
เฟซบุ๊กแบนสื่อทหาร-บิ๊กกองทัพรวมทั้งนายพล"มินอ่องหล่าย"
สื่อสังคมออนไลน์เบอร์หนึ่ง ห้ามและถอดบัญชีผู้ใช้ของบุคคล-องค์กรเมียนมา 20 ราย รวมถึงผบ.สส. หลังยูเอ็นชี้บิ๊กกองทัพเมียนมาควรถูกสอบสวนฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โรฮิงญา
(คมชัดลึกออนไลน์ 27 ส.ค.) เฟซบุ๊กออกแถลงการณ์ในวันนี้ว่า ได้ถอดบัญชีผู้ใช้ชาวเมียนมาและองค์กร 20 ราย รวมถึง พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดเมียนมา และสถานีโทรทัศน์ เมียววดี สื่อของกองทัพ เพื่อป้องกันบุคคลเหล่านี้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ยักษ์ใหญ่ของโลก กระพือเชื้อไฟและความตึงเครียดทางศาสนาและเชื้อชาติ พร้อมกันนี้ยังได้ถอดเพจเฟซบุ๊ก 46 เพจ และระงับบัญชีผู้ใช้ 12 ราย ฐานมีส่วนร่วม
แถลงการณ์ระบุว่า ความรุนแรงทางชาติพันธุ์ในเมียนมา น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง พร้อมชี้แจงต่อว่า ก่อนหนานี้ บริษัทได้ปรับปรุงมาตรการหลายอย่างเพื่อป้องกันการแพร่กระจายความเกลียดชัง และการบิดเบือนข้อมูลบนเฟซบุ๊ก แม้ว่าเฟซบุ๊ก อาจจะเชื่องช้าไปในการดำเนินมาตรการ แต่ขณะนี้ ถือว่ามีความคืบหน้า ด้วยเทคโนโลยีที่ดีกว่าเดิมในการแยกแยะการแสดงความเห็น เพื่อสร้างความเกลียดชัง และปรับปรุงเครื่องมือในการแจ้งเหตุ
ทั้งนี้ โดยรวมเฟซบุ๊ก ถอดบัญชีผู้ใช้เมียนมา 18 ราย อินสตาแกรม 1 บัญชี และเพจเฟซบุ๊ก 52 เพจที่มีผู้ติดตามเกือบ 12 ล้านคน และจะพยายามต่อไปเพื่อป้องกันใช้เฟซบุ๊กในทางที่ผิด
ความเคลื่อนไหวของเฟซบุ๊ก มีขึ้นในวันเดียวกับที่คณะทำงานสหประชาชาติที่แสวงหาข้อเท็จจริงกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเมียนมา เสนอให้เปิดสอบสวนและดำเนินคดีกับผู้บัญชาการทหารสูงสุดเมียนมา และผู้บัญชาการทหารระดับสูงอีก 5 คน ฐานก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติและอาชญากรรมสงครามในรัฐยะไข่ คะฉิ่น และฉาน
( เด็กโรฮิงญา ร่วมรำลึกครบ 1 ปีถูกกวาดล้างและหนีตายจากยะไข่ไปบังกลาเทศ )
ชาวมุสลิมโรฮิงญาราว 7 แสนคน หลบหนีจากรัฐยะไข่ ทางเหนือขอเมียนมาไปยังบังกลาเทศ หลังจากกองทัพเมียนมากวาดล้างกลุ่มติดอาวุธอย่างนองเลือดเมื่อสิงหาคมปีที่แล้ว โดยมีรายงานว่าทหารและม็อบชาวบ้าน จุดไฟเผาหมู่บ้าน เข่นฆ่า และข่มขืน แต่เมียนมาปฏิเสธข้อกล่าวหาฆ่าล้างชาติพันธุ์ อ้างว่าเป็นการโจมตีตอบโต้กบฎโรฮิงญาเท่านั้น แต่ยูเอ็นระบุว่ายุทธวิธีของกองทัพเมียนมา ไม่สมเหตุสมผลกับภัยความมั่นคงที่แท้จริง
คณะทำงานชุดนี้ ซึ่งมาจากการแต่งตั้งของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเมื่อมีนาคม 2560 สรุปในรายงานว่า มีข้อมูลมากพอที่จะออกหมายเพื่อสอบสวนและดำเนินคดีเอาผิดเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกองทัพเมียนมา จากอาชญากรรมในรัฐยะไข่ ที่มีลักษณะ ความรุนแรง และขอบข่ายเหมือนกับมีเจตนาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
รายงานฉบับเดียวกันยังชี้ว่า เฟซบุ๊กมีบทบาท ในฐานะเครื่องมือที่มีประโยชน์สำหรับผู้ที่พยายามเผยแพร่ความเกลียดชัง



