ข่าว

มูลค่าตลาดเฟซบุ๊กร่วงหนักวันเดียวทุบสถิติตลาดหุ้นสหรัฐ 

มูลค่าตลาดเฟซบุ๊กร่วงหนักวันเดียวทุบสถิติตลาดหุ้นสหรัฐ 

27 ก.ค. 2561

ราคาหุ้นเฟซบุ๊ค ร่วงกราวรูด 19% ปิดที่ 176.26 ดอลลาร์สหรัฐในการซื้อขายวันพฤหัสบดีตามเวลาสหรัฐ  สาเหตุจากการปรับลดคาดการณ์การขยายตัวทางธุรกิจ


                    การเทขายหุ้นเมื่อวานทำให้ยักษ์ใหญ่สื่อสังคมออนไลน์ ทำสถิติใหม่ เมื่อมูลการตลาดหายไปกว่า 1.19 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ  เป็นการสูญเสียมูลค่าการตลาดมากที่สุดในวันเดียวของบริษัทหนึ่งในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นสหรัฐ  ซึ่งเกือบเท่ามูลค่าการตลาดของบริษัทยักษ์ใหญ่ อย่างแมคโดนัลด์ ไนกี้ และไอบีเอ็มเลยทีเดียว  


                    ราคาหุ้นที่ตกลงถึง 19% ยังถือเป็นวันเลวร้ายที่สุดของเฟซบุ๊ก นับจากเข้าตลาดหุ้นในปี 2545 และด้วยเหตุนี้ ยังส่งผลให้สินทรัพย์ของ มาร์ก ซัคเคอร์เบิร์ก ซีอีโอเฟซบุ๊ก ลดลง 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ลงมาอยู่ที่ 6.7 หมื่นล้านดอลลาร์ อ้างอิงจากนิตยสารฟอร์บส์ 


                    นักลงทุนเริ่มวิตก หลังเฟซบุ๊กส่งสัญญาณเมื่อวันพุธว่า การเติบโตรายได้จะลดลงตลอดทั้งปี เนื่องจากสถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยน การลงทุนในผลิตภัณฑ์ใหม่ และการเพิ่มโปรแกรมความเป็นส่วนตัวที่อาจจะทำให้การเติบโตรายได้ต้องชะงัก 


                    นายเดวิด เวห์เนอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริการฝ่ายการเงินของเฟซบุ๊ค คาดการณ์แนวโน้มของธุรกิจบริษัทในช่วงครึ่งปีหลังที่ไม่สดใสนัก  รายได้ในไตรมาส 3 และ 4 จะขยายตัวลดลง ส่วนค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้นจาก 50% เป็น 60% จากระดับของปีที่แล้ว 


                    นักวิเคราะห์บางคนให้ความเห็นว่าหุ้นของบริษัทนี้ทะยานอย่างต่อเนื่องอยู่แล้วช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา การร่วงลงมาปรับฐานหลังจากเหตุการณ์แง่ลบถือเป็นเรื่องปกติ


                    แต่นักวิเคราะห์บางกลุ่มมองว่าการที่เฟซบุ๊ก ประกาศแบนโฆษณาที่มีความเกี่ยวข้องกับคริปโตเคอเรนซี เช่น โฆษณาไอซีโอ อาจทำให้รายได้จากการโฆษณาของบริษัทลดลง  โดยปกติแล้ว รายได้ของเฟซบุ๊คจะมาจากโฆษณา โดยการเปิดให้เพจต่าง ๆ สามารถทำการโฆษณาได้อย่างอิสระ ซึ่งการระงับโฆษณาชนิดใดชนิดหนึ่ง ย่อมส่งผลต่อรายได้ ผนวกกับกระแสของคริปโตเคอเรนซีที่กำลังมาแรง เม็ดเงินจากบริษัทและบุคคลต่าง ๆ ทั่วโลกเริ่มไหลไปอยู่ที่อุตสาหกรรมคริปโต และการที่โครงการเหล่านั้นไม่สามารถทำการโฆษณาได้ อาจเป็นสาเหตุทำให้ยอดขายของพวกเขาลดลง

ข้อมูลบางส่วนจากเวบกรุงเทพธุรกิจ bangkokbiznews