สงครามชีวิตของ"เหริน เจิ้งเฟย"ผู้ก่อตั้งหัวเว่ย

โดย บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์

 

แล้ว "มังกรหลับ” แห่งเสิ่นเจิ้นต้องจำใจลืมตาตื่น เมื่อถูกฝรั่งอั้งม้อรวมหัวกันใช้ข้ออ้างเรื่องสิทธิสภาพนอกอาณาเขตมาข่มเหงรังแกอีกครั้ง เหมือนในยุคมังกรป่วยหนักไม่มีผิด นับเป็นสงครามชีวิตที่ไม่รู้จบที่ต้องฝ่าฟันเพื่อตัวเองและครอบครัว ต้องหาทางเอาตัวรอดอีกครั้งจากสงครามที่โลกทุนนิยมก่อขึ้นด้วยการจับลูกสาวเป็นตัวประกันหมายจะรุมกันฆ่าบริษัทหัวเว่ยให้ตายคามือ

 

เหริน เจิ้งเฟย วัย 74 ปี ผู้ก่อตั้งหัวเว่ย ต้องกลายเป็นมังกรตื่นออกโรงให้สัมภาษณ์สื่อเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี หลังจาก เมิ่ง หว่านโจว ลูกสาวคนโตที่เกิดกับภรรยาคนแรก ถูกแคนาดาจับกุมตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคมปีที่แล้ว  ตามหมายจับของพญาอินทรีอเมริกา ท่ามกลางข้อกล่าวหาที่ว่า ผู้ก่อตั้งอาณาจักรสื่อสารโทรคมนาคมของจีน เคยเป็นทหารประจำกองทัพปลดแอกประชาชน และได้รับคำสั่งจากรัฐบาลปักกิ่งให้จารกรรมข้อมูลสำคัญด้านเทคโนโลยีต่างๆ โดยใช้หัวเว่ยและบริษัทลูกเป็นฐานปฏิบัติการ

 

 

สงครามชีวิตของ"เหริน เจิ้งเฟย"ผู้ก่อตั้งหัวเว่ย

 

 

อันที่จริงรัฐบาลมังกรและเหริน เจิ้งเฟย รู้มานานแล้วว่าทุนนิยมตะวันตกจะใช้เหรินและหัวเว่ยเป็นเครื่องมือในการปิดล้อมแดนมังกรอีกครั้ง จึงหาทางป้องกันแต่เนิ่นๆ ขณะนี้ เหริน เจิ้งเฟย ได้ล้างมือในอ่างทองคำวางมือจากยุทธจักรธุรกิจระดับโลก ถอดหัวโขนผู้บริหารของหัวเว่ยมา 7-8 ปีแล้ว คงไว้แค่ตำแหน่งลอยเป็นกรรมการบริหารเท่านั้น ขณะที่รัฐบาลปักกิ่งพยายามล้างภาพว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเหริน

ช่วงที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนฉลองวันครบรอบ 30 ปีของการเปิดประเทศและการปฏิรูปเศรษฐกิจตามนโยบายของคนโตตัวเล็ก เติ้ง เสี่ยวผิง เมื่อปี 2551 พรรคได้เสนอชื่อ เหรินเจิ้งเฟย เป็น 1 ใน 30 อันดับคนจีนดีเด่นที่สุด แต่เมื่อกลางเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ช่วงที่มีการฉลอง 40 ปีการเปิดประเทศและปฏิรูปเศรษฐกิจตามเติ้ง เสี่ยวผิง เจ้าพ่อหัวเว่ยกลับไม่มีชื่อติด 100 อันดับผู้บุกเบิกการปฏิรูป ผู้สร้างและส่งเสริมความเข้าใจอันดีกับประเทศต่างๆ จนมีการตีความกันว่าเหรินไม่ใช่นักลงทุนคนโปรดของพรรคอีกต่อไป

 

 

สงครามชีวิตของ"เหริน เจิ้งเฟย"ผู้ก่อตั้งหัวเว่ย

 

อย่างไรก็ดี หลายคนเชื่อว่ามีการเมืองอยู่เบื้องหลัง โดยเหรินยอมเป็นแพะหรือเป็นผู้เสียสละ เพราะถ้ามีชื่อเหรินอยู่ใน 100 อันดับผู้ส่งเสริมความเข้าใจอันดีกับประเทศต่างๆ ประเทศตะวันตกก็จะใช้เป็นข้ออ้างว่าหัวเว่ยมีสายสัมพันธ์อันดีกับพรรคและรัฐบาล และจะใช้เป็นข้ออ้างในการเตะโด่งหัวเว่ยให้พ้นจากตลาดในประเทศนั้นๆ ช่วงที่สงครามการค้ากำลังร้อนระอุ

 

เพราะเหตุนี้ เหรินจึงสามารถพูดได้เต็มปากว่าตัวเองแทบไม่ได้ติดต่อกับรัฐบาลเลยพร้อมกับกล่าวว่าแม้จะเป็นคนจีน รักประเทศชาติ สนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์ แต่จะไม่ทำอะไรที่เป็นผลร้ายต่อชาวโลก และหากได้รับคำขอจากรัฐบาลจีนให้สอดแนมต่างชาติ ก็จะปฏิเสธคำขอเหล่านี้ เพราะบริษัทจะยืนข้างลูกค้าเสมอเมื่อพูดถึงความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว

 

 

สงครามชีวิตของ"เหริน เจิ้งเฟย"ผู้ก่อตั้งหัวเว่ย

เหรินยังปฏิเสธว่าไม่เคยเป็นทหารในกองทัพปลดแอกประชาชนจีน เพียงแต่เป็นวิศวกรที่ทำงานให้แก่กองทัพและไม่เคยมียศทางทหารใดๆ แต่ยอมรับว่าศรัทธาและยึดมั่นในแนวคิดของเหมา เจ๋อตุง จนนำมาปรับใช้ผสมผสานกับแนวคิดการค้าแบบจีน ไม่ว่ายุทธศาสตร์การใช้จุดแข็งสู้กับจุดอ่อน, “ป่าล้อมเมือง” การวิพากษ์ตัวเองและการระดมพลังมวลชน เหนืออื่นใดก็คือการศึกษาบทเรียนความล้มเหลวของระบบฮ่องเต้หรืออัตตาธิปไตย จึงไม่สนับสนุนให้ใครขึ้นมามีอำนาจสูงสุดแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแต่ผู้เดียว แต่ให้บริหารแบบประชาธิปไตย ที่หัวเว่ยจะมีผู้บริหารระดับอาวุโส 3 คนคอยหมุนเวียนเปลี่ยนกันทำหน้าที่ทุกๆ 6 เดือน

 

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ เหริน เจิ้งเฟย จะนำแนวคิดของเหมา เจ๋อตุง มาปรับใช้กับการทำสงครามการค้า ในเมื่อทั้งชีวิต เหรินเติบโตใต้ร่มเงาของพรรคคอมมิวนิสต์ที่เข้ามาปกครองประเทศนี้ เคยผ่านประสบการณ์ร่วมสมัยจนเกือบจะอดตายในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม ผ่านยุคแมวขาว-แมวดำไม่สำคัญขอเพียงแค่จับหนูได้เป็นพอของเติ้ง เสี่ยวผิง ที่เปิดประตูประเทศอีกครั้งตามนโยบาย "สี่ทันสมัย”

 

เหนืออื่นใดก็คือการมีต้นทุนชีวิตที่ต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อตัวเองและครอบครัวนับตั้งแต่เกิดเมื่อปี 2487 ในมณฑลกุ้ยโจว ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นมณฑลที่ยากจนที่สุดในแดนมังกร ปู่มาจากมณฑลเจียงสูเป็นพ่อครัวฝีมือเอกในเรื่องการทำแฮม แต่เพราะเสียชีวิตเร็วไปทำให้เหริน โม่ซุน พ่อของเหริน เจิ้งเฟย เรียนไม่จบระดับมหาวิทยาลัย ทั้งๆ ที่เหลือเวลาเรียนอีกแค่ปีเดียว ช่วงนั้นทหารญี่ปุ่นยึดครองพื้นที่แถวนั้น เหริน โม่ซุน จึงย้ายไปที่กวางเจา ทำงานเป็นเสมียนในโรงงานของกองทัพรัฐบาลก๊กมินตั๋ง ก่อนจะได้รับแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมต้นตู้หวิน แล้วได้พบรักและแต่งงานกับครูสาวของโรงเรียนนั้น กระทั่งมีลูกชายคนแรก ซึ่งก็คือ เหริน เจิ้งเฟย

 

 

สงครามชีวิตของ"เหริน เจิ้งเฟย"ผู้ก่อตั้งหัวเว่ย

 

ความที่มีลูกมากถึง 7 คน แต่ทั้ง 9 ชีวิตอยู่ได้ด้วยเงินเดือนน้อยนิดของพ่อแม่ที่เป็นครู จึงต้องกินอยู่อย่างสุดแสนจะมัธยัสถ์ เพื่อที่ลูกๆ ทุกคนมีโอกาสเรียนหนังสือ บ่อยครั้งที่พ่อแม่ต้องไปขอยืมเงินเพื่อนบ้านมาซื้ออาหารหรือจ่ายค่าเทอมให้ลูกๆ แต่บางครั้งก็ยืมไม่ได้ ช่วงที่เกิดทุพภิกขภัยครั้งใหญ่ระหว่างการปฏิวัติวัฒนธรรม ทั้งครอบครัวแทบจะอดตาย เหริน เจิ้งเฟย จึงไม่เคยสวมชุดนักเรียนเลย หลังจากเรียนจบชั้นมัธยม ก็ได้ไปเรียนต่อที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ในมหาวิทยาลัยฉงชิ่ง ปรากฏว่าแม่อุตส่าห์มอบเสื้อเชิ้ตให้ 2 ตัว เล่นเอาเจ้าตัวอยากจะร้องไห้ เพราะรู้ว่าเสื้อ 2 ตัวนี้ทำให้น้องๆ ต้องลำบากมากขึ้น

 

จากบทเรียนชีวิตที่ผ่านมา ทำให้เหรินติดนิสัยมัธยัสถ์ กระเหม็ดกระแหม่ ทุกวันนี้ยังนั่งรถขนส่งสาธารณะไปที่ต่างๆ เลือกซื้อของใช้จำเป็นที่ถูกและทน แต่ถ้าเป็นด้านสาธารณกุศลแล้ว เจ้าตัวจะมือเติบมากที่สุด พร้อมที่จะควักกระเป๋าช่วยเหลืออย่างไม่อั้น

 

หลังจากเรียนจบได้เข้าทำงานเป็นวิศวกรด้านเทคโนโลยีทางทหารให้แก่กองทัพปลดแอกประชาชน จากนั้นก็เปลี่ยนงานหลายครั้ง กระทั่งตัดสินใจตั้งบริษัทของตัวเองขึ้นมาที่เสิ่นเจิ้นเมื่อปี 2530 ชื่อว่าหัวเว่ย แปลว่า ดีเยี่ยม, ยอดเยี่ยม ตอนแรกมีคนทำงานแค่ 6 คน แต่ขณะนี้มีพนักงานอยู่ทั่วโลกราว 180,000 คน โดยเป็นพนักงานชาวจีนประมาณ 60,000 คน ตอนแรกมีเงินลงทุนแค่ 21,000 หยวน แต่ขณะนี้เหรินมีทรัพย์สินราว 3,400 ล้านดอลลาร์จากการประเมินของนิตยสารฟอร์บส์

 

สงครามชีวิตของ"เหริน เจิ้งเฟย"ผู้ก่อตั้งหัวเว่ย

( เมิ่ง หว่านโจว ) 

 

 

ชีวิตครอบครัวของเหริน เจิ้งเฟย ก็น่าสนใจไม่แพ้ชีวิตการทำงาน โดยเฉพาะเรื่องที่ลูกๆ ไม่มีใครใช้แซ่เหรินตามพ่อ หากแต่เลือกจะใช้แซ่ตามแม่มากกว่า เมิ่ง หว่านโจว หรือซาบรินา หรือแคธี เมิ่งลูกสาวคนโตที่เกิดกับเมิ่ง จวิน ภรรยาคนแรก เลือกจะใช้แซ่เมิ่งตามแม่ ผู้เป็นลูกสาวของของเมิ่ง ตงเป้า อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงในเสฉวน เช่นเดียวกับเมิ่ง ผิง น้องชายแท้ๆ ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงการตกเป็นข่าวหรือความสนใจใดๆ ขณะที่แอนนาเบล เย่า น้องสาวต่างแม่วัย 21 ปี อ่อนกว่าพี่สาวต่างแม่ถึง 25 ปี เลือกที่จะใช้แซ่เย่าตามเย่า หลิง ผู้เป็นแม่ ที่เหริน เจิ้งเฟย แต่งงานเป็นภรรยาคนที่ 2 หลังจากหย่าขาดจากเมิ่ง จวิน หลังจากตั้งหัวเว่ยได้ไม่นาน ต่อมาเขายังได้แต่งงานใหม่เป็นครั้งที่ 3 กับซู่ เว่ย อดีตผู้ช่วยส่วนตัว

ลูกทั้ง 3 ของเขาต่างใช้ชีวิตที่แตกต่างกัน เมิ่ง หว่านโจว สามารถลบล้างคำสบประมาทของพ่อที่ประกาศว่าจะไม่ให้ลูกเข้ามาเป็นผู้บริหารของหัวเว่ย เนื่องจากขาดคุณสมบัติ 3 ประการ นั่นก็คือต้องมีวิสัยทัศน์ มุ่งมั่น และมองการณ์ไกล เธอเข้ามาทำงานที่หัวเว่ยเมื่อปี 2536 ตั้งแต่เป็นพนักงานระดับล่างกระทั่งได้เป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารทางการเงิน และได้มาแทนที่พ่อในตำแหน่งรองประธานเมื่อมีนาคม 2561 แต่เธอก็ใช้ชีวิตคล้ายพ่อ นั่นก็คือค่อนข้างเก็บตัว รู้กันแค่ว่าครอบครัวของเธอมีอสังหาริมทรัพย์ที่แวนคูเวอร์ซึ่งเป็นที่ที่เธอถูกกักบริเวณอยู่ในขณะนี้

 

เมิ่ง ผิง หรือเหริน ผิง ลูกชายคนเดียว ขณะนี้ทำงานเป็นพนักงานธรรมดาๆ ที่บริษัทในเครือของหัวเว่ย แต่ไม่แสดงท่าทีว่าสนใจในกิจการของพ่อ ส่วนแอนนาเบล เย่า ลูกสาวคนเล็กได้รับการเลี้ยงดูเยี่ยงเจ้าหญิงจีน จากแม่ที่เป็นสาวสังคม เธอจึงชอบใช้ชีวิตหรูหรา ทั้งๆ ที่กำลังเรียนด้านคอมพิวเตอร์ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และยังเป็นนักบัลเลต์ของบริษัทฮาร์วาร์ด บัลเลต์ด้วย แต่เธอก็ชอบดูแฟชั่นและเข้าวงสังคมชั้นสูง ความที่เป็นลูกรักของพ่อ ทำให้เธอสามารถกล่อมพ่อให้จัดงานเบดูตองท์ให้ตอนที่เริ่มเป็นสาวน้อย อีกทั้งยอมเดินทางไปชมการแสดงของลูกสาวคนเล็กเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว