เมื่อทำเนียบขาวยุคโดนัลด์ ทรัมป์กลายเป็น"เมืองวิปลาส"

โดย..บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์

 

เอ่ยชื่อ บ็อบ วูดเวิร์ด คนในวงการสื่อเกือบร้อยทั้งร้อยจะต้องรู้จัก เพราะเคยร่วมมือกับ คาร์ล เบิร์นสไตน์ ทำข่าวสืบสวนสอบสวนหรือข่าวเจาะ คดีวอเตอร์เกต จนทำให้ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ต้องชิงลาออกจากตำแหน่งเมื่อปี 2517 ก่อนหน้าที่รัฐสภาจะลงมติให้ปลดออกจากตำแหน่งหรืออิมพีชเมนต์

 

 

เมื่อทำเนียบขาวยุคโดนัลด์ ทรัมป์กลายเป็น"เมืองวิปลาส"

44 ปีให้หลัง บ็อบ วูดเวิร์ด” ได้ทิ้งระเบิดลูกใหญ่อีกลูกหนึ่ง ที่มะกันชนทุกวงการต่างจับตามองว่าจะสามารถสร้างประวัติศาสตร์ขึ้นอีกครั้งได้หรือไม่ ด้วยการกระชากโดนัลด์ ทรัมป์ ออกจากตำแหน่งผู้นำทำเนียบขาว ผ่านการนำเสนอหนังสือเล่มใหม่เรื่อง “เฟียร์: ทรัมป์ อิน เดอะ ไวท์เฮาส์” หรือ “ความกลัว:ทรัมป์ในทำเนียบขาว” หนา 448 หน้า ซึ่งได้ฤกษ์วางแผงในวันที่ชาวอเมริกันต่างจดจำจนวันตายนั่นก็คือวันที่ 11 กันยายน หรือเพียงไม่กี่เดือนก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐที่กำหนดมีขึ้นในวันที่ 6 พฤศจิกายน

 

เมื่อทำเนียบขาวยุคโดนัลด์ ทรัมป์กลายเป็น"เมืองวิปลาส"

ทันทีทันใดนั้นหนังสือเล่มนี้ ก็กลายเป็นหนังสือขายดีระดับเบสต์เซลเลอร์ในชั่วพริบตาจากยอดการสั่งซื้อผ่านอเมซอน

แม้ไม่ใช่หนังสือเล่มแรกที่ระบายภาพการบริหารงานตลอดช่วง 20 เดือนของทรัมป์ แต่หนังสือเล่มนี้ซึ่งเป็นเล่มที่ 19 ของวูดเวิร์ด ก็มีจุดเด่นจนสร้างความฮือฮายิ่งกว่าเล่มอื่นๆ เพราะมีลีลาการเขียนแนวสืบสวนสอบสวนที่ให้รายละเอียดอย่างละเอียดลออ ตรงไปตรงมา ไม่มีการยกเมฆ ไม่มีการเสริมแต่งให้เกินจริงเพื่อเพิ่มความสนุสนาน ไม่วกวนและหลีกเลี่ยงการแทรกความเห็นใดๆ โดยอ้างอิงเอกสารข้อมูลการประชุมระดับลับสุดยอดในทำเนียบขาวจำนวนมาก นอกเหนือจากอัดแน่นไปด้วยข้อมูลเชิงลึกจากการสัมภาษณ์คนใกล้ชิดของทรัมป์หลายสิบคน กินเวลายาวนานหลายร้อยชั่วโมง

 

วูดเวิร์ดได้อธิบายถึงที่มาของชื่อหนังสือเล่มนี้ว่า “กลัว” เป็นการล้อคำของทรัมป์ที่เคยพูดกับนักข่าวเวลาพูดถึง ”อำนาจแท้จริง” แต่วูดเวิร์ดย้ำว่าคำนี้มีความหมายเจาะจงไปถึง “เมืองคนวิปลาส” หรือ เมืองสติแตก ซึ่งเป็นคำพูดของจอห์น เคลลี พ่อบ้านทำเนียบขาวคนปัจจุบัน หรืออาจจะเป็นคำที่ รินซ์ พรีบัส อดีตพ่อบ้านทำเนียบขาวคนก่อนหน้าเคลลีเคยใช้คำว่า ”เป็นสวนสัตว์ที่ไร้กำแพง” เวลาพูดถึงการบริหารงานของทรัมป์

 

ตลอดทั้งเล่มนี้จะเต็มไปด้วยคำว่า “งี่เง่า, ทึ่ม, ปัญญาอ่อน, จอมโกหกและคนทรยศ" ซึ่งล้วนแต่ให้ภาพความวุ่นวายโกลาหลในทำเนียบขาวจนเหมือน "เมืองคนวิปลาส” เมื่อเจ้าหน้าที่ต่าง "จิตแตก” ต้องรับมือผู้นำที่มีแต่ความเกรี้ยวกราด อารมณ์แปรปรวนและหวาดระแวง หลายคนต้องแอบทำอะไรบางอย่างทั้งที่รู้ว่าผิดกฎหมายแต่ต้องทำเพื่อป้องกันไม่ให้ทรัมป์ดำเนินนโยบายที่จะสร้างหายนะครั้งใหญ่ขึ้นต่อความมั่นคงของประเทศ

 

เมื่อทำเนียบขาวยุคโดนัลด์ ทรัมป์กลายเป็น"เมืองวิปลาส"

“เฟียร์” ได้พรรณาถึงระเบิด 5 ลูกใหญ่หรือประเด็นสำคัญสุดของหนังสือเล่มนี้ เริ่มจาก ระเบิดลูกแรก ว่าด้วยการที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงอย่างน้อย 2 คนยอมรับว่าได้ขโมยเอกสารจากโต๊ะของประธานาธิบดี คนแรกก็คือ แกรี โคห์น ที่ปรึกษาเศรษฐกิจของทรัมป์ที่สารภาพว่าได้ขโมยเอกสารคำสั่งยกเลิกข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกา-เกาหลีใต้จากโต๊ะทำงานของประธานาธิบดีหมายจะขัดขวางไม่ให้ทรัมป์ลงนามรับรองเอกสารชิ้นนั้น อันจะมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงของ 2 ประเทศ

     อีกคนหนึ่งที่ทำแบบเดียวกันก็คือ บ็อบ พอร์เตอร์ อดีตเลขานุการของทรัมป์ ซึ่งได้สมคบกับโคห์นขโมยจดหมายที่ทรัมป์สั่งให้พอร์เตอร์ร่างขึ้นเพื่อประกาศนำอเมริกาถอนตัวจากข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (นาฟตา)

ระเบิดลูกที่ 2 ก็คือประโยคที่ว่า “ไม่ใช่นักโทษ” คนที่พูดคำนี้ก็คือจอห์น ดาวด์ อดีตทนายความของทรัมป์ซึ่งเป็นคนซักซ้อมทรัมป์ว่าหากต้องไปให้การต่ออัยการพิเศษทรัมป์จะต้องเตรียมอะไรบ้าง ปรากฏว่าทรัมป์ทำได้ไม่ค่อยดีนัก ท้ายสุดดาวด์ก็ยกเลิกการซักซ้อมนั้นพร้อมกับพูดว่า "ท่านไม่ใช่นักโทษ” แต่ลับหลังแล้วดาวด์เคยเสียดสีทรัมป์ว่าเป็นจอมโกหกมาตั้งแต่เกิด

วูดเวิร์ดได้ตั้งคำถามว่า ทำไมต้องมีการซักซ้อมการตอบคำถามของทรัมป์ มีเบื้องหน้าเบื้องหลังอะไรหรือ ทำไมไม่คิดให้ทรัมป์พูดความจริงกับอัยการพิเศษด้วย

ในหนังสือเล่มนี้ จอห์น โดว์ด อดีตทนายของทรัมป์เผยว่าได้จัดให้ทรัมป์ซักซ้อมการสัมภาษณ์หรือให้การหากต้องให้การต่อโรเบิร์ต มุลเลอร์ อัยการซึ่งวูดเวิร์ดตั้งคำถามว่าทำไมต้องทำเช่นนี้ นี่เป็นเพราะเขาไม่เชื่อว่าทรัมป์พร้อมพูดความจริงหรือ พอทรัมป์ซักซ้อมบทได้ไม่ดี โดวด์ก็บอกว่า "ไม่ต้องไปให้การแล้ว ท่านไม่ใช่นักโทษ”

ระเบิดเวลาลูกที่ 3 ก็คือคำพูดที่ว่า “เขาเป็นคนงี่เง่า” เป็นครั้งที่ 2 ในรอบปีที่จอห์น เคลลี พ่อบ้านทำเนียบขาวเรียกทรัมป์ลับหลังว่า "งี่เง่า” หรือ บ้า หรือ เสียสติ” โดยเคลลีเคยพูดว่า “เขาเป็นคนงี่เง่า ไม่รู้อะไรสักอย่างแต่ก็พยายามบอกให้คนอื่นทำโน่นทำนี่ เขาบ้าไปแล้ว เรากำลังอยู่ในเมืองคนบ้า เมืองสติแตก” เคลลียังบอกผู้ร่วมงานว่าเป็นงานที่แย่ที่สุดเท่าที่เคยทำมา

   ระเบิดเวลาลูกที่ 4 ก็คือคำว่า “คนปัญญาอ่อน” ทรัมป์จะกดดันเจฟฟ์ เซสส์ชัน รัฐมนตรียุติชธรรมให้ลาออกแทนที่จะให้ตัวเองปลดออก ด้วยการเรียกเซสส์ชันด้วยถ้อยคำดูหมิ่นดูแคลนว่าเป็นคนปัญญาอ่อนจากภาคใต้ แล้วยังล้อเลียนสำเนียงคนใต้ของเซสส์ชันด้วย

ในหนังสือเล่มนี้ยังเผยว่าทรัมป์ยังปากเสียเรียก รินซ์ พรีบัส อดีตแม่บ้านทำเนียบขาวว่าคนทรยศ เรียกเชิงเสียดสี เอชอาร์ แมคมาสเตอร์ อดีตที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติว่าแต่งตัวเหมือนคนขายเบียร์ บอกว่า วิลเบอร์ รอสส์ รัฐมนตรีพาณิชย์วัย 80 ปี ว่าหมดช่วงเวลาที่มือขึ้นที่สุดไปแล้ว”

ระเบิดเวลาลูกที่ 5 ก็คือคำสบถด้วยความหัวเสียของทรัมป์ว่า "นี่ถือเป็นความผิดพลาดห่าเหวครั้งใหญ่สุดเท่าที่ผมเคยทำมา” หลังเกิดเหตุชายคลั่งผิวขาวคนหนึ่งขับรถพุ่งชนขบวนประท้วงเรื่องของสิทธิเท่าเทียมกันของคนทุกผิวสี ทำให้นักเคลื่อนไหวหญิงเสียชีวิต ทรัมป์ต้องพยายามพูดเพื่อไม่ให้เสียประโยชน์ของคนทั้ง 2 ฝ่าย สุดท้ายอดระเบิดอารมณ์ไม่ได้ระหว่างให้สัมภาษณ์รายการของฟ็อกซ์นิวส์

 

เมื่อทำเนียบขาวยุคโดนัลด์ ทรัมป์กลายเป็น"เมืองวิปลาส"

อีกคนหนึ่งที่มีชื่อปรากฏในหนังสือเล่มนี้คือ พล.อ.เจมส์ แมตทิส รัฐมนตรีกลาโหมที่บอกว่าความสามารถของทรัมป์ในการเข้าใจเรื่องราวต่างๆ เทียบเท่า “เด็กป.5 ป.6” เท่านั้น แถมยังดื้อเงียบไม่ทำตามคำสั่งทรัมป์ที่เคยต่อสายตรงสั่งลอบสังหารประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด แห่งซีเรีย

 

 

แน่นอนตั้งแต่ช่วงเปิดตัวแนะนำหนังสือเล่มนี้ทรัมป์ได้ให้ความเห็นว่าเป็นหนังสือแย่ๆ อีกเล่มหนึ่ง เต็มไปด้วยเรื่องโกหก เรื่องราวที่สุดแสนสกปรก เรื่องโจ๊กที่หมายจะเล่นงานตัวเอง แหล่งข่าวที่อ้างเป็นแหล่งข่าวที่ปั้นขึ้นมาเองและเชื่อถือไม่ได้ อาจเรียกได้ว่าเป็นแค่นิยายเล่มหนึ่ง

ด้าน ซาราห์ แซนเดอร์ส โฆษกทำเนียบขาว เจมส์ แมตทิส และจอห์น เคลลี ต่างเรียงหน้าออกมาปฏิเสธเสียงแข็ง โดยแมตทิสให้ความเห็นว่าเป็นเรื่องมโนขึ้นมาเอง

อย่างไรก็ดี จิลล์ เอบรัมซัน นักข่าวอาวุโสได้วิจารณ์หนังสือเล่มนี้ว่า "ในยุคที่มีความจริงทางเลือก" และการทวิตแต่ "ข่าวลวง” ข้อมูลของวูดเวิร์ดคือความจริงที่เข้าขั้นมาตรฐานเหรียญทอง

 

เมื่อทำเนียบขาวยุคโดนัลด์ ทรัมป์กลายเป็น"เมืองวิปลาส"

 

ส่วนวูดเวิร์ดยืนยันว่าเนื้อหาตลอดทั้งเล่มเป็นความจริง 1,000% พร้อมให้ความเห็นว่า “ไม่ใช่หน้าที่ของผมที่จะเที่ยวไปตัดสินอะไรๆ งานของผมก็คือบอกเล่าถึงสิ่งที่ผู้คนได้ทำลงไป และสิ่งนั้นหมายถึงอะไร อะไรเป็นแรงขับเคลื่อนให้ทำและพวกเขาเป็นใคร” ก็เหมือนแนวเขียนเกี่ยวกับประธานาธิบดี 8 คนในช่วงที่ผ่านมาทั้ง บิล คลินตัน, จอร์จ ดับเบิลยู บุชและบารัก โอบามา นอกเหนือจากเจาะลึกวงในของศาลสูงสุด สำนักข่าวกรองกลางและชีวิตของอลัน กรีนสแปน อดีตซาร์แห่งธนาคารกลางสหรัฐ

ต่อกรณีที่เคลลีและแมตทิสต่างดาหน้าปฏิเสธว่าไม่ได้พูดตามที่ปรากฏในหนังสือ วูดเวิร์ดเผยว่าแหล่งข่าวหลายคนเคยเตือนล่วงหน้าแล้วว่า จะปฏิเสธทุกอย่างที่ปรากฏในหนังสือ ก่อนที่จะย้ำว่า "การต่อสู้ในอเมริกานั้น ที่สำคัญกว่าการต่อสู้ทางการเมืองก็คือการต่อสู้เพื่อความจริง...ผมก็ทำงานของผมไป นี่เป็นรายงานข่าวชิ้นดีที่สุดเท่าที่เราทำได้”