royal coronation
วันที่ 25 สิงหาคม 2562
เรื่องเด่นฐานเศรษฐกิจ

พิมพ์สลากขาย 100 ล้านฉบับ ใครกันแน่ที่ 'พุงกาง'

วันที่ 29 มิถุนายน 2562 - 18:49 น.
คอลัมน์,ทางออกนอกตำรา,หวย,สลากกินแบ่งรัฐบาล
Shares :
เปิดอ่าน 6,396 ครั้ง

คอลัมน์ทางออกนอกตำรา ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3483 หน้า 6 ระหว่างวันที่ 30 มิ.ย.2562 โดย...บากบั่น บุญเลิศ

พิมพ์สลากขาย 100 ล้านฉบับ

ใครกันแน่ที่ ‘พุงกาง’

 

 

          ผมเกาะติดนโยบายการแก้ปัญหาสลากกินแบ่งรัฐบาลแพง มาตั้งแต่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศมาตรการแก้สลากแพง และนำเสนอแนวคิดเรื่องการจัดการควบคุม “ผู้ขาย” ด้วยการใช้ระบบ “สีของสลาก” มาจัดการ แต่ คสช.กระทรวงการคลัง และที่มีนายทหารเป็นประธานคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล ก็ไม่เคยสนใจใยดีที่จะเงี่ยหูฟัง

          กลับเดินหน้าพิมพ์สลากออกมาเพิ่มอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ผู้คนในประเทศ “มีรสนิยม” ที่ติดเป็นนิสัยชอบเสี่ยงโชค ติดหวยกันงอมแงม จนล่าสุด คุณธนวรรธน์ พลวิชัย อาจารย์มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย บอกว่ายอดคนซื้อหวยใต้ดินเพิ่มขึ้นมาจาก 1 แสนล้านบาท เป็น 5 แสนล้านบาทเข้าไปแล้ว สะท้อนพฤติกรรมผู้คนในประเทศว่านิยมอบายมุขด้วยการเสี่ยงโชค มากกว่า “ลงมือทำ”

          ขณะที่ยอดการพิมพ์สลากออกมาขายประชาชนให้ควักเงินจากหยาดเหงื่อแรงกายมาซื้อสลากของรัฐบาลก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว และเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วแบบไม่น่าเชื่อ

          ลองดูนี่สิครับ สลากกินแบ่งรัฐบาลยุค “รัฐบาลลุงตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา”

          งวดวันที่ 30 ธันวาคม 2559 พิมพ์สลากออกมาขาย 65 ล้านฉบับ งวดวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 พิมพ์เพิ่มเป็น 71 ล้านฉบับ

          งวดวันที่ 1 สิงหาคม 2561 พิมพ์เพิ่มเป็น 87 ล้านฉบับ วันที่ 1 กันยายน 2561 พิมพ์เพิ่มเป็น 90 ล้านฉบับ สูงสุดในประวัติศาสตร์

          ล่าสุดคณะกรรมการสนง.สลากฯ มีมติให้พิมพ์สลากออกมาขายในงวดวันที่ 1 สิงหาคม 2562 ซึ่งจะเปิดการจองตั้งแต่หลังวันที่ 16 กรกฎาคม 2562 เป็นต้นไป เพิ่มเป็น 100 ล้านฉบับ

          ถ้าดูตัวเลขระยะเวลา 5 ปี มีการพิมพ์สลากออกมาขายประชาชนเพิ่มขึ้นมา 35 ล้านฉบับ หรือ 70 ล้านฉบับต่อเดือน ถ้าขายออกไปในราคาหน้าตั๋วเท่ากับว่า นั่นหมายถึงว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นเดือนละ 5,600 ล้านบาท ตกปีละ 67,200 ล้านบาท...ท่ามกลางคำถามตัวโตๆ ว่าแก้ปัญหาสลากแพงได้หรือไม่ และใครได้ประโยชน์

          เพราะถ้ามีการเพิ่มสลากออกมาขายงวดละ 100 ล้านฉบับ เอาแค่ขายใบละ 90 บาทพอไม่ต้อง 100-120 บาท เท่ากับว่า คอหวยทั้งประเทศรวมเงินไปซื้อสลากงวดละ 9,000 ล้านบาท เดือนละ 18,000 ล้านบาท ปีละไม่มากดอกครับ 216,000 ล้านบาท ถ้าขาย 80 บาท เท่ากับงวดละ 8,000 ล้านบาท เดือนละ 16,000 ล้านบาท ปีละ 192,000 ล้านบาท

          วันนี้ ผมมีพันธมิตรเพิ่มอีกหลายคน 1 ในนั้นคือ คุณเกียรติ สิทธีอมร แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกมาตั้งคำถาม ดังๆว่า สลากลอตเตอรี่ 100 ล้านใบ : ใครได้ใครเสีย…??

          ขออนุญาตพาไปฟังความเห็นคุณเกียรติ ..ผมได้ติดตามข่าวนี้จากสื่อมวลชน โดยในระหว่างที่รอการอนุมัติการออกสลากออนไลน์ “เลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว” จะเพิ่มการพิมพ์สลากอีก 10 ล้านฉบับรวมเป็น 100 ล้านฉบับ ฟังแล้วบอกตรงๆ ว่า “กังวลอย่างยิ่ง” จึงอยากขอเสนอมุมมองที่แตกต่าง และขอกระตุกแรงๆ ให้ทบทวนให้รอบคอบก่อนที่จะมีมติใดๆ ที่อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสังคมไทย

          1. ประเทศไทยมีประชากรประมาณ 67 ล้านคน พิมพ์สลากขายถึง 100 ล้านฉบับ เพื่ออะไร? อ้างมาโดยตลอดว่าเพื่อแก้ปัญหาการขายสลากเกินราคา แต่ก็ได้พิสูจน์แล้วมาโดยตลอดเช่นกันว่า วิธีนี้แก้ไขปัญหาไม่ได้ ตราบใดที่การขายสลากเป็นการขายตัดตอน ไม่มีการขึ้นทะเบียนผู้ค้าทุกราย ทุกระดับ จากกองสลากถึงผู้ซื้อที่เป็นประชาชน

          2. ในช่วงสมัยรัฐบาลนายกฯชวน 2 มีการพิมพ์สลากประมาณ 14 ล้านฉบับเท่านั้น ซึ่งก็ถือว่าเหมาะกับจำนวนประชากรของประเทศในขณะนั้นคือ 61 ล้านคน สมัยรัฐบาลนายกฯอภิสิทธิ์ ก็มีการพิมพ์สลากอยู่กว่า 40 ล้านฉบับ ขณะนั้นผมก็ได้ท้วงติงไปว่า เทียบกับประชากรของประเทศ การพิมพ์สลากกว่า 40 ล้านฉบับนั้น สูงเกินไปมากและก็ได้มีการให้ทบทวนจำนวนสลาก และให้แนวทางในการแก้ปัญหาขายสลากเกินราคา โดยการขึ้นทะเบียนผู้ค้าทุกราย ทุกระดับ แต่ก็ได้รับทราบในช่วงเวลาต่อมาหลังรัฐบาลหมดวาระแล้ว ว่ามิได้มีการดำเนินการใดๆ ตามแนวทางที่ให้ไว้ เพราะเกรงอิทธิพลของขาใหญ่และกลุ่มผลประโยชน์บางกลุ่ม

          ลองคิดดูครับว่าธุรกิจขายตรงที่มีเครือข่ายผู้ขายเป็นล้านคน ทำไมเขาควบคุมไม่ให้มีการขายเกินราคาได้ แล้วทำไมกองสลากทำไม่ได้?? น่าคิดครับ!! จริงๆ ต้องบอกว่าน่าอายนะครับ!!

          3. ในแต่ละงวดมีผู้ซื้อลอตเตอรี่ทั้งสิ้น 20 ล้านคน แต่มีผู้ได้รับเงินรางวัลแค่ 20,000 ราย หรือ 0.1% นั้น ซึ่งหมายความว่าในแต่ละงวดมีประชาชนผู้ซื้อที่ไม่ถูกรางวัลใดๆ เลย 19,980,000 คน หรือ 99.9%

          ดังนั้นการเพิ่มจำนวนฉลากและรูปแบบการให้รางวัล มีแจ๊กพอตสูงถึง 100 ล้านบาท ก็คือการผลักให้ประชาชนซื้อสลากมากขึ้น ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่ามีคนถูกรางวัลเพียง 0.1 % ของผู้ซื้อทั้งหมด แล้วคนที่เสียเงินอีก 99.9% ละครับ จะอธิบายเขาอย่างไร?

          สำหรับผมนี่คือการมอมเมา และสร้างภาระให้ประชาชนเกือบ 20 ล้านคนทุกเดือน เดือนละ 2 รอบ!! ส่วนคนที่ได้มากขึ้นทุกงวดก็คือพ่อค้าคนกลางและกองสลากเองครับ!!

          4. ถ้าใช้ระบบออนไลน์ แน่นอนครับขายเกินราคาไม่ได้แน่นอน ถ้าทำให้ถูกต้อง แต่ต้องตอบให้ได้ว่า กลุ่มผู้ขายที่ขายสลากเป็นอาชีพหลัก เช่น กลุ่มคนพิการ กลุ่มทหารผ่านศึก กลุ่มผู้มีรายได้น้อย ที่ไม่มีทางเลือกในการทำมาหากิน จะอยู่กันอย่างไร?

          5. ข้ออ้างที่ว่า การพิมพ์สลากเพิ่มและออกเลข 2 ตัว 3 ตัว จะลดปัญหาหวยใต้ดิน มีการนำกรณีศึกษาของประเทศฟิลิปปินส์มาเป็นตัวอย่าง มีการประมาณการว่า จะลดการซื้อหวยใต้ดิน ในไทยได้ 100,000 ล้านบาท จากมูลค่าทั้งหมด 500,000 ล้านบาท หรือเพียง 20% ซึ่งถ้าทำกันจริงๆ ต้องพิสูจน์กันต่อไปว่าประมาณการนี้จะถูกต้องหรือไม่?

          ก่อนที่จะสรุปเช่นนี้ ขอให้ไปดูกรณีศึกษาในประเทศ อื่นๆ เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และบางประเทศในยุโรป ทุกรายงานยืนยันตรงกันว่า วิธีการเหล่านี้ไม่สามารถทำให้หวยใต้ดินหมดไปได้เลย และในหลายกรณี สร้างปัญหาสังคมเพิ่มขึ้น ตัวเลขทางอาชญากรรมเพิ่มขึ้น คนจนมากขึ้น ต้องเพิ่มกำลังตำรวจเพื่อแก้ปัญหาสังคมที่ตามมา ผมก็ต้องสงสัยว่าทำไมไม่นำข้อมูลทางลบเหล่านี้มานำเสนอให้กรรมการกองสลากและสังคมรับรู้บ้างละครับ??

          6. ขอให้ทบทวนคดีการออกสลากเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว ในยุครัฐบาลทักษิณชินวัตร ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้มีคำพิพากษาว่าผิดวัตถุประสงค์ของกองสลากและกฎหมายที่มีอยู่ และมีคำพิพากษาระบุว่า “เข้าลักษณะเป็นเจ้ามือรับกินใช้ ซึ่งมีลักษณะเดียวกับหวยใต้ดิน เป็นการพนันขันต่อให้มัวเมาประชาชน”

          ยอมรับเถอะครับว่า สิ่งที่ท่านทั้งหลายกำลังพยายามจะทำกันนั้น จะทำให้เกิดผลกระทบกับสังคมไทยอย่างรุนแรงไม่ได้แก้ปัญหา แต่กลับเอื้อประโยชน์กลุ่มทุนขาใหญ่บางกลุ่มที่มีแต่ได้กับได้

          นี่คือข้อคิดเห็นของคุณเกียรติ ซึ่งผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีน่าที่จะช่วยกันขบคิดหาทางแก้ไข

          สำหรับคำถามว่า ใครได้ ใครเสียนั้น ผมมีคำตอบ...ลองดูข้อมูลนี่ครับ...ผมว่าคนที่ได้จริงคือ รัฐบาลกับตัวแทนจำหน่าย เพราะอะไร ก็เพราะการจัดสรรรายได้จากการขายสลากที่คสช.ดำเนินการนั้น ให้ส่วนลดกับตัวแทนจำหน่าย 14% นำส่งเงินเข้ารัฐไม่น้อยกว่า 20% ซึ่งตกประมาณ 35,000-38,000 ล้านบาท

          ผลจากการให้ส่วนลด ผู้ขายรายย่อยมีต้นทุนลดลงจากเดิมฉบับละ 74.40 บาท เหลือ 70.40 บาท กำไรเพิ่มขึ้นจากเดิม 5.60 บาทต่อฉบับ เป็น 9.60 บาท กำไรฉบับละ 7.68%

          ตัวแทนจำหน่ายที่เป็นนิติบุคคล มูลนิธิ-สมาคมนิติบุคคล ต้นทุนเดิมฉบับละ 72.80 บาท ลดเหลือ 68.80 บาทต่อฉบับ กลุ่มนี้มีกำไรเพิ่มจาก 7.20 บาท เป็น 11.20 บาทต่อฉบับ กำไรฉบับละ 8.96%

 

          เครือข่ายธุรกิจสลากที่ขายเกินราคาฟันกำไรพุงกาง หากขายไปฉบับละ 100 บาท เกินหน้าตั๋ว 20 บาท จะได้กำไร 29.60 บาทต่อฉบับ ถ้าขาย 90 ล้านฉบับ 2,664 ล้านบาท/งวด เดือนละ 5,328 ล้านบาท ปีละ 63,936 ล้านบาท

          แต่เมื่อพิมพ์เพิ่มเป็น 100 ล้านฉบับ ขายเกินราคา 20 บาท หรือฉบับละ 100 บาท พ่อค้าขายหวยจะกำไรฉบับละ 29.60 บาท

          กำไรตกงวดละ 2,960 ล้านบาท เดือนละ 5,920 ล้านบาท กำไรดีถึงปีละ 71,040 ล้านบาท

          พุงกางมั้ยครับ....นี่คือคำตอบว่าทำไมต้องพิมพ์สลากมาขายเพิ่ม

 

Shares :
เปิดอ่าน 6,396 ครั้ง

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกัน ไลน์@komchadluek ที่นี่

5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ