“อู้ฟู ขนมไข่” ฉีกกรอบเดิมๆ  เติมไอเดีย-ขายดีเพราะน่ารัก

อู้, ขนมไข่ , ฉีก, กรอบ, เดิม, เติม, ไอเดีย, ขายดี, เพราะ, น่ารัก, อู้ฟู, ขนมไข่ ฉีกกรอบเดิมๆ, อู้ฟู ขนมไข่, จูน, ขนมไข่

“จูน”เบญสิร์ยา กิจแก้ว คุณครูสอนศิลป ที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ฉีกกรอบเดิมๆ ของขนมไข่ พัฒนาจนเกิดเป็น “อู้ฟู ขนมไข่” ที่มีภาพลักษณ์แปลกใหม่และทันสมัย สร้างรายได้

                การทำธุรกิจเกี่ยวกับอาหารหรือขนม นอกจากรสชาติแล้ว หน้าตาที่แปลกใหม่ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ดึงดูดใจผู้บริโภคได้เช่นกัน ทำให้ร้านค้ามากมายพากันตั้งหน้าตั้งตาคิดค้นสิ่งใหม่ๆ ออกมาเอาใจลูกค้า ขณะที่ของเดิมๆ ที่ออกมาก่อนก็ค่อยๆ เสื่อมความนิยมลงไป อย่าง “ขนมไข่” ที่เห็นได้ทั่วไป กลับถูกแทนที่ด้วยขนมทางฝั่งยุโรปและญี่ปุ่น ที่ได้รับความนิยมมากกว่าขนมไทยในปัจจุบัน

                “จูน” เบญสิร์ยา กิจแก้ว คุณครูสอนศิลปะสาว จึงลุกขึ้นมาใช้ความคิดสร้างสรรค์ ฉีกกรอบเดิมๆ ของขนมไข่ พัฒนาจนเกิดขึ้นเป็น “อู้ฟู ขนมไข่” ที่มีภาพลักษณ์แปลกใหม่และทันสมัย ทำให้มียอดขายหลายพันชิ้นในแต่ละเดือน แต่กว่า “อู้ฟู ขนมไข่” จะเป็นที่ถูกปากถูกใจของลูกค้า ต้องพัฒนา “ขนมไข่ดั้งเดิม” มาไกลขนาดไหน และต้องเจอกับปัญหาอุปสรรคอะไรบ้าง เบญสิร์ยา พร้อมบอกเล่าเรื่องราว

“อู้ฟู ขนมไข่” ฉีกกรอบเดิมๆ  เติมไอเดีย-ขายดีเพราะน่ารัก

                เบญสิร์ยา เล่าว่า เรียนจบด้าน “มีเดียอาร์ต” และมีความสามารถในการวาดภาพและการออกแบบ หลังจากเรียนจบก็มาเป็นคุณครูสอนศิลปะสำหรับเด็ก (ช่วงอายุ 2.5-12 ปี)  ซึ่งช่วงเวลาที่เด็กๆ หยุดพักกิจกรรมศิลปะ เพื่อเตรียมตัวอ่านหนังสือสอบ ทำให้มีเวลาว่าง จึงได้ช่วย "คุณแม่หนิง” สมทรง กิจแก้ว ทำขนม ซึ่งคุณแม่ได้ทำขนมไข่แบบดั้งเดิม ส่งขายตามงานเลี้ยง งานสัมมนา และโรงพยาบาล อยู่ก่อนแล้ว จึงเห็นว่าแม้ขนมจะรสชาติดี แต่ด้วยหน้าตาเป็นรูปแบบ “มะยม-มะเฟือง” ที่มีขายอยู่ทั่วไป  ดูไม่แปลกใหม่และไม่ดึงดูดใจลูกค้าเท่าที่ควร จึงคิดพัฒนาภาพลักษณ์ของขนมไข่ให้ทันสมัยและเป็นที่ดึงดูดใจลูกค้ามากขึ้น

                “เริ่มแรกก็ลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง ชิมบ่อยๆ พยายามมองหาจุดเด่นจุดด้อยของขนมก่อน จุดเด่นมีอะไรบ้างที่จะเก็บไว้ จุดด้อยมีอะไรบ้างที่ต้องแก้ไข จากนั้นก็ค่อยๆ มาปรับสูตรจากเดิมที่มีอยู่แล้ว ทำเป็นแบบสี่เหลี่ยมง่ายๆ แจกคนใกล้ตัวให้ได้ทดลองชิม ทั้งเพื่อน ลูกศิษย์ที่มาเรียนศิลปะ เพื่อนบ้าน และคนในหมู่บ้าน จากนั้นก็นำคำติชมเหล่านั้นมาพัฒนาต่อ จนข้อติเหลือน้อยที่สุด หรือจนกว่าข้อติเหล่านั้นจะหมดไป”

                จากนั้นเมื่อได้รสชาติที่ต้องการแล้ว “จูน” ก็ได้ออกแบบตัวขนม โดยใช้ความชอบส่วนตัวและได้ไอเดียสร้างสรรค์มากมายจากลูกศิษย์ในคลาสที่ตนเป็นผู้สอน จึงค่อยๆ ปรับแต่งขนมไข่ในหลากหลายรูปแบบ กระทั่งได้ออกมาเป็น “อู้ฟู ขนมไข่” รุ่นแรก โดยชื่อ “อู้ฟู ขนมไข่” ได้ชื่อนี้มาจากการที่ขนมไข่เมื่อโดนความร้อนจะขึ้นฟู จนต้องอุทานว่า อู้ฟู!! และพ้องเสียงกับคำว่า “อู้ฟู่” ที่หมายความว่ามั่งคั่งร่ำรวยอีกด้วย

                “ขั้นตอนการออกแบบนั้น ด้วยความที่ี่ชอบรูปแบบของขนมญี่ปุ่นที่ทำออกมาดูน่ารักอยู่แล้ว ก็พยายามคิดว่าจะทำอย่างไรให้คนจำได้ง่ายและดูน่ารักน่ากิน เมื่อออกแบบเสร็จก็นำมาให้เด็กๆ ที่สอนได้ดู ซึ่งเด็กๆ ก็เป็นหนึ่งในกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของเราอยู่แล้ว และได้รับไอเดียมามากมาย ทั้งที่อยากให้มีหน้าตา, แขน, ขา บ้าง ก็อยากให้มีไส้ ซึ่งได้ทดลอง พัฒนา และต่อยอดทางความคิดมากเรื่อยๆ จนได้รูปลักษณ์ที่พึงพอใจในที่สุดและออกมาเป็นอู้ฟู ขนมไข่รุ่นแรก ที่เป็นรสชาติดั้งเดิมยังไม่มีไส้ โดยใช้แม่พิมพ์กดให้แป้งออกมาเป็นรูปแบบใบหน้าของเด็กน้อย แต่งหน้าให้มีผม ตา และปาก ที่ดูยิ้มแย้มด้วยช็อกโกแลต ช่วยกันทำกับคุณแม่ 2 คน ทำได้วันละ 50 ชิ้น โดยขายชิ้นละ 22 บาท ผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก อู้ฟู ขนมไข่ (https://www.facebook.com/aufufood/) และจัดส่งผ่านทางอีเอ็มเอส ซึ่งทำการตลาดทางโซเชียล โปรโมทสินค้าด้วยการให้รุ่นน้องที่มีคนติดตามเยอะช่วยทำคลิปแนะนำขนมผ่านยูทูบ และให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ช่วยกันแชร์เพจออกไปให้เป็นที่รู้จัก”

                แม้ “อู้ฟู ขนมไข่” ที่ออกมาจะมีรูปร่างหน้าตาที่แปลกใหม่ แต่ช่วงเริ่มต้นก็ไม่ได้รับความนิยมมากนัก ด้วยการที่เปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ใหม่ ทำให้เกิดคำถามมากมายว่านี่คือขนมอะไร เพราะมีความคุ้นเคยรูปแบบเดิมๆ ของขนมไข่ที่หน้าตาเหมือนๆ กันมาหลายสิบปี

                “คนส่วนมาก เมื่อเห็นขนมของเราในครั้งแรกก็ยังไม่เปิดใจที่จะลองชิม ด้วยรูปลักษณ์ที่แปลกใหม่หลายคนก็มีคำถามว่ามันคือขนมอะไร บ้างก็รู้สึกไม่ค่อยถูกใจนักกับการเปลี่ยนแปลงนี้ บอกให้กลับไปทำแบบเดิมดีกว่า ซึ่งก็เข้าใจว่าความเคยชินในรูปแบบเดิมๆ ทำให้ลูกค้าวางใจที่จะทานได้ง่ายกว่า แต่เราก็พยายามให้ลูกค้าได้ลองชิมดูก่อน ซึ่งการทำอะไรที่แปลกใหม่ แรกๆ อาจจะท้อจากการฟังคำคนที่คอยพูดว่า มันไม่สามารถเป็นจริงได้ แต่ก็ต้องเชื่อมั่นในตัวเองให้มากขึ้น ว่าเราสามารถทำได้และทำได้ดีเสียด้วย" เบญสิร์ยา กล่าว

                 เมื่อ “อู้ฟู ขนมไข่” รุ่นแรก ได้ออกไปถึงมือลูกค้า นอกจากปัญหาเรื่องรูปลักษณ์แล้ว ยังมีปัญหาเกี่ยวกับตัวขนมอีกหลากหลายให้จัดการ โดย “จูน” รับฟังความคิดเห็นของลูกค้าที่คอมเมนท์ผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก นำมาปรับแก้ไขและพัฒนาขนมของตัวเองให้ดีขึ้นไปอีก

                “ขนมรุ่นแรกนั้น เราเอาแม่พิมพ์กดชิ้นแป้งให้เป็นรูปร่าง ทำให้แป้งออกมาเละและดูไม่น่ากิน และหน้าตาของขนมที่ใช้ช็อกโกแลตแต่งหน้าก็ละลายระหว่างการจัดส่ง เรื่องของปริมาณการผลิตที่ทำได้ในแต่ละครั้งก็น้อย เมื่อเห็นจุดบกพร่องของตัวเองแล้ว ถ้าไม่คิดจะแก้ไขเราก็จะจมอยู่กับปัญหานั้น ไม่สามารถไปต่อได้ เมื่อลูกค้าคนแรกตำหนิ คนอื่นที่มาเห็นก็จะไม่ซื้อ หากคนต่อไปมาซื้อก็จะพูดถึงปัญหาแบบเดิมๆ อีก แต่ถ้าเราพัฒนาแก้ไขสินค้าของเราอยู่เสมอ คนที่มาซื้อต่อไปก็จะประทับใจในการสินค้าของเราด้วย"

“อู้ฟู ขนมไข่” ฉีกกรอบเดิมๆ  เติมไอเดีย-ขายดีเพราะน่ารัก

                “จูน” จึงแก้ไขด้วยการสั่งทำเตาและแม่พิมพ์เฉพาะของอู้ฟูออกมา เพื่อแก้ปัญหาชิ้นแป้งที่ไม่เรียบเนียน และทำให้ผลิตขนมออกมาได้จำนวนมากขึ้น ทำแม่พิมพ์ปั๊มความร้อน เพื่อเป็นหน้าตาของขนมอู้ฟู แทนที่การแต่งหน้า เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์จากซองใสเป็นรูปแบบกล่อง เพื่อป้องกันไม่ให้ขนมเละระหว่างการจัดส่ง

                ปัจจุบัน “อู้ฟู ขนมไข่” ที่ได้ปรับเปลี่ยนรูปโฉมแล้ว และได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ มีการเพิ่มไส้ลงไปในตัวขนม ให้ผู้บริโภคได้เลือกลิ้มลองถึง 6 สี 6 รสชาติ และยังมีการพัฒนาสินค้าอยู่เสมอ เพื่อให้เป็นที่ถูกใจของลูกค้า

                “เราดัดแปลงส่วนผสม ไส้ และรูปลักษณ์ พร้อมเพิ่มสีสันใหม่ๆ ซึ่งใช้สีจากธรรมชาติ มาทำให้ขนมของเราแปลกใหม่อยู่เสมอ ตามเสียงเรียกร้องของลูกค้า ไส้ทั้ง 6 รสชาติที่มีการเพิ่มเข้ามา เริ่มทำจากความชอบส่วนตัว ไส้แรกที่ทำขึ้นเป็นรสช็อกโกแลต ต่อมารสสตรอเบอร์รี่ ตามมาด้วย รสกล้วย, รสคัสตาร์ด และล่าสุดคือ รสงาดำ นอกจากนี้ยังได้เพิ่มไม้จับเข้าไปในตัวขนม เพื่อให้สามารถทานได้ง่าย โดยไม่เลอะมืออีกด้วย”

“อู้ฟู ขนมไข่” ฉีกกรอบเดิมๆ  เติมไอเดีย-ขายดีเพราะน่ารัก

                ด้านเสียงตอบรับของลูกค้าที่มีรสชาติให้เลือกมากขึ้น ก็อยากลิ้มลองรสใหม่ๆ ที่หลากหลาย ทำให้ยอดขายดีขึ้นไปด้วย แต่ถึงอย่างนั้นเอง “อู้ฟู” ก็ยังไม่สามารถผลิตได้เพียงพอกับความต้องการในแต่ละวัน เพราะกำลังผลิตมีเพียง “จูน” และคุณแม่ 2 คนเท่านั้น

                “ด้วยรสชาติใหม่ๆ ที่ออกมา ทำให้ลูกค้ามีทางเลือกมากขึ้น ความอยากลิ้มลองรสชาติใหม่ๆ นี้เอง ทำให้ยอดขายดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเราก็ต้องตระหนักถึงคุณภาพในการผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐานอยู่เสมอ เราทำขนมไข่กันสดใหม่ทุกวัน ทำทีละชิ้นอย่างตั้งใจ ซึ่งแต่ละชิ้นก็มีหลายขั้นตอน แต่มีผู้ผลิตเพียง 2 คน ทำให้เราไม่สามารถผลิตได้เพียงพอต่อความต้องการ โดยผลิตได้จำกัดจำนวน 150 ชิ้นต่อวัน เราต้องเปิดรับออเดอร์ล่วงหน้าก่อน 1 วัน เพื่อวางแผนการผลิต”

“อู้ฟู ขนมไข่” ฉีกกรอบเดิมๆ  เติมไอเดีย-ขายดีเพราะน่ารัก

                สำหรับอนาคต “จูน” มีแผนการเตรียมแก้ปัญหาดังกล่าวเอาไว้เรียบร้อยแล้ว โดยเตรียมที่จะพัฒนาแม่พิมพ์รูปแบบใหม่ขึ้นมาเอง เพื่อทำให้สามารถเพิ่มจำนวนการผลิตได้มากขึ้น และเตรียมทำการตลาดเชิงรุกด้วยการออกบูธตามงานต่างๆ เพื่อเป็นการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้มากขึ้นด้วย

                “มีลูกค้าไม่น้อยต้องการขนมของเราครั้งละมากๆ เพื่อนำไปออกงาน แต่ด้วยข้อจำกัดด้านการผลิต ทำให้คิดทำแม่พิมพ์สำหรับขนมที่สามารถผลิตขนมได้ครั้งละจำนวนมาก คาดว่าจะสามารถผลิตได้มากกว่าเดิมถึง 5 เท่า โดย อู้ฟู ขนมไข่ ได้จดทะเบียนห้างหุ้นส่วนไว้เรียบร้อยแล้ว และกำลังยื่นขอเครื่องหมายการค้าให้แบรนด์ของตนเอง พร้อมรุกไปข้างหน้าด้วยการนำสินค้าออกไปจัดบูธตามงานต่างๆ เพื่อเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น แต่ก็ไม่คิดที่จะตั้งหน้าร้านประจำขึ้นมา ด้วยมองว่าการออกบูธ จะสามารถนำสินค้าไปได้หลากหลายสถานที่ และได้เจอลูกค้าที่หลากหลายมากกว่า”

“อู้ฟู ขนมไข่” ฉีกกรอบเดิมๆ  เติมไอเดีย-ขายดีเพราะน่ารัก

                นอกจากนี้ เบญสิร์ยา ยังได้กล่าวทิ้งท้ายว่า “การจะเริ่มต้นทำอะไร อยากมองหาโอกาสจากสิ่งใกล้ตัว นำมาพัฒนาต่อยอด ใส่ไอเดียสร้างสรรค์ เพื่อเป็นการสร้างมูลค่าให้สิ่งๆ นั้น ทำอย่างตั้งใจและเต็มที่ที่สุด โดยต้องไม่ลืมที่จะรับฟังเสียงจากคนรอบข้าง เลือกเฉพาะสิ่งที่ดีๆ นำมาปรับใช้ และสร้างความเชื่อมั่นศรัทธาในตัวเองอยู่เสมอ” 

                นี่คือเรื่องราวของ “อู้ฟู ขนมไข่” ซึ่งเกิดจากความสร้างสรรค์และความกล้าคิดที่จะเปลี่ยนแปลง อีกทั้งยังรับฟังความคิดเห็นของลูกค้านำมาพัฒนาสินค้า จนกลายมาเป็นที่ยอมรับของลูกค้าทั้งในด้านของภาพลักษณ์และรสชาติ เป็นขนมที่ใครๆ ได้ลองก็ต้องติดใจ

 

เรื่อง ฐิติพล ขำประถม

ภาพ วัชรชัย คล้ายพงษ์

********************************

 


เปิดอ่าน



5 อันดับ คมคิดธุรกิจนิวเจนฮิต