"พล.อ.อภิรัชต์" เลิกกินตับคนไทย กำไรสลากเกินปีละ2หมื่นล้าน

"พล.อ.อภิรัชต์" เลิกกินตับคนไทย กำไรสลากเกินปีละ2หมื่นล้าน

ทางออกนอกตำรา ฉบับ 3398  หน้า 6 ระหว่างวันที่ 6-8 ก.ย.2561 โดย...บากบั่น บุญเลิศ

"พล.อ.อภิรัชต์" เลิกกินตับคนไทย กำไรสลากเกินปีละ2หมื่นล้าน

"พล.อ.อภิรัชต์"ครับ เลิกกินตับคนไทย

รู้มั้ย..กำไรสลากเกินราคาปีละ2หมื่นล้าน

กลายเป็นประเด็นที่ชวนขบคิดกันในวงกว้าง ถึงนโยบายของคณะกรรมการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ที่มี พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานแทนที่ปลัดกระทรวงการคลังที่เคยนั่งเป็นประธานมาทุกยุคทุกสมัย มีมติอันเฉียบขาดเพิ่มยอดการพิมพ์สลากกินแบ่งรัฐบาล ตั้งแต่งวดวันที่ 1 กันยายน 2561 เป็นต้นไป จากเดิมที่พิมพ์ออกมาจำหน่ายงวดละ 80-88 ล้านฉบับ เป็น 90 ล้านฉบับต่องวด สูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งมา

เรียกว่าพิมพ์สลากออกมาขายเพิ่มขึ้นตามความต้องการของประชาชน 2-10 ล้านฉบับต่องวด เดือนหนึ่งมีการพิมพ์ขาย 2 งวด เท่ากับว่าในแต่ละเดือนประชาชนคนไทยจะซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลกันถล่มทลายและน่าจะเป็นสินค้าที่ขายดีที่สุดในโลกเดือนละ 180 ล้านฉบับ

สลากที่พิมพ์ออกมาถูกจัดสรรลงไปดังนี้ 1.จัดสรรให้ผู้จองซื้อผ่านตู้เอทีเอ็มและแอพพลิเคชันธนาคารกรุงไทยที่ปัจจุบันมียอดคนขายรายย่อยถล่มทลาย 80,000 คน รวม 60 ล้านฉบับ

2.จัดสรรให้ตัวแทนจำหน่ายผ่านระบบโควตา บรรดานิติบุคคล สมาคม มูลนิธิต่างๆ 30 ล้านฉบับ

ฟังดูอาจธรรมดา ไม่เห็นจะตื่นเต้นตรงไหน....ใช่มั้ยครับ ลองหยุดคิดสักนิดหนึ่งครับ...

ดูนี่ครับ... ประชากรประเทศไทยตามเว็บไซต์ CIA World FactBook ระบุว่าจำนวนประชากรไทยมีอยู่ 68,414,135 คน

เว็บไซต์ dopa.go.th กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ระบุจำนวนประชากรไทยเมื่อสิ้นปี 2560 มีอยู่ทั้งสิ้น 66,188,503 คน เป็นผู้ชาย 32,464,906 คน ผู้หญิง 33,723,597 คน

ผมเอาตัวเลขกลมๆ ที่ 66-68 ล้านคนก็แล้วกัน เท่ากับว่า คนไทย 66-68 ล้านคน ควักเงินซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลในแต่ละงวดเกินกว่าจำนวนประชากรไปแล้ว 20 ล้านฉบับ เรียกว่าซื้อหวยกันทั้งบ้านทั้งเมือง..นี่ยังพิมพ์เพิ่มอีก 90 ล้านฉบับ เดือนละ 180 ฉบับ ตายละเว้ย ตายละวา...

สลากกินแบ่งรัฐบาลเขาประกาศขายตามราคาหน้าตั๋ว 80 บาท/ฉบับ เอา 80 ล้านฉบับ คูณด้วย 80 บาท เท่ากับว่าใช้เงินซื้อไป 6,400 ล้านบาท/งวด เดือนหนึ่งมีการออกสลาก 2 งวด เท่ากับว่าคนไทยทั้งประเทศควักเงินมาซื้อ”ความหวังว่าจะรวย”ถึง 12,800 ล้านบาท

แต่ถามว่า มีใครเคยซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลในราคาฉบับละ 80 บาทบ้าง..คำตอบคือ ไม่มีเลย...ใช่มั้ยครับ...

มาบัดนี้คณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาลท่านใจดีพิมพ์สลากออกมาขายเพิ่มงวดละ 90 ล้านฉบับ เท่ากับว่าคนไทยจะต้องควักเงินไปซื้อสลากเพื่อหวังรวยงวดละ 7,200 ล้านบาท ขายสลากเดือนละ 2 ครั้ง เท่ากับว่า คนไทยจะต้องควักเงินไปซื้อหวย 14,400 ล้านบาท

คนไทยที่มีความหวังว่าสักวันเราจะรวยใช้เงินไปงวดละ 7,200 ล้านบาท แลกกับเงินรางวัลที่ 1 รางวัลละ 6 ล้านบาท, รางวัลที่ 2 มี 5 รางวัล รางวัลละ 200,000 บาท, รางวัลที่ 3 มี 10 รางวัล รางวัลละ 80,000 บาท, รางวัลที่ 4 มี 50 รางวัล รางวัลละ 40,000 บาท, รางวัลที่ 5 มี 100 รางวัล รางวัลละ 20,000 บาท,

 

รางวัลข้างเคียงรางวัลที่ 1 มี 2 รางวัล รางวัลละ 100,000 บาท, รางวัลเลขหน้า 3 ตัว เสี่ยง 2 ครั้ง มี 2,000 รางวัล รางวัลละ 4,000 บาท, รางวัลเลขท้าย 3 ตัว เสี่ยง 2 ครั้ง มี 2,000 รางวัล รางวัลละ 4,000 บาท และรางวัลเลขท้าย 2 ตัว เสี่ยง 1 ครั้ง มี 10,000 รางวัล รางวัลละ 2,000 บาท

ช่างเป็นการลงทุนที่ลุ้นกันอย่างไรก็ “เหงือกแห้ง”เสียเหลือเกิน...

แต่ช่างเถอะความหวังของคนไทยเหล้านั้น ยังไม่เลวร้ายเท่ากับการที่คณะกรรมการสลากฯปล่อยให้ผู้ขายทั้ง 2 กลุ่มคือรายย่อยและขาใหญ่ที่กินโควตาสลาก ขายเกินราคากันอยู่จนบัดป่านนี้ โดยทำอะไรไม่ได้ หรือทำได้ แต่ทำแบบขอไปที เพราะ “เค้กก้อนนี้มันมหาศาล” ชนิดที่ทำให้คนบางคนตาบอดจนมองไม่เห็น

ผมมีข้อมูลที่ประจักษ์ชัดว่า เครือข่ายธุรกิจสลากกินแบ่งรัฐบาลนั้นหากินกับการขายเกินราคากันจนพุงกาง โดยหากผู้ค้าขายไปคู่ละ 100 บาท เกินหน้าตั๋ว 20 บาท กำไรส่วนเกินต่อเดือนจะมากถึง 920 ล้านบาท ปีหนึ่งฟันกำไรกันทั้งระบบ 11,040 ล้านบาท

แล้วถ้าหากขายสลากเกินราคา 40 บาทต่อฉบับ หรือขายกันทั่วไปคู่ละ 120 บาท กำไรส่วนเกินจะเบิ้ลเป็น 2 เท่าตัว คิดเป็นต่อเดือน ละ 1,840 ล้านบาท ปีละ 22,080 ล้านบาท ใช่มั้ย....เห็นกำไรก้อนโตกันหรือยัง....

แล้วทำไมถึงทำกันได้ทั้งๆ ที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีคำสั่งที่ 11/2558 เรื่อง มาตรการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล  ไปตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2558  แก้ 3 เรื่องใหญ่คือ กำหนดสัดส่วนเงินรางวัล จัดสรรกำไรให้ผู้จำหน่าย และลงโทษขายเกินราคาดังนี้

(1) ร้อยละหกสิบเป็นเงินรางวัล

(2) ไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบเป็นรายได้แผ่นดิน

(3) ไม่เกินกว่าร้อยละสิบเจ็ดเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารงานซึ่งรวมทั้งค่าใช้จ่ายในการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลด้วย

(4) ร้อยละสามเป็นเงินกองทุนสลากกินแบ่งรัฐบาลเพื่อพัฒนาสังคม ต่อมามีการแก้เป็น 1%

ในหมวดแบ่งจัดสรรรายได้กำหนดว่าต้องแบ่ง 14% เป็นส่วนลดให้กับตัวแทนจำหน่ายสลาก ผลที่ตามมาผู้ขายรายย่อยมีต้นทุนสลากลดลงจากเดิมฉบับ หรือคู่ละ 74.40 บาท เหลือ 70.40 บาทต่อคู่ ทำให้ตัวแทนจำหน่ายรายย่อยมีกำไรเพิ่มขึ้น จากเดิม 5.60 บาทต่อฉบับ เพิ่มขึ้นเป็นคู่ละ 9.60 บาท กำไรฉบับละ 7.68%

ตัวแทนจำหน่ายประเภทนิติบุคคล มูลนิธิ-สมาคมนิติบุคคล ต้นทุนเดิมคู่ละ 72.80 บาท ลดเหลือ 68.80 บาทต่อฉบับหรือคู่ ทำให้ตัวแทนจำหน่ายกลุ่มนี้มีกำไรเพิ่มจาก 7.20 บาท เป็น 11.20 บาทต่อคู่หรือต่อฉบับ ให้กำไรคนขาย 8.96%

สุดท้ายคือการลงโทษ กฎหมายเดิมมาตรา 39 “ผู้ใดเสนอขายหรือขายสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ออกตามพระราชบัญญัตินี้และยังไม่ได้ออกรางวัลเกินราคาที่กำหนดในสลากกินแบ่ง ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท”

ในยุคคสช. มีคำสั่ง ที่ 11/2558 กำหนดว่า “มาตรา 39 ผู้ใดเสนอขายหรือขายสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ออกตามพระราชบัญญัตินี้และยังไม่ได้ออกรางวัลเกินราคาที่กำหนดในสลากกินแบ่ง ต้องระวางโทษจาคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

แต่ถึงตอนนี้ขายเกินราคากันเกลื่อนเมือง เพราะอะไร...ถ้าไม่ใช่เค้กการฟันกำไรของไอ้โม่งจากการขายสลากเกินราคา 1-2 หมื่นล้านบาทต่อปี มันไปบดบังให้หลายคนตามืด ตามัว...และบางคน “ตาเป็นมัน” ยิ่งถ้าพิมพ์ 90 ล้านฉบับเข้าไปอีก ผมไม่อยากจินตนาการ และโปรดอย่ามาบอกว่าการพิมพ์เพิ่ม ทำให้ราคาขายลดลง เพราะถึงตอนนี้รัฐทำมาค้าขายโดยไม่สนใจกฎหมายห้ามขายสินค้าเกินราคาอยู่ทุกวัน

ไหนๆ ประธานกรรมการก็ถูกหัวหน้า คสช.แต่งตั้งมาทำหน้าที่ประธาน ไหนๆ ท่านก็มีอำนาจล้นเป็นถึง ผบ.ทบ. เอาให้อยู่หมัดสักทีเถอะ อย่าปล่อยให้ใครมากินกำไรจากคนจนมากขนาดนั้นเลย พ่อเจ้าพระคุณ....


เปิดอ่าน