"ทรู" จ่อร้องศาล ค้านคำสั่งอนุญาโตฯ ให้จ่ายค่าผิดสัญญาทีโอที

"ทรู" จ่อร้องศาล ค้านคำสั่งอนุญาโตฯ ให้จ่ายค่าผิดสัญญาทีโอที

 

"กสทช." ไล่บี้ ทรู เยียวยาผู้ใช้บริการ 3,381.95 ล้าน - ทรู จ่อยื่นคำร้องต่อศาล คัดค้านคำสั่งอนุญาโตตุลาการ กรณีข้อพิพาททีโอที ยันไม่กระทบสภาพคล่อง

กรณีข้อพิพาทกับ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เรียกค่าเสียหายจากการขาดรายได้จากการให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (ADSL) ซึ่งบริษัทฯ ได้รับคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการเมื่อวานนี้ (4 ก.ย. 2561) ให้บริษัทฯ ต้องชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยนั้น บริษัทฯ ขอเรียนให้ทราบว่า คดีดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุด และบริษัทจะดำเนินการอุทธรณ์ตามขั้นตอนทางกฎหมาย เพื่อขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าวต่อไป

โดยก่อนหน้านี้ ที่ประชุม กสทช. มีมติเรียกเงินรายได้ช่วงระยะเวลาเยียวยาผู้ใช้บริการจากทรูมูฟ 3,381.95 ล้านบาท และจากดิจิตอลโฟน 869.51 ล้านบาท รวมสองบริษัทเป็นเงิน 4,251.46 ล้านบาท เพื่อนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน พร้อมนัดประชุมเพื่อหาข้อสรุป

 

 

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยที่ประชุม กสทช.เมื่อเร็วๆนี้ว่า พิจารณาผลการพิจารณาตรวจสอบรายได้แผ่นดินนำส่งคลังในช่วงระยะเวลาคุ้มครองผู้ใช้บริการ กรณีคลื่นความถี่ 1800 MHz โดยที่ประชุม กสทช. มีมติ ดังนี้

1. รับทราบผลการพิจารณาของคณะทำงานตรวจสอบเงินนำส่งรายได้แผ่นดินจากการให้บริการในระยะเวลาความคุ้มครองผู้ใช้บริการ และสำนักงาน กสทช. ต่อรายงานผลการพิจารณาเกณฑ์การตรวจสอบรายได้แผ่นดินนำส่งคลังของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)

2. เห็นชอบเกณฑ์และผลการพิจารณาตรวจสอบรายได้แผ่นดินนำส่งคลังในช่วงระยะเวลาคุ้มครองผู้ใช้บริการกรณีคลื่นความถี่ 1800 MHz ตามที่คณะทำงานตรวจสอบฯ และคณะอนุกรรมการกลั่นกรองงาน กสทช. ด้านกิจการโทรคมนาคมเสนอ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

2.1 กรณีบริษัท ทรู มูฟ จำกัด

(1) เห็นชอบให้บริษัท ทรู มูฟ จำกัด นำส่งเงินรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่บนคลื่นความถี่ 1800 MHz ในช่วงคุ้มครองผู้ใช้บริการ นับตั้งแต่วันที่เข้าสู่มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวตามประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวในกรณีสิ้นสุดการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ. 2556 จนถึงวันที่สิ้นสุดระยะเวลาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่บนคลื่นความถี่ 1800 MHz ในระยะเวลาคุ้มครองผู้ใช้บริการ (16 ก.ย. 2556 ถึงวันที่ 3 ธ.ค. 2558) เป็นจำนวนทั้งสิ้น 3,381,958,336.14 บาท

(2) โดยที่ กทค. ได้เคยมีคำสั่งตามมติที่ประชุม ครั้งที่ 17/2558 ให้บริษัทฯ นำส่งรายได้ช่วงที่ 1 (16 ก.ย. 2556-17 ก.ค. 2557) ไปแล้ว เป็นจำนวน 1,069,983,638.11 บาท ดังนั้นจึงมีคำสั่งให้บริษัทฯ จะต้องนำส่งเงินรายได้เพิ่มเติมเป็นจำนวน 2,311,974,698.03 บาท พร้อมนำส่งดอกผลและดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ที่เกิดขึ้น มายังสำนักงาน กสทช. เพื่อที่สำนักงาน กสทช. จะได้นำส่งเป็นรายได้แผ่นดินต่อไป

 

2.2 กรณีบริษัท ดิจิตอล โฟน จำกัด

(1) เห็นชอบให้บริษัท ดิจิตอล โฟน จำกัด นำส่งเงินรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่บนคลื่นความถี่ 1800 MHz ในช่วงคุ้มครองผู้ใช้บริการ นับตั้งแต่วันที่เข้าสู่มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวตามประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวในกรณีสิ้นสุดการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ. 2556 จนถึงวันที่สิ้นสุดระยะเวลาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่บนคลื่นความถี่ 1800 MHz ในระยะเวลาคุ้มครองผู้ใช้บริการ (16 ก.ย. 2556 ถึงวันที่ 25 พ.ย. 2558) เป็นจำนวนทั้งสิ้น 869,512,486.51 บาท

(2) ) โดยที่ กทค. ได้เคยมีคำสั่งตามมติที่ประชุม ครั้งที่ 17/2558 ให้บริษัทฯ นำส่งรายได้ช่วงที่ 1 (16 ก.ย. 2556-17 ก.ค. 2557) ไปแล้ว เป็นจำนวน 627,636,136.84 บาท ดังนั้นจึงมีคำสั่งให้บริษัทฯ จะต้องนำส่งเงินรายได้เพิ่มเติมเป็นจำนวน 241,876,349.67 บาท พร้อมนำส่งดอกผลและดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ที่เกิดขึ้น มายังสำนักงาน กสทช. เพื่อที่สำนักงาน กสทช. จะได้นำส่งเป็นรายได้แผ่นดินต่อไป

2.3 กรณีบริษัท กสท โทรคมนาคมจำกัด (มหาชน)

(1) เห็นชอบค่าใช้จ่ายของบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ที่เกิดจากการใช้โครงข่ายในการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่บนคลื่นความถี่ 1800 MHz ในระยะเวลาคุ้มครองผู้ใช้บริการ นับตั้งแต่วันที่เข้าสู่มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวตามประกาศมาตรการคุ้มครองฯ พ.ศ. 2556 จนถึงวันที่สิ้นสุดระยะเวลาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่บนคลื่นความถี่ 1800 MHz เป็นจำนวนเงิน 2,300,772.59 บาท โดยแบ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการใช้โครงข่ายของบริษัท ทรู มูฟ จำกัด (ตั้งแต่ 16 ก.ย. 2556 ถึงวันที่ 3 ธ.ค. 2558) เป็นจำนวนเงิน 1,875,043.24 บาท และค่าใช้จ่ายในการใช้โครงข่ายของบริษัท ดิจิตอล โฟน จำกัด (ตั้งแต่ 16 ก.ย. 2556 ถึงวันที่ 25 พ.ย. 2558 เป็นเงินจำนวน 425,729.35 บาท)

(2) โดยที่ กทค. ได้เคยมีมติในการประชุมครั้งที่ 17/2558 และมติในการประชุมครั้งที่ 23/2558 เห็นชอบค่าใช้จ่ายของบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ช่วงที่ 1 (16 ก.ย. 2556-17 ก.ค. 2557) ไปแล้ว เป็นจำนวน 788,960.13 บาท โดยแบ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการใช้โครงข่ายของบริษัท ทรู มูฟ จำกัด เป็นเงินจำนวน 594,352.99บาท และค่าใช้จ่ายในการใช้โครงข่ายของบริษัท ดิจิตอล โฟน จำกัด เป็นเงินจำนวน 194,634.14 บาท ดังนั้น จึงเห็นชอบค่าใช้จ่ายของบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เพิ่มเติมเป็นจำนวน 1,511,812.46 บาท โดยแบ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการใช้โครงข่ายของบริษัท ทรู มูฟ จำกัด เป็นเงินจำนวน 1,280,717.25 บาท และค่าใช้จ่ายในการใช้โครงข่ายของบริษัท ดิจิตอล โฟน จำกัด เป็นเงินจำนวน 231,095.21 บาท

อนึ่ง หากมีข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่าผู้ให้บริการยังคงมีเงินรายได้ที่ต้องนำส่งตามประกาศมาตรการคุ้มครองฯ พ.ศ. 2556 เพิ่มเติมอีก กสทช. จะพิจารณาเรียกเก็บเพิ่มเติมต่อไป

3. เห็นควรมอบหมายให้สำนักงาน กสทช. นำส่งเกณฑ์และผลการพิจารณาตรวจสอบรายได้แผ่นดินนำส่งคลังในช่วงระยะเวลาคุ้มครองผู้ใช้บริการ กรณีคลื่นความถี่ 1800 MHz ดังกล่าวให้ สตง. ทราบด้วย

 

บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีข้อพิพาทเกี่ยวกับการให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (ADSL) กับบมจ.ทีโอที โดยล่าสุดคณะอนุญาโตตุลาการชี้ขาดให้บริษัทชำระค่าผิดสัญญาให้แก่ทีโอที เป็นเงินต้นรวมกว่า 76,000 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย ขณะที่บริษัทเตรียมดำเนินการตามกฎหมายต่อไปเพื่อขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าว

ตามที่เมื่อวันที่ 28 ต.ค.48 บมจ.ทีโอที ได้ยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ ระบุว่าบริษัทละเมิดข้อตกลงในสัญญาร่วมการงานและร่วมลงทุนขยายบริการโทรศัพท์ โดยให้บริการหรือยินยอมให้ผู้อื่นนำอุปกรณ์ในระบบไปให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และเรียกค่าเสียหายจากการขาดรายได้จากการให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงนั้น

เมื่อวันที่ 4 ก.ย.61 บริษัทได้รับคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ซึ่งได้มีคำชี้ขาดให้บริษัทชำระเงินค่าผิดสัญญาให้แก่ทีโอที 1) ตั้งแต่เดือนก.ย.44 ถึงส.ค.58 เป็นจำนวน 59,120.65 ล้านบาท และ ดอกเบี้ยจำนวน 16,978.65 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 6.6875 ต่อปี จากต้นเงิน 59,120.65 ล้านบาท ตั้งแต่เดือนก.ย.58 จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น และ 2) ให้ชำระเงินตั้งแต่เดือนต.ค.58 ถึงธ.ค.60 จำนวน 17,076.92 ล้านบาท และ ดอกเบี้ยจำนวน 1,298.05 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 6.6875 ต่อปี จากต้นเงิน 17,076.92 ล้านบาท ตั้งแต่เดือนม.ค.61 จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น

สำหรับผลกระทบต่อสภาพคล่องของกิจการในการจ่ายภาระผูกพันทางการเงินต่าง ๆ นั้น เนื่องจากบริษัทมิได้เห็นพ้องกับคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ และจะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป บริษัทจึงคาดว่าผลคำชี้ขาดดังกล่าวจะไม่มีผลกระทบต่อกระแสเงินสดหรือสถานะทางการเงินของบริษัทหรือความสามารถในการชำระหนี้ของบริษัท

ส่วนผลกระทบเกี่ยวกับการตั้งสำรองในงบการเงินนั้น บริษัทคาดว่าจะไม่มีผลกระทบต่อการตั้งสำรองในงบการเงิน
นอกจากนี้บริษัทยังไม่เห็นด้วยกับมติของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ต่อกรณีการเรียกให้บริษัท ทรู มูฟ จำกัด (ทรูมูฟ) ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ต้องนำส่งเงินรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่บนคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz ในช่วงคุ้มครองผู้ใช้บริการ นับตั้งแต่วันที่เข้าสู่มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราว ตามประกาศคณะกรรมการ กสทช. เรื่อง มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวในกรณีสิ้นสุดการอนุญาตสัมปทานหรือสัญญาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ. 2556 จำนวน 3,381.95 ล้านบาท โดยทรูมูฟ อยู่ระหว่างรอหนังสือแจ้งมติอย่างเป็นทางการจาก กสทช. จึงจะสามารถพิจารณารายละเอียดเพื่อประกอบการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมที่สามารถกระทำได้ต่อไป

อย่างไรก็ตามคดีดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุด และบริษัทได้พิจารณาแล้ว ไม่เห็นพ้องกับคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าว ประกอบกับคำชี้ขาดดังกล่าวถูกชี้ขาดโดยคะแนนเสียงข้างมาก โดยคณะอนุญาโตตุลาการเสียงข้างน้อยไม่เห็นด้วย ซึ่งบริษัทจะดำเนินการตามกฎหมายต่อไปเพื่อขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าว และบริษัทจะยื่นคำร้องต่อศาลที่มีอำนาจภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย (ปกติคือ 90 วัน) ในขณะนี้ บริษัทกำลังศึกษาคำชี้ขาดร่วมกับฝ่ายกฎหมาย และยังรอความเห็นจากอนุญาโตตุลาการฝ่ายข้างน้อยซึ่งยังไม่ได้รับจากสถาบันอนุญาโตตุลาการ หลังจากที่ศาลชี้ขาดแล้วก็อาจมีการอุทธรณ์กันต่อไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด