่ กระผมก็จะยึดแนวปฏิบัติตามที่พระเดชพระคุณท่านอาจารย์พุทธทาสเคยปฏิบัติมา โดยมีความคิดว่า ต่อไปข้างหน้า ถ้าสวนโมกข์ยังอยู่กันต่อไป ก็อยากให้เป็นกันอย่างนี้ ๘๐ ปีก็พอแล้ว คุณหมอประเวศ วะสี บอกกับผมว่า ลาออกทำไม เจ้าอาวาสเป็นได้จนมรณภาพ พอให้เหตุผลไปอย่างนี้ คุณหมอก็เห็นดีด้วย

   

             "การดูแลวัดของพระเดชพระคุณท่านอาจารย์พุทธทาส เป็นภาระพอสมควร มีหลายคนถามว่า มีนโยบายอะไรมาปกครองวัดธารน้ำไหล กระผมให้เหตุผลว่า ไม่มีอะไรใหม่ มีอย่างเดียวคือ ปฏิบัติตามปณิธานของพระเดชพระคุณท่านอาจารย์เท่านั้นคือ ๑.พยายามที่จะเข้าใจศาสนาของตนๆ ๒.ทำความเข้าใจระหว่างศาสนา และ ๓.ดึงคนออกจากวัตถุนิยม เพราะฉะนั้นก็พยายามปฏิบัติตามแนวง่ายๆ มาตลอด"

   

             พระอาจารย์โพธิ์หวังว่า ต่อไปข้างหน้า เมื่อท่านพ้นจากการเป็นเจ้าอาวาส เพื่อนสหธรรมิก โดยเฉพาะพระเถรานุเถระ ผู้มีหน้าที่ปกครองคณะสงฆ์ อย่างเจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอ คงมีเมตตามาสนับสนุนวัดธารน้ำไหล หรือ สวนโมกข์กันต่อไป

   

             "กระผมคงไม่ไปไหน อย่างดีก็ไปที่เกาะสมุย แล้วก็อยูที่สวนโมกข์นี้ มีคนมานิมนต์ไปอเมริกา ไปอังกฤษ ไปต่างประเทศ กระผมบอกว่า ไม่ไปแล้ว เพราะเป็นโรคหัวใจนี้เวลาเกิดอะไรปุ๊ปปั๊ปมันก็ง่าย"

   

             นอกจากนี้ท่านยังกล่าวถึงการเตรียมตัวตายอย่างมีสติ การจัดงานศพอย่างเรียบง่าย หลังจากท่านมรณภาพไปแล้ว เพื่อเป็นอนุสติสำหรับผู้ที่มาฟังธรรมในวันนั้นได้น้อมไปพิจารณาชีวิตที่เหลืออยู่เช่นกัน 

   

             "ถ้าตายก็ไว้ศพไม่เกิน ๓ คืน แล้วก็เผาเลย กระผมจะเขียนเป็นหนังสือ ๘๐ ปี กำลังทำพินัยกรรมให้ถูกต้องตามกฎหมายอย่างเรียบร้อย คือจะไม่ยุ่งยากอะไรเลย ตายแล้วก็เผาที่นี่ กระดูกทั้งหมดเก็บไปไว้ที่เกาะสมุย เตรียมไว้หมดแล้ว ตายไปก็เอากระดูกไปที่นั่นได้เลย"

   

             ตอนนี้ดูเหมือนว่า ศาสนากำลังเป็นข้ออ้างที่ถูกดึงไปใช้เป็นเครื่องมือในเรื่องธุรกิจ การเมือง จนอาจจะนำไปสู่สงครามระหว่างศาสนาและสงครามระหว่างประเทศได้ พระอาจารย์โพธิ์เห็นว่า ปณิธานของท่านอาจารย์พุทธทาสน่าจะมีประโยชน์ ในการทำความเข้าใจระหว่างศาสนา

   

             "ในความรู้สึกของกระผม เห็นว่าคนที่นับถือศาสนาต่างกัน ไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาของคนก็คือ ถ้ายังมีความทุกข์เรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่นเรื่องปากท้อง ต้องดิ้นรนเรื่อยไป แต่ก็ต้องดิ้นรนอย่างมีศีล มีธรรม บางคนบอกว่า นับถือศาสนาพุทธ แต่อยู่ในคุก ทำไมไปอยู่ในคุกเล่า ก็เพราะนับถือศาสนาพุทธ แต่ไม่ปฏิบัติตามหลักศาสนาของตน"

   

             พระอาจารย์โพธิ์เห็นว่า ที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่ศาสนาอื่น เมื่อหลายปีมาแล้ว มีพระฝรั่งหลายรูปอยู่ที่นี่ ก็นั่งสนทนากันว่า ศาสนิกของศาสนาไหนมากที่สุด รูปนั้นก็ตอบว่า ศาสนาคริสต์บ้าง มุสลิมบ้าง พุทธบ้าง แต่กระผมว่า ศาสนาคิดสตางค์ มีคนนับถือมากที่สุด และนี่คือตัวทำลายที่สุด

   

             "เราจะทำอย่างไร จึงจะต้องสู้กับศาสนาวัตถุนิยมนี้ พุทธศาสนามีของดีก็คือ อยู่เหนือวัตถุนิยม เราจะต้องเเผยแผ่ความรู้ทางด้านพุทธศาสนาอย่างนี้ให้คนต่างชาติเข้าใจ ให้เหนือวัตถุนิยม เหนือกิเลส อย่างที่สวนโมกข์ทำอยู่ คือการจัดภาวนาให้กับคนอยู่เหนือวัตถุนิยม เมืองไทย เป็นแผ่นดินที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ภัยพิบัติทางธรรมชาติก็ไม่ค่อยจะมี แล้วก็เป็นเมืองพุทธศาสนา เราชาวพุทธอย่าไปหลงวัตถุนิยม หันมาสนใจคำสอนของพระพุทธเจ้าจริงๆ คิดว่าอยู่ร่วมกันได้กับเพื่อนร่วมโลก และเป็นมิตรกับศาสนาอื่นด้วย พูดในเรื่องที่เข้ากันได้ดีกว่าเรื่องที่มันขัดกัน เช่นเรื่องประเพณี วัฒนธรรม ก็แตกต่างกันบ้างเป็นเรื่องธรรมดา แต่หัวใจของทุกศาสนานั้นเหมือนกัน"

   

             ดังที่ท่านพุทธทาสให้ความหมายเกี่ยวกับศาสนาไว้ในหนังสือ "ศาสนาคืออะไร" ตอนหนึ่งว่า "ศาสนา คือ การประพฤติปฏิบัติเพื่อให้รอดพ้นจากภัยหรืออันตราย หรือจากสิ่งอันไม่พึงปรารถนา ซึ่งรวมเรียกว่าความทุกข์ ความเดือดร้อน ทรมาน..."

   

             ฉะนั้น หากเราต่างเข้าใจในศาสนาที่นับถืออยู่ ก็จะนำไปสู่การทำความเข้าใจระหว่างศาสนา และความเข้าใจในเพื่อนมนุษย์ไปโดยปริยาย มากไปกว่านั้น เราต้องทำความเข้าใจเพื่อนร่วมโลกที่เป็นต้นไม้ สัตว์ ก้อนหิน ดิน แร่ธาตุ น้ำ ไฟ ลม ด้วยที่เกื้อกูลให้เรามีชีวิตอยู่ได้ในทุกวันนี้

   

             เมื่อเข้าใจเหตุปัจจัยของทุกชีวิตที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน เราก็จะอยู่อย่างสมถะพอเพียงไม่อยากเบียดเบียนใครให้เดือดร้อนทั้งทางกาย วาจา และใจ เพราะเห็นแล้วว่า ตัวการที่ทำให้เราทุกข์นั้น หาใช่สิ่งใดไม่ แต่มันคือกิเลสที่ยั่วยวนเราให้ไปติดกับดักสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั่นเอง แล้วสิ่งนั้นมันก็จะบงการหัวใจเรา ไล่ล่าเราให้ตกหลุมพลางมัน และตะครุบเราอย่างเป็นเอาตาย ดังเช่นโศกนาฏกรรมบนหน้าหนังสือพิมพ์และจอทีวีทุกวัน ตั้งแต่ในครอบครัวไปจนถึงระดับชาติและระดับโลกเลยทีเดียว

     

             แม้ว่าท่านพุทธทาสละสังขารไปเกือบ ๒๐ ปีแล้วก็ตาม วันนี้ หากเราหันมาทบทวนปณิธานทั้งสามข้อของท่านบ่อยๆ ก็จะรู้ว่าควรจะดำเนินชีวิตไปเช่นไรจึงจะปลอดภัยทั้งส่วนตัวและส่วนรวม

 


เปิดอ่าน